เกจิอาจารย์ / หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู

หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู

เทพเจ้าผู้ทรงศีลและมีอาคมขลัง
                                                  หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู
โดย สุวัฒน์ เหมอังกูร

                                   พ่อท่านกล่ำ  ถาวโร   พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงญาณสมาธิชั้นสูงและมีวิชาอาคมขลัง เป็นผู้ให้กำเนิดยันต์ราหูแปดทิศที่ทรงอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์  อันแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความแตกฉานในวิทยาการด้านไสยศาสตร์  จนสามารถคิดค้นการสร้างวัตถุมงคลที่มีพลังระดับสูงไว้ให้ลูกศิษย์ได้กราบไหว้บูชา  และยังเป็นต้นแบบให้กับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชที่มีความโด่งดังไปทั่วประเทศ    ในทางโลกการจะได้รับการยกย่องให้เป็นศาสตราจารย์  จะต้องเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีใหม่ หรือการเขียนตำราวิชาการที่ยังไม่มีใครค้นคว้ามาก่อน   พ่อท่านกล่ำจึงเปรียบเสมือนศาสตราจารย์ในทางโลก  หรือปรมาจารย์ในเรื่องไสยเวทย์วิทยาคม

                   ประวัติพ่อท่านกล่ำ
                              
                               ท่านเกิดวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ในปี พ.ศ.2435   ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดประวัติท่าน ผู้เขียนขอกล่าวถึงปีที่ท่านมรณภาพก่อนนะครับ  ท่านผู้อ่านไม่ต้องแปลกใจนะครับว่าทำไมถึงต้องมาพูดถึงเรื่องนี้ก่อน เหตุผลก็คือ  มีรายละเอียดที่ต้องอธิบายถึงความผิดพลาดที่ทำให้ข้อมูลในประวัติท่านผิดแปลกไป นั่นคือ  ในใบมรณะบัตรของท่านลงไว้ว่า  ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530  และเมื่อมีการกล่าวถึงประวัติของท่าน  ก็จะใช้ปีตามใบมรณะบัตร   แต่ข้อมูลที่ผู้เขียนได้จากคุณสุภาพ  สุนทรธีรวุฒิ   หรือ โกจ๊อง  นักพระเครื่องอาวุโสและเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพ่อท่านกล่ำบอกว่าในใบมรณะบัตรลง พ.ศ.ผิด ความจริงท่านมรณภาพในปี 2531  และเป็นวันเดียวกับที่ท่านเกิดในทางจันทรคติ  คือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12   ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าเราสามารถสอบทานจากเรื่องอื่นๆ  ได้  เช่น  การสร้างเหรียญรุ่นแรก  เป็นการสร้างเพื่อฉลองอายุครบ 7 รอบ ในปี พ.ศ.2519   เมื่อบวกลบดูจะเห็นว่า ในปี พ.ศ.2519 คืออายุ 84 ถ้ามรณภาพตอนอายุ 96 ปี  ตามที่ทราบกันดีอยู่  ก็ต้องบวกไปอีก 12 ปี  ก็จะตรงกับ  พ.ศ. 2531  การนับเรื่องอายุของไทยจะนับจากวันเกิด ไม่เหมือนกับทางจีนและทางมอญที่จะบวกเวลาในท้องไปอีก 1 ปี  เพราะฉะนั้นเวลาที่ถูกต้องในวันที่ท่านมรณภาพคือปี 2531
 

                         ข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งคือ  มีหลักฐานจากผ้ายันต์รอยมือรอยเท้าของพ่อท่านกล่ำที่โกจ๊องไปปั๊มมาด้วยตัวเองและบันทึกไว้บนผ้ายันต์ว่า  ประทับเมื่อ พ.ศ.2531  เรื่องรายละเอียดทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากลูกศิษย์ใกล้ชิดและรับใช้ท่านจนกระทั่งมรณภาพ  ต้องถือว่าเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนักและเชื่อถือได้

                          สำหรับประวัติของท่านในยุคต้นค่อนข้างจะมีน้อยเพราะท่านเป็นพระยุคเก่า  ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่ได้สัมผัสกับท่านล้วนล้มหายตายจากไปหมดแล้ว  ก็คงจะมีแต่คำบอกเล่าที่บอกต่อกันมาไม่มากซึ่งเป็นข้อมูลหลัก ๆ ว่า  ท่านบวชและเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุ่ม วัดจันพอ   จะมีที่เป็นหลักเป็นฐานก็คือข้อมูลจากโกจ๊อง  ซึ่งเข้าไปปวารณาเป็นลูกศิษย์และช่วยเหลืองานท่านในยุคปลายของพ่อท่าน คือตั้งแต่ พ.ศ.2525
 

                          พ่อท่านกล่ำเป็นพระสุปฏิปันโน  ผู้มีความสมถะ มีวัตรปฏิบัติที่เหมาะกับสมณาสารูปและหลุดพ้นจากกิเลส   การสร้างวัตถุมงคลของท่านเพื่อมอบให้ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านนำไปช่วยการทำมาค้าขาย  คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ  ในช่วงเวลาที่ท่านยังดำรงสังขารอยู่  ท่านไม่เคยสร้างวัตถุมงคลเพื่อการพาณิชย์  แต่ท่านจะสร้างเพื่อแจกและสมนาคุณกับผู้ที่มาทำบุญที่วัด  โดยใส่บาตร ใส่ภาชนะและวางไว้  ใครทำบุญ พันบาทก็หยิบไป 1 องค์  ใครทำบุญร้อยบาท ก็หยิบไป 1 องค์  ใครทำบุญสิบบาท  ก็หยิบไป  1 องค์  ใครไม่ทำบุญ จะหยิบไปก็ได้ ท่านไม่ได้ว่าอะไร  หรือใครจะหยิบไปฝากลูกฝากเมียบ้างก็ได้  นอกจากนี้ท่านก็จะทำให้เมื่อชาวบ้านมาขอเช่น ผ้ายันต์ต่าง  ๆ
 

                            คุณหมอสมสุข  คงอุไร   หรือที่คนในวงการเรียกท่านว่า  อาหมอ  ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เดินทางไปกราบไหว้พระเกจิอาจารย์จำนวนมาก เพื่อแสวงหาอาจารย์ที่ทรงญาณสมาธิชั้นสูงและมีวิชาอาคมขลัง   พระเกจิอาจารย์ที่ท่านได้ใกล้ชิดมากคือ  หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค  ภายหลังจากที่หลวงพ่อพรหมท่านมรณภาพ  คุณหมอก็ได้ไปกราบไหว้พระเกจิอาจารย์อีกหลายองค์  หนึ่งในนั้นก็คือ พ่อท่านกล่ำ แห่งวัดศาลาบางปู   คุณหมอมากราบไหว้พ่อท่านกล่ำหลายครั้งและได้บอกกับโกจ๊องว่า  พ่อท่านกล่ำ มีความสามารถด้านวิชาอาคมเทียบเท่าหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค  และ หลวงปู่หล้า  หรือครูบาหล้า วัดป่าตึง รวมกัน  ซึ่ง ครูบาหล้ามีชื่อเสียงเล่าขานกันว่า ท่านมีตาทิพย์   คุณหมอบอกว่า เวลาพ่อท่านกล่ำปลุกเสก  ท่านจะลืมตาปลุกเสกเหมือนครูบาหล้า  ถ้าไม่เก่งจริง  จะทำให้ตาบอดได้   อีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมอบอกคือ  พ่อท่านกล่ำ ตาท่านเป็นสีฟ้าใสดุจน้ำทะเล   ลักษณะเช่นนี้แสดงว่าท่านทรงญาณสมาธิชั้นสูง มีความแก่กล้าในสมาธิจิตและวิชาอาคม  ซึ่งจะปรากฏในพระเกจิอาจารย์บางคน
  

                             สำหรับนัยน์ตาสีฟ้านี้  เราจะสามารถเห็นได้ตอนที่ท่านกำหนดจิตหรือต้องการให้เราเห็นเท่านั้น  ซึ่งผู้เขียนเคยประสบกับพระเกจิอาจารย์องค์หนึ่งมาก่อน  ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนตั้งข้อสงสัย  เมื่อได้ไปพบหลวงพ่อบางองค์ว่า ไม่เห็นตาท่านสีฟ้าตามที่เขาร่ำลือกัน   ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ  ตาสีฟ้าและฟ้าอมเขียว ที่ว่านั้นต้องมีความใส  ถ้าเป็นสีฟ้าอมเทาและขุ่น นั่นเป็นลักษณะของการเข้าสู่วัยชรา 

                             จากการที่คุณหมอสมสุข  คงอุไร  มากราบไหว้พ่อท่านกล่ำปีละ 1-2 ครั้งทุกปี เป็นเครื่องแสดงอย่างหนึ่งว่า พ่อท่านเป็นพระเกจิที่มีความสามารถในเรื่องพลังจิตสูงและมีวิชาอาคมขลัง  ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าคุณหมอท่านสามารถพิสูจน์ว่าพระเกจิองค์ใดเก่งหรือไม่   แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านที่ได้เลือกไปสัมผัสกับพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ  มานั้นเป็นที่ยอมรับว่าพระเกจิอาจารย์ดังกล่าวเก่งจริง

                              นอกจากนี้ คุณหมอยังได้นำผงที่เหลือจากการสร้างพระสมเด็จของหลวงพ่อพรหมวัดช่องแค  เป็นผงที่ลบโดยหลวงพ่อมามอบให้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระผงของพ่อท่านกล่ำด้วย  ซึ่งผงดังกล่าวตามที่ผู้เขียนทราบรายละเอียดมีประวัติต่อเนื่องมาคือ   คุณหมอได้สอบถามหลวงพ่อพรหมตอนที่ท่านใกล้มรณภาพว่า   เมื่อหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว มีหลวงพ่อองค์ไหนที่น่าไปกราบไหว้  หลวงพ่อพรหมบอกว่า   ให้ไปหาพระที่สร้างเหรียญมียันต์อิติปิโส 8 ทิศอยู่ด้านหลัง  ภายหลังจากที่หลวงพ่อพรหมมรณภาพในวันที่  30 มกราคม  2518  คุณหมอจึงสืบหาตามหาพระอาจารย์ตามที่หลวงพ่อพรหมท่านบอก   จนกระทั่งมาพบเหรียญรุ่นแรกของครูบาชุ่ม  วัดวังมุย  จังหวัดลำพูน  ศิษย์เอกครูบาเจ้าศรีวิชัย  และเป็นที่ศรัทธายกย่องจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ว่า  ท่านสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ทุกอิริยาบท  คุณหมอจึงได้สร้างพระสมเด็จรุ่นปัจเจกธรรมถวายครูบาชุ่ม  โดยผสมผงของหลวงพ่อพรหมไปด้วย   ส่วนที่เหลือจึงนำมามอบให้ลูกศิษย์พ่อท่านกล่ำใส่ลงในพระปิดตาเนื้อผงพิมพ์ลอยองค์ พิมพ์หลังเต่า และพระสังกัจจายน์   ผงดังกล่าวมีชื่อว่า   ผง 5 มหาเมตตา
   

                              มีผู้ไปถามหลวงพ่อเนียน  วัดบางไทร   ลูกศิษย์พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ  ว่าหลวงพ่อองค์ไหนที่เราควรไปกราบไหว้   หลวงพ่อเนียนท่านตอบว่า ก็พระครูวิสุทธิ ฯ ยังไง ซึ่งขณะนั้นท่านก็หมายถึง หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู

                               เมื่อพูดถึงการเอ่ยนามของท่านว่า  พระครูวิสุทธิจารี   ผู้เขียนจึงขอพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของสมณะศักดิ์นี้  เพราะเป็นชื่อที่มีความหมายยิ่ง  เดิมชื่อนี้เป็นชื่อสมณะศักดิ์ของหลวงพ่อพุ่ม วัดจันพอ  อาจารย์ของพ่อท่านกล่ำ   เมื่อพ่อท่านพุ่มมรณภาพลงจึงตั้งพ่อท่านกล่ำขึ้นมาแทน  การตั้งสมณะศักดิ์พระครูโดยใช้ชื่อว่าพระครูวิสุทธิจารี ไม่ใช่ตั้งได้โดยง่าย เพราะมีข้อกำหนดหลายประการคือ    พระองค์นั้นต้องบวชตั้งแต่ก่อนอายุ 13  ปี   และบวชอย่างต่อเนื่อง  ต้องมีความรู้ในภาษาบาลีอย่างแตกฉาน  สามารถแปลเป็นภาษาไทยได้อย่างสละสลวย  ข้อสุดท้ายคือ  ไม่เคยได้รับสมณะศักดิ์พระครูในชื่ออื่นมาก่อน  ด้วยข้อกำหนดดังกล่าว  เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว  ชื่อสมณะศักดิ์นี้จึงว่างเว้นไปนานหลายปีกว่าจะได้องค์ใหม่ขึ้นแทน  และที่ผู้เขียนกล่าวว่ามีความหมายยิ่ง  ต้องไปพิจารณาที่คำแปล

                       วิสุทธิ  หมายความว่า บริสุทธิ์
                        จารี    หมายความว่า   ผู้ประพฤติ 

                   แปลอย่างตรงไปตรงมาก็คือ  ผู้ประพฤติที่บริสุทธิ์     เป็นการยกย่องและสื่อความหมายว่า  ท่านมีวัตรปฏิบัติที่บริสุทธิ์ ทั้งในทางโลกและทางธรรม  มีความเคร่งครัดในศีล ซึ่งการจะปฏิบัติเช่นนี้ได้ตั้งแต่เด็กตลอดจนสิ้นอายุขัย  ต้องเป็นผู้ที่ละวางกิเลสได้มากจนถึงหมดสิ้นซึ่งกิเลส

                   ท่านเป็นบรรพชิตที่มีญาณสมาธิขั้นสูง มีพลังจิตเข้มขลัง แต่ประพฤติปฏิบัติตนอย่างเงียบ ๆ ไม่คุยโม้โอ้อวด  นอบน้อมถ่อมตน  สมดังคำที่เจ้าคุณนร ฯ วัดเทพศิรินทร์ จะบอกกับลูกศิษย์เสมอว่า  ของจริงนิ่งเป็นใบ้   หรือดังคำกล่าวของยาขอบในเรื่องผู้ชนะสิบทิศว่า  เปรียบเสมือนรวงข้าวในนาที่มีเนื้อข้าวอยู่เต็มในเมล็ด  รวงจึงโน้มต่ำลง  ส่วนรวงข้าวที่เมล็ดฝ่อจะชูตั้งขึ้น 

                   นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระที่มีความเมตตาสูง ช่วยเหลือชาวบ้านทีตกทุกข์ได้ยาก มีปัญหาในเรื่องการประกอบอาชีพ มีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่ายเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป โกจ๊องแนะนำท่านว่าให้เอาโทรทัศน์ขาวดำมาดูสักเครื่อง ท่านบอกว่าชาวบ้านที่ท่านไปบิณฑบาตรยังไม่มีเลย ท่านจะมีได้อย่างไร

                    วัตถุมงคล  

      1.   
เครื่องรางของขลัง

                   - ผ้ายันต์
                                 
เป็นวัตถุมงคลที่ท่านเริ่มสร้างมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ มีอยู่หลายรูปแบบและมีเคล็ดในการทำและการนำไปใช้แตกต่างกันไป ยันต์ตัวหลักที่ท่านใช้คือยันต์กันภัย ผ้ายันต์ของท่านมีประสบการณ์มากมาย เช่นผ้ายันต์กันหนู ผ้ายันต์กันปู ผ้ายัต์นหณุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน ผ้ายันต์กันภัย เสื้อยันต์ขี่คอ
    
                                        สำหรับเสื้อยันต์ขี่คอนี้ ผู้เขียนตั้งชื่อจากที่มาตามที่โกจ๊องเล่าให้ฟัง คือมีลักษณะเป็นเสื้อยันต์แบบทั่วไป ยันต์ที่บรรจุลงคือยันต์กันภัย และประทับรอยมีอของพ่อท่านกล่ำอยู่ด้านหน้า ประทับรอยเท้าพ่อท่านกล่ำอยู่ด้านหลัง โกจ๊องถามท่านว่าพ่อท่านต้องประทับแบบนี้ ท่านบอกว่า ก็เหมือนกับท่านขี่คอไง เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมาย และเป็นเคล็ดที่เหนือชั้นจริง ๆ เพราะเหมือนกับมีท่านไปด้วย ไม่มีใครมาทำอันตรายได้  ปัจจุบันเสื้อยันต์นี้หายากมาก เพราะสร้างมานานแล้ว และสร้างน้อยเป็นการเฉพาะ ท่านสร้างให้กับทหารที่จะไปรบที่เวียตนามได้แก่พวกจงอางศึก และกองพันเสือดำ คนที่ได้ไปรอดกลับมาทุกคน
 
                                         มีประสบการณ์เรื่องหนึ่งที่คุณแม็คเล่าให้ฟังว่าสมัยวัยรุ่น ไปเล่นที่บ้านเพื่อนขณะที่บ้านเขากำลังทำความสะอาดบ้านจัดข้าวจัดของ อะไรที่ไม่ใช้ก็นำมากอง ๆ ไว้ และทะยอยเผาไฟ เพื่อนเขาเห็นหมวกจีนเก่า ๆ ใบหนึ่ง ลักษณะเป็นหมวกหัวแหลมมีปีก โกจ๊องบอกว่าเขาเรียกหมวกเปรี้ยว ผู้เขียนเข้าใจว่า ก็คือหมวกที่คนจีนเรียกว่ากุ้ยเล้ย เพื่อนคุณแม็คจึงโยนหมวกใบนั้นลงในกองไฟแล้วไปวิ่งเล่นกันต่อ เวลาผ่านไประยะหนึ่งจึงกลับมาดูที่กองไฟ ปรากฎว่า ทุกอย่างไหมหมดยกเว้นหมวก จึงหยิบขึ้นมาดูด้านในพบว่ามีผ้ายันต์หนึ่งเสียบใว้อยู่ด้านบน จึงรีบแกะออกและนำไปถามคุณแม่ ได้รับคำตอบว่าเป็นผ้ายันต์ของพ่อท่านกล่ำ ผ้ายันต์ผืนนั้นเป็นยันต์กันภัย

                         
 ผ้ายันต์แบบต่าง ๆ

IMG_7294.JPG

IMG_7295.JPG

IMG_7296.JPG

IMG_7297.JPG

IMG_7298.JPG

IMG_7299.JPG

IMG_7300.JPG



              สุดท้ายที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงก็คือผ้ายันที่ท่านได้ใช้ภูมิปัญญาอันสูงส่งของท่านสร้างรูปแบบขึ้นเป็นพิเศษที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เป็นแนวคิดที่ทำให้มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่ง นั่นคือผ้ายันต์ราหูแปดทิศ ซึ่งท่านสร้างขึ้นแจกให้กับผู้ไปร่วมมุทิตาจิตในงานวันเกิดของท่านในปี 2526 และต่อมาอีก 2-3 ปี รูปแบบผ้ายันต์ราหูแปดทิศได้นำไปเป็นต้นแบบและใช้เป็นหลักในการสร้างวัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราช 

IMG_7533.JPG


                   
-ลูกอม
                                      
                                    เป็นลูกอมเนื้อผงที่สร้างตามตำรับของท่าน โดยมีส่วนผสมดังนี้

                          1. ใบโพธิ์แห้งหล่นลงมาแล้วใบหงาย  108 ใบ
                          2.  ตะไคร่เจดีย์  108 เจดีย์
                          3.  ผงยันต์ที่ลบของพ่อท่านกล่ำ
                          4.  ผงใบลานเก่า ๆ เผา
                          5.  รังผึ้งโพรง เป็นผึ้งที่มีพิษแรง

            โกจ๊องเล่าว่า ได้ถามพ่อท่านกล่ำว่าใบโพธิ์ที่หล่นลงมาหงายจำนวน 108 ใบ จะไปหาที่ไหน พ่อท่านบอกว่าก็วัดพระธาตุไง เมื่อได้มาแล้วพ่อท่านได้จารตัวนะทุกใบ นอกจากนี้โกจ๊องยังถามว่าแล้วตะไคร่เจดีย์ตั้ง 108 เจดีย์จะไปหาที่ไหนได้ทัน พ่อท่านบอกว่า ก็เจดีย์รอบ ๆ พระธาตุนั่นไง  โกจ๊องจึงถึงบางอ้อเพราะรอบพระธาตุมีอยู่ 108 เจดีย์พอดี ทั้งสองมวลสารนี้มีที่มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงถือเป็นมวลสารที่พิเศษยิ่ง 

            เมื่อผสมปั้นเป็นลูกอมเรียบร้อยแล้ว พ่อท่านกล่ำจะทำพิธีปลุกเสก 7 เสาร์ 7 อังคาร  และระหว่างช่วงเวลานั้นท่านจะปลุกเสกตามกำลังวันทุกวัน

             ตอนที่มอบให้โกจ๊องท่านบอกว่า เก็บไว้ให้ดีนะอันนี้คงถึงตับ โกจ๊องบอกกับผู้เขียนว่าลูกอมนี้ผมหวงยิ่งกว่าเหรียญรุ่นแรกอีก เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้เมื่อฟังประสบการณ์ที่โกจ๊องเล่าให้ฟัง

             โกจ๊องเล่าว่า สมัยนั้นได้ออกรถป้ายแดงคันหนึ่งมาทำเป็นรถสองแถว รับส่งระหว่างหัวถนน-ท่าวัง โดยจ้างให้นายเสรีเป็นโชเฟอร์ อยู่มาวันหนึ่งมีนักพนัน 3 คนมาเหมารถให้ไปส่งที่บางใหญ่ซึ่งอยู่เขตอำเภอเมืองติดกับปากพนัง เป็นการเหมาทั้งวัน เมื่อเล่นพนันเสร็จก็พากันขึ้นรถกลับ ก็ไม่รู้ว่านักพนันทั้ง 3 ไปก่อคดีอะไรไว้ ปรากฎว่าระหว่างทางขณะที่ยังออกมาไม่ไกลนักก็ถูกมือปืนออกมากระหน่ำยิงด้วยอาวุธสงครามทั้งเอ็ม 16 และอาก้า ยิงอย่างหูดับตับไหม้เป็นร้อย ๆ นัด ผลก็คือนักพนันตายคาที่ 2 อีกหนึ่งอาการสาหัสมาก ส่วนนายเสรีถูกกระสุนที่กลางหลัง หนึ่งนัดที่หัวอีกหนึ่งนัด และเฉี่ยวใบหูอีกหนึ่งนัก ปรากฎว่าลูกกระสุนไม่ระคายผิวจึงรอดตายราวปาฏิหารย์ ในตัวของนายเสรีมีเพียงลูกอมพ่อท่านกล่ำเพียงอย่างเดียว ก่อนหน้านี้โกจ๊องได้พานายเสรีไปกราบพ่อท่านกล่ำ ๆ ได้มอบลูกอมให้เม็ดหนึ่งและกำชับว่าเอาติดตัวไว้ให้ดี  
                                        

 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top