เกจิอาจารย์ / พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม

พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม

พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี

                            บทความที่ผมนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านนี้ เป็นบทความเก่าที่เคยลงในนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะประมาณ พ. ศ.2537 ก่อนที่จะลงเรื่องราวต่าง ๆ ผมขอเล่าที่มาพอสังเขปก่อนนะครับ
                            เมื่อผมเปิดเว็บราชันดำเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณขององค์จตุคามรามเทพ ผมก็มีความตั้งใจว่าจะนำบทความเกี่ยวกับวัตถุมงคลและเกจิอาจารย์ที่ผมเคารพศรัทธา ที่ผมเคยเขียนลงในนิตยสารพระเครื่องต่าง ๆ มาลงในเว็บนี้ เพื่อเสนอต่อผู้สนใจทุกท่าน
ปรากฎว่าเกิดปัญหาคือ หนังสือลานโพธิ์ที่เคยเก็บไว้เกิดสูญหายไปบ้าง ปลวกขึ้นบ้าง จึงต้องทิ้งไปหมด ที่สำคัญคือบทความที่ลงในหนังสือลานโพธิ์นั้นมีจำนวนมาก ทั้งเรื่องหลวงปู่ทวดทุกรุ่นทุกวัด เรื่องหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง และเรื่องของท่านอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี
ผู้เขียนจึงพยายามสอบถามจากพรรคพวกที่เคยเก็บหนังสือลานโพธิ์ยุคเก่า เขาก็พยายามหาให้ก็ได้เรื่องหลวงปู่ทวดบางตอน หลวงปู่ทองดำนิดหน่อย แต่ของท่านอาจารย์อิฎฐ์ไม่ได้เลย ที่ต้องค้นหาก็คือต้นฉบับที่เก็บไว้ เพราะเวลาส่งต้นฉบับผมจะใช้วิธีถ่ายเอกสารและเก็บตัวจริงไว้ แต่ก็คิดว่าคงหายไปหมดแล้ว
                            จนกระทั่งเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว ผมได้ค้นหาเอกสารตามแฟ้มต่าง ๆ ปรากฏว่ามีอยู่แฟ้มหนึ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ มีเอกสารใส่อยู่ค่อนข้างหนาซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เปิดดู ถ้าเปิดก็เพีบงแค่ด้านหน้าเล็กน้อยแล้วปิดเพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เทียวนี้ผมไล่เปิดไปจนถึงตอนท้ายของแฟ้ม ปรากฏว่าได้พบต้นฉบับบทความของท่านอาจารย์อิฎฐ์ครบห้าตอน จึงนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านในโอกาสนี้

สุวัฒน์
20 มิถุนายน 2558



 
20150624-2309.jpg
พระอาจารย์อิฏฐ์ ภทฺทจาโร
วัดจุฬามณี

อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
 
ตอนที่ 1

                               สมุทรสงคราม เป็นเมืองชายทะเลที่มีความสำคัญจังหวัดหนึ่งของไทย เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่ผลิตอาหารจากทะเล ทั้งปลาสด ปลาเค็ม น้ำปลา และเกลือ ตลอดไปจนถึงพืชผักผลไม้ ส่งไปเลี้ยงคนไทยทั่วประเทศ เมืองนี้เรายังรู้จักเรียกกันติดปากอีกชื่อหนึ่งว่า " แม่กลอง " คงเป็นเพราะเรียกตามชื่อของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งไหลออกทะเล ณ บริเวณนี้

                               เมื่อพูดถึงแม่น้ำแม่กลอง ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ที่มีต้นกำเนิดในจังหวัดกาญจนบุรี ดินแดนแห่งสุดยอดพระเครื่องเนื้อตะกั่วสนิมแดง ที่เรารู้จักกันในนามของ พระท่ากระดาน ซึ่งถูกจัดอยู่ในไตรภาคีมหิทธิฤทธิ์ และได้รับการขนานนามว่า ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง นั่นคือต้นทางแห่งแม่กลอง แต่ที่ผมจะกล่าวถึงเรื่องราวความมหัศจรรย์นั้นอยู่ที่ปลายทางของแม่น้ำสายนี้ นอกจากความอุดมสมบูรณ์แห่งข้าวปลาอาหารแล้ว แม่กลองก็ยังเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเกจิอาจารย์ดัง เป็นศูนย์รวมแห่งสำนักพระเวทย์วิทยาคม ที่ได้รับการสืบทอดกันต่อมาอย่างไม่ขาดสาย พระอาจารย์ที่อุบัติขึ้นในแต่ละยุคล้วนโด่งดังได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนทั่วประเทศ ถ้าลองไล่เรียงกันดู ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านต้องทราบกิตติศัพท์ของแต่ละองค์ท่านเป็นอย่างดี ตั้งแต่ หลวงพ่ออ่วม วัดไทร หลวงปู่อ้น วัดบางจาก หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย หลวงพ่ออยู่ วัดบางน้อย หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง หลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อโต วัดคู้ธรรมสถิตย์ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุขาราม หลวงพ่อไว วัดดาวดึงษ์ หลวงพ่อสาย วัดจันทร์เจริญสุข หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน หลวงพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่และโด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ก็คือ หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ

                              ทั้งหมดที่ผมกล่าวนามท่านมานี้ ผมเรียนท่านผู้อ่านเท่าที่จำได้ อาจจะมีตกหล่นไปบ้างก็คงไม่ว่ากันนะครับ เพราะเรื่องราวอภินิหารที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังนั้น ไม่ใช่พระเกจิอาจารย์องค์หนึ่งองค์ใดที่กล่าวนามมาข้างต้น แต่เป็นเกจิอาจารย์ยุคปัจจุบันที่นับว่ามีอายุน้อยที่สุดในบรรดาเกจิอาจารย์ดัง ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงมาเขียนเรื่องราวของพระเกจิอาจารย์ที่มีอายุน้อย เพราะเกจิอาจารย์ทั่วไปมักมีแต่อายุมาก ๆ ทั้งนั้น เรื่องนี้ตอบได้ไม่ยาก ความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยตามอายุนะสิครับ อันนี้เป็นการพิสูจน์ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขได้เป็นอย่างดี เพราะผมเองรวมทั้งท่านผู้อ่านด้วยที่จะพบเห็นบ่อย ๆ ว่า พระบางองค์บวชตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แต่ไม่เป็นโล้เป็นพายก็มีถมเถไป
                              ว่ากันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว คิดว่าท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบว่า พระอาจารย์ที่ผมจะเสนอกิตติคุณ ปฏิปทา และความเข้มขลัง ต่อท่านผู้อ่านนั้นคือพระอาจารย์อะไร อยู่วัดไหน
ก็คงจะต้องบอกกล่าวกันเสียเลยว่า ท่านคือ พระครูวินัยธรอิฏฐ์ ภทฺทจาโร แห่งวัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม

                               เมื่อเอ่ยถึงวัดจุฬามณี เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะความโด่งดังของท่านหลวงพ่อเนื่อง เจ้าอาวาสองค์ก่อนนั่นเอง สำหรับกิตติศัพท์ความขลัง่ของท่านผมคงไม่ต้องกล่าวซ้ำ แต่อยากพาท่านผู้อ่านได้มารู้จักกับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ คือ ท่านอาจารย์อิฏฐ์ ภทฺทจาโร ได้รู้จักวัตถุมงคลที่ท่านสร้างได้ขลังตั้งแต่สมัยเป็นเณร รวมทั้งประวัติและประสบการณ์อันน่าทึ่ง
                               ความจริงผมไปกราบรู้จักท่านได้เพียง 4 - 5 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมต้องนำเรื่องราวของท่านมาเสนอต่อแฟน ๆ ลานโพธิ์ เดี๋ยวจะหาว่าพบของดีแล้วไม่นำมาบอกเล่าเก้าสิบกันบ้าง ผมเชื่อว่าถ้าท่านผู้อ่านติดตามข้อเขียนของผมจนจบ ทุกท่านต้องอยากมีวัตถุมงคลของท่านอาจารย์อิฏฐ์ไว้บูชา เพื่อเป็นศิริมงคลเหมือนผมและลูกศิษย์อีกมากมายของ
                               ท่าน ทีสัมผัสได้กับความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ในองค์ท่านเป็นอย่างดี นับตั้งแต่ผมได้เริ่มรู้จักกับท่าน

                               ผมคงต้องย้อนไปเล่าความเป็นมาก่อนที่จะได้มารู้จักท่านให้ฟังสักเล็กน้อย เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าท่านมีพลังอำนาจพิเศษ คงต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2536 ผมได้จัดผ้าป่าไปทอดที่วัดท่าทอง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทองดำเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ในการนี้ผมได้ขออนุญาตหลวงพ่อท่านสร้างพระกริ่งขึ้นจำนวน 140 องค์เพื่อแบ่งปันไว้ใช้กันเองในหมู่ลูกศิษย์ โดยตั้งชื่อตามสมณศักดิ์ของหลวงพ่อว่า พระกริ่งนิมมานโกวิท ในครั้งนั้นเพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่ง  ได้เช่าไว้ 1 องค์และเก็บไว้ที่บ้าน ในช่วงนี้เอง เพื่อนร่วมงานท่านนั้นไปกราบท่านอาจารย์อิฎฐ์หลายครั้ง ท่านอาจารย์จึงได้มอบพระกริ่งเทวบดีเนื้อเงินให้ 1 องค์ พร้อมกับถามว่า พระกริ่งที่บ้านเป็นของหลวงพ่ออะไร ขอดูหน่อยได้ไหม เพื่อนร่วมงานผู้เขียนเล่าว่ารู้สึกงง เพราะไม่เคยบอกท่านเลยว่าได้เช่าพระกริ่งเก็บไว้ที่บ้าน แล้วท่านทราบได้อย่างไร ครั้งต่อไปจึงนำไปให้ท่านดู และกราบเรียนว่าผมเป็นคนสร้าง ท่านจึงถามว่ามีเหลืออีกหรือไม่จะขอเช่า เพื่อนร่วมงาน
มาเล่าให้ผมฟังหลายครั้ง แต่ผมก็เฉย ๆ เพราะทราบว่าท่านยังเป็นพระหนุ่ม ๆ อยู่ ในใจจึงยังไม่รู้สึกศรัทธาเท่าไร แต่ก็นึกไว้ในใจว่าจะนำพระกริ่งนิมมานโกวิทไปถวายท่านหนึ่งองค์ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปสักที จนกระทั่งท่านฝากพระกริ่งเทวบดีที่ท่านสร้างเองมาให้ผม 1 องค์ ผมจึงหาโอกาสไปกราบท่านและนำพระกริ่งหลวงพ่อทองดำไปถวายท่าน 1 องค์ และเมื่อไปถึงผมก็ต้องสะดุ้งอยู่ในใจ เพราะว่าวัตถุมงคลหลักที่ท่านสร้างก็คือ ท้าวเวสสุวัณโณ ที่ผมกำลังเสาะหาอยู่พอดี ต้องเรียนเพิ่มเติมว่า ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้ผมอยากได้รูปเคารพของท่านท้าวเวสสุวัณโณ ก่อนหน้าที่ผมจะมาพบท่านอาจารย์ ซึ่งผมเองไม่ทราบมาก่อนว่า ท่านสร้างไว้หลายรุ่น และได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ลูกหาอย่างมาก เพราะความขลังและความเชื่อมั่นในองค์อาจารย์นั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งมากเมื่อพบว่า ท่านอาจารย์ยังหนุ่มอยู่มาก แต่มีลูกศิษย์ตั้งแต่หนุ่มจนแก่เพียบ ถ้าอย่างนี้คงจะไม่ธรรมดาแล้วละมัง ใช่ครับท่านไม่ธรรมดา แต่มีอะไรพิเศษอยู่มากถ้าได้ไปสัมผัสแล้วผมเชื่อว่าทุกท่านจะเห็นด้วยกับผมเป็นแน่

แต่ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องราวและประวัติของท่าน รวมทั้งแนะนำวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นนั้น ผมขอย้อนกลับมาพูดคุยกับท่านผู้อ่านถึงเรื่องของท่านท้าวเวสสุวัณโณ เสียก่อน เวลาที่ผมเสนอเรื่องราวของท่านอาจารย์จะได้ต่อเนื่องกันไปเลย

                              ผมขอเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า แต่เดิมผมไม่รู้จักและไม่ได้สนใจวัตถุมงคลที่เป็นรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณ เพราะที่พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นรูปยักษ์ จึงคิดว่าทำไมคนถึงบูชายักษ์ และทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นเจ้าแห่งปีศาจ พูดง่าย ๆ คือเป็นเจ้าแห่งผีนั่นเอง ส่วนที่ผมอยากได้ก็เพื่อจะบูชาท่านไว้กันผี กันคุณไสยต่าง ๆ เพราะทราบพุทธคุณของท่านแค่นั้น แต่เมื่อได้ศึกษาประวัติท่านจากหนังสือและจากท่านอาจารย์อิฏฐ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากท่านท้าวเวสสุวัณโณโดยตรงแล้ว ถึงทราบว่าท่านยังมีทีเด็ดอีกมากมายที่จะบันดาลให้กับผู้ที่เคารพบูชาท่าน ถ้าท่านติดตามต่อไปผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะต้องอยากบูชายักษ์องค์นี้แน่นอน

                              ท้าวเวสสุวัณโณ หรือที่พวกเรานิยมเรียกท่านสั้น ๆ ว่า ท้าวเวสสุวัณ แต่เวลาจะเขียนให้ถูกต้องแล้วต้อมีคำว่า โณ ต่อท้ายด้วย ส่วนใหญ่แล้วยังเขียนกันไม่ถูก
ประวัติของท่านตามบันทึกในศาสนาฮินดู ท้าวเวสสุวัณโณ คือ เทพกุเวร ท่านเป็นบุตรของฤาษีรัสรวัส ชื่อในภาษาสันสกฤตคือ ไวศรวรรณ ในภาษาบาลีคือ เวสสวัณ
เทพกุเวร เป็นเทพที่มีความอุตสาหะในการบำเพ็ญเพียรและทำกุศล ใช้เวลาในการทำความดีหลายพันปี พระพรหมจึงตั้งให้เทพกุเวรเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ซึ่งตรงกับ ชมภละ ในศาสนพุทธลัทธิมหายาน และเทพเจ้าพลูตอน ( PLOU TON ) ของกรีก ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย แต่ถึงอย่างไรก็ตามในศาสนาพุทธลัทธิมหายานที่มีพราหมณ์หรือฮินดูเข้ามาปนมาก ๆ ก็ถือว่า เทพกุเวรหรือท่านท้าวเวสสุวัณโณ เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง และได้รับการยกย่องบูชาจากพ่อค้าวานิช ที่หวังให้ท่านบันดาลความร่ำรวยให้ อันเนื่องมาจากความเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งนั่นเอง

                              ในรายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านที่มีบันทึกไว้ เท่าที่ผมพอจะเสาะหาได้จากหนังสือต่าง ๆ จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ผมจึงสรุปรวมรวมตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่มีประวัติที่น่าสนใจอีกตอนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประวัติที่แท้จริงและใกล้เคียงที่สุด เพราะเป็นประวัติที่ท่านเล่าถ่ายทอดผ่านมายังท่านอาจารย์อิฏฐ์ ซึ่งเมื่อท่านติดตามแล้วจะพบว่า บารมีของท่านยิ่งใหญ่ หาใครเทียบยาก จึงขอเชิญท่านผู้อ่านรับฟังเรื่องราวของท่านดังต่อไปนี้
ท้าวเวสสุวัณโณ นามเดิมว่า กุเวร เกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียกกันว่า กุเวรพราหมณ์ ณ บ้านกุเวร ชอบทำบุญทำกุศล ช่วยสร้างกุฏิวิหาร เจดีย์ บำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชนทั่ว ๆ ไป ที่บ้านมีโรงสีอยู่ 4 โรง แต่ละโรงสีข้าวให้กับบุคคลที่แตกต่างกันออกไป คือ

                  โรงที่ 1 สีข้าวให้กับสมณชีพราหมณ์
                  โรงที่ 2 สีข้าวให้กับเจ้าฟ้ามหากษัตริย์
                  โรงที่ 3 สีข้าวให้กับขอทาน
                  โรงที่ 4 สีข้าวให้กับบริวาร

                         ด้วยความเป็นผู้ใจบุญสุนทานชอบทำกุศลนั่นเอง เมื่อตายไปจึงเกิดเป็นกุเวรเทพบุตร หรือ ท้าวกุเวร มีความมั่งคั่งร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง มีใจเป็นกุศล มีความอุตสาหบำเพ็ญเพียร ท่านท้าวมหาพรหมธาดา ชินบัญชร จึงเกิดความเมตตาให้พรกับกุเวรเทพบุตร ให้มีกายเป็นสีทอง เป็นเทพรูปงาม มีความหนุ่มอยู่เสมอไม่แก่ และสอนคาถาอาคมให้ จากนั้นจึงได้ไปเรียนอิทธิฤทธิ์จากพระอิศวร มีฤทธิ์มากจนเป็นหัวหน้าแห่งยักษ์ทั้งปวง เมื่อเทพประจำทิศอุดร ( เหนือ ) ว่างลง จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทพเจ้าประจำทิศอุดร หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4
เนื่องจากมีความเก่งกล้าสามารถจึงต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายหลายอย่าง ตำแหน่างที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ เป็นนายทวารบาลของสวรรค์ ถึง 3 ชั้นด้วยกันคือ

                    ชั้นที่ 1 จตุมหาราชิก ในชั้นนี้มีหน้าที่เป็นยักษ์ทรงภูษาเขียว
                    ชั้นที่ 2 ดาวดึงษ์ มีหน้าที่เป็นเทพบุตร ทรงภูษาแดง
                    ชั้นที่ 3 ยามา มีใบหน้าเป็นเทพบุตร ทรงภูษาทอง

                          สวรรค์ทั้งหมดมี 7 ชั้น แต่ท่านท้าวเวสสุวัณโณองค์เดียวควบคุมถึง 3 ชั้น จึงจำเป็นต้องมีลูกมือไว้คอยช่วยเหลือในภาคสวรรค์นี้ถึง 32 องค์ ท่านมีหน้าที่จัดส่งผู้ที่ถึงแก่ความตายไปยังที่ต่าง ๆ ตามกรรมของแต่ละคนที่ทำมา ถ้าทำดีก็ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าเลย 3 ชั้นนี้ท่านจะส่งต่อ ถ้าทำไม่ดีก็จะส่งลงนรกไป ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งปวง มีหน้าที่คุมบัญชีเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย
                          ทีนี้ขอกลับมาคุยกับท่านผู้อ่านถึงเรื่องหน้าตาของท่านสักหน่อย ตามที่ผมเรียนต่อท่านผู้อ่านว่าท่านเป็นเทพรูปงาม มีกายสีทอง หนุ่มอยู่เสมอ แต่ทำไมเราจึงเห็นเขาสร้างรูปท่านมีหน้าตาเป็นยักษ์ ที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะว่าท่านเป็นเจ้าแห่งยักษ์ แต่มีสาเหตุครับ เรื่องมีอยู่ว่า บนสวรรค์เขามีเทวสภา ถึงเวลาต้องมีการประชุมกัน เพื่อรายงานผลงานของเทพแต่ละองค์ และแก้ไขปัญหาของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ในบรรดาเทวดาบนสวรรค์นั้นจะมีนางอัปสรติดตามปรนนิบัติตามสิทธิ์ 500 องค์ต่อเทวดา 1 องค์ นี่ถ้าเป็นมนุษย์คงถูกค่อนขอดแย่ แต่เป็นเทวดาซึ่งทำบุญกุศลมามากจึงได้สิทธิพิเศษ ในการเข้าร่วมประชุมของท่านท้าวเวสสุวัณโณในครั้งแรกนั้นเอง ก็เกิดเหตุอลเวงกันขึ้นทั่วเทวสภา เพราะท่านเป็นเทพรูปหล่อ ผิวสีทอง รบเก่ง แถมรวยอีกต่างหาก ส่วนเทวดาองค์อื่น ๆ ล้วนแก่ ๆ ทั้งนั้น นางอัปสรที่ติดตามเทวดาทั้งหลายนับพัน ๆ องค์ จึงเกิดปิ๊งท่านและกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ ทำให้เกิดโกลาหลกันทั้งสวรรค์ เป็นธรรมดาครับ นางฟ้าก็ยังมีกิเลส ชอบเทวดาหล่อ ๆ เก่ง ๆ เหมือน ๆ กับมนุษย์นั่นแหละ อย่างที่เขาพูดกันว่า สาวสวยผู้ชายติดกรอ ผู้ชายรูปหล่อสาว ๆ ติดจม เมื่อนางฟ้าทั้งสวรรค์เกิดหลงใหลท่านท้าวเวสสุวัณโณ กันมากมายขนาดนี้ ความวุ่นวายขายปลาช่อนจึงไม่หยุดอยู่แค่เทวสภา แต่นางฟ้าทั้งหลายยังตามไปชุลมุนยังวิมานของท่านชุดแล้วชุดเล่า พวกหนึ่งเหนื่อยก็กลับไปอาบน้ำอาบท่าพักผ่อน อีกพวกหนึ่งก็มาแทน พอเหนื่อยก็กลับ พวกที่หายเหนื่อยก็มาใหม่ ทำให้ท่านท้าวเวสสุวัณโณหาความสงบไม่ได้ จึงคิดหาทางแก้ปัญหาด้วยการเนรมิตหน้าตัวท่านเองให้เป็นยักษ์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดเหล่านางอัปสรพวกนั้นได้ เพราะท่านยังเป็นยักษ์ที่หนุ่มแน่น ร่ำรวย รบเก่ง เป็นยักษ์ที่น่ารักมีเสน่ห์
                             เห็นไหมครับว่าท่านยอดขนาดไหน ถ้าจะพูดกันถึงเรื่องเมตตามหานิยมกันแล้วละก็ ขอบอกว่าขุนแผนยังต้องชิดซ้าย เพราะฉนั้นผู้ที่ต้องการพุทธคุณทางด้านนี้ บุชาท่านแล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอน

                             ท่านท้าวเวสสุวัณโณ นอกจากจะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหัวหน้ายักษ์แล้ว ท่านยังได้สมญาว่าเป็นหัวหน้าและมีอำนาจเหนือภูติผีปีศาจอีกด้วย เรื่องมีอยู่ว่าบรรดาเหล่าอสูรหรือปีศาจทั้งหลายเกิดไม่พอใจพวกเทวดาขึ้นมา จึงพากันเดินขบวนไปรบกวนและแกล้งเทวดาอย่างหนัก เทวดาโมโห เลยระดมกำลังออกมารบกัน พวกอสูรทั้งหลายรบไปรบมาดันไปแพ้พวกผีเสียนี่ มิน่านางฟ้าถึงได้หนีหมด เมื่อสู้ผีไม่ได้จึงได้พากันไปเชิญท่านท้าวเวสสุวัณโณมารบกับเหล่าปีศาจ ท่านปราบพวกผีเกเรเสียราบคาบ จนยอมเป็นบริวารรับใช้ เมื่อผีเห็นท่านจะยอมศิโรราบ แต่ถ้าเป็นผีเกเรก็เผ่นกันกระเจิง ส่วนใหญ่แล้วผีทั้งหมดก็คือบริวารของท่าน เพราะฉนั้นถ้าใครเป็นลูกศิษย์หรือบูชาท่านท้าวเวสสุวัณโณแล้วผีก็จะไม่ทำอันตราย

                              เรื่องผีนี้มีข้อที่น่าสังเกตุคือ เราจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ถนนตรงนั้น ถนนตรงนี้มีผีสิงทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นก็เป็นทางธรรมดาไม่ได้เป็นทางโค้งอันตราย และตรงไหนที่เกิดอุบัติเหตุรถชน รถคว่ำและมีคนตาย แถวนั้นก็มักจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำอยู่เสมอ ผมเคยคุยกับคนขับรถที่คว่ำลงข้างถนน เขาบอกว่าหักหลบเสือตัวใหญ่มากกระโดดใส่รถเขา บริเวณที่มีผีสิงเหล่านี้ ผีชอบแกล้งให้คนเกิดอุบัติเหตุ บางคนชะตายังไม่ถึงคาดแต่ต้องมาตายก่อน ผมเองก็ยังเคยเห็นหลายครั้งแล้วช่วงขับรถตอนกลางคืน จากพิษณุโลกไปอุตรดิตถ์ บางทีก็เห็นเด็กยืนยิ้มอยู่กลางถนน บางทีเห็นชาวนาใส่งอบถือเคียวนั่งขวางทางอยู่กลางถนน เผอิญสติผมค่อนข้างดีเวลาเผชิญเหตุการณ์อย่างนี้ผมจะไม่หักหลบ แต่ถ้าบางคนตกใจรถอาจจะลงข้างทางและคว่ำได้ ผมจึงมาคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราบูชาท่านท้าวเวสสุวัณโณติดตัวหรือติดรถ ผีที่สิงตามที่ต่าง ๆ ก็ไม่กล้าทำอันตรายเราแน่ พุทธคุณอันนี้ก็คือแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุนั่นเอง อันนี้เป็นความคิดของผมเอง เพื่อความแน่ใจจึงกราบเรียนท่านอาจารย์ว่าเป็นไปได้ไหม ท่านบอกว่าเข้าใจถูกแล้ว ลักษณะเช่นนี้รวมถึงการไปยังสถานที่อื่น ๆ เช้น บ้านผีสิง ถ้าเรามีท่านท้าวเวสสุวัณโณไปด้วยก็จะปลอดภัยจากอันตราย

                               ยังไม่หมดนะครับ สำหรับอิทธิบารมีของท่านท้าวเวสสุวัณโณ ท่านเป็น 1 ใน 4 ของจตุโลกบาล ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์ เล่ากันว่าในสมัยโบราณ มีบ้านเมืองหนึ่งโรคห่าลง ประชาชนล้มตายกันมากมาย พระราชาและเสนาบดีจึงประชุมกันหาทางแก้ไข โดบการบวงสรวงอัญเชิญให้ท่านท้าวเวสสุวัณโณเป็นประธานในจตุโลกบาล แล้วนำรูปของท่านท้าวเวสสุวัณโณไปตั้งไว้ทั้ง 4 ทิศ จากนั้นจึงทำพิธีสวดขับไล่โรคร้าย และถอนอาถรรพ์ตลอดจนคุณไสยต่าง ๆ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า การสวดภาณยักษ์ กล่าวกันว่าถ้าทำถูกต้องตามพิธีกรรมและเข้มขลัง ผู้ที่เข้าร่วมพิธีถ้าถูกคุณไสยต่าง ๆ จะถูกถอนออกจนหมด จึงเชื่อกันว่าถ้ามีรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณติดตัวแล้วจะปลอดภัยจากคุณไสยและการกระทำย่ำยีต่างๆ และถ้ามีรูปท่านบูชาไว้ในบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ คุณไสยและอาถรรพ์ต่าง ๆ จะไม่สามารถเข้าบ้านได้
                                อันเนื่องมาจากฝีมือการรบของท่านเก่งมาก เพราะฉนั้นผู้ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านจึงไม่ต้องกลัวเรื่องมีด ปืนผาหน้าไม้ เพราะท่านจะคุ้มครองได้หมด จากที่ผ่านมาปรากฏหลายครั้งแล้วว่าผู้ที่พกพาท่านท้าวเวสสุวัณโณติดตัวถูกยิงไม่เข้า

                                เห็นไหมครับท่านผู้อ่าน ว่าบารมีท่านเกรียงไกรขนาดไหน พุทธคุณของท่านครอบจักรวาลเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เรานึกกันว่าท่านกันผีได้อย่างเดียว ใครจะไปนึกว่าหน้าตาเป็นยักษ์จะค้าขายดีด้วย แต่ในเรื่องนี้คนจีนเขาก็ทราบกัน และนิยมนับถือท่านท้าวเวสสุวัณโณในภาคจีนเรียกกันว่า เงี่ยมล่ออ๋อง หรือ เงี่ยมล่ออ๊วง หรือเทพเจ้าเจดีย์สวรรค์ มีเง็กเซียนฮ่องเต้เป็นหัวหน้า
                               จากที่เรียนท่านผู้อ่านมาทั้งหมด ผมอยากจะสรุปพุทธคุณของท่านท้าวเวสสุวัณโณ เพื่อให้เห็นเด่นชัดขึ้น คือ

                 1. ค้าขายดี
                 2. เมตตามหานิยม
                 3. แคล้วคลาด
                 4. ป้องกันภูติผีปีศาจ
                 5. ป้องกันคุณไสย การกระทำย่ำยีต่าง ๆ
                 6. ป้องกันมีด ปืนผาหน้าไม้ เป็นมหาอุตม์ คงกระพัน

                            เห็นพุทธคุณกันชัด ๆ อย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงนึกอยากมีท่านท้าวเวสสุวัณโณไว้บูชากันบ้างแล้วกระมัง และคงจะมีคำถามว่า แล้วจะไปหารูปท่านท้าวเวสสุวัณโณที่เจ๋ง ๆ อย่างที่ผมเล่ามาได้ที่ไหน เรื่องนี้ผมเตรียมคำตอบไว้แล้ว และท่านผู้อ่านก็คงพอจะเดาได้บ้างว่าผมคงจะแนะนำให้ท่านไปยังวัดจุฬามณี ใช่ครับท่านจะไม่ผิดหวังแน่ ๆ เพราะที่นี่คือของจริง สร้างโดยอาจารย์ที่มีความเข้มขลังและมีพลังอำนาจพิเศษ ซึ่งในฉบับหน้า ผมจะเรียนเสนอเรื่องราวของท่านอาจารย์หนุ่มแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ผู้สร้างรูปเหมือนท่านท้าวเวสสุวัณโณอันลือลั่น และวัตถุมงคลที่เข้มขลังอีกมากมายหลายอย่าง

ตอนที่
2

                             ตอนที่แล้วผมได้เรียนต่อท่านผู้อ่านถึงคุณวิเศษของท่านท้าวเวสสุวัณโณ ไว้อย่างชนิดหมดเปลือก ต่อจากนี้ไปผมจะเสนอเรื่องราวและวัตถุมงคลขององค์ผู้สร้างท่านท้าวเวสสุวัณโณที่เข้มขลังและศักดิ์สิทธิ์แห่งเดียวเท่านั้นในยุคปัจจุบัน

                              พระครูวินัยธรอิฏฐ์ ภทฺทจาโร นามเดิม สมโภชน์ นามสกุล น้อยมา เกิดปีวอก พ.ศ.2499 เป็นชาวอัมพวาโดยกำเนิด มีน้องสาว 2 คน เมื่อโยมแม่เสียชีวิต ขณะอายุได้ 9 ขวบ ท่านจึงเข้าไปอยู่ในกรุงเทพ ฯ กับญาติเพื่อเรียนนาฎศิลป์ที่ช่อง 7 สี อยู่ได้ 1 ปีท่านพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ทางที่ท่านต้องการประกอบกับไม่สามารถอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่กดดันได้ เนื่องจากท่านยังเด็กมาก จึงเดินทางกลับบ้าน และเดินเข้าเดินออกอยู่ในวัดบางกะพ้อมบ้าง วัดจุฬามณีบ้าง จนกลายเป็นลูกศิษย์วัดไปโดยปริยาย พออายุได้ 15 ปี จึงบวชเป็นสามเณร ณ วัดบางกะพ้อม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2514 และเริ่มต้นเขียนอักษรขอมกับหลวงพ่อปึก ( พระครูสมุทรวิริยาภรณ์ ) วัดสวนหลวง อำเภออัมพวา

                              เมื่อจำพรรษาอยู่วัดบางกะพ้อมได้ 1 พรรษา ท่านหลวงพ่อเนื่อง ( พระครูโกวิทสมุทรคุณ ) จึงได้ชวนให้มาประจำอยู่วัดจุฬามณี ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าท่านหลวงพ่อเนื่องคงทราบด้วยญาณของท่านเป็นแน่แท้ว่า สามเณรน้อยองค์นี้จะเจริญรุ่งเรือง มีวิชาอาคมขลัง เป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน และสร้างความเจริญให้กับวัดจุฬามณี ต่อไปในอนาคต ถึงได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ด้วยกัน และปัจจุบันท่านพระครูวินัยธรอิฏฐ์ ซึ่งต่อไปผมขอใช้คำแทนท่านว่า พระอาจารย์อิฏฐ์ ก็ไม่ได้ทำให้ท่านหลวงพ่อเนื่อง ซึ่งถึงจะละสังขารไปแล้วต้องผิดหวัง เพราะไม่ว่าสรรพวิชาการด้านวิทยาคมใดที่หลวงพ่อเนื่องทำได้ ท่านอาจารย์อิฏฐ์จะเรียนรู้และทำได้ทุกอย่างเหมือนกัน และยังสืบทอดการพัฒนาวัดต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
                                 เมื่ออายุครบบวช ท่านหลวงพ่อเนื่องจึงจัดการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2520 โดยมี

          พระครูโกวิทสมุทรคุณ ( หลวงพ่อเนื่อง ) เป็นอุปัชฌาย์
          พระครูนิเทศสมุทรคุณ วัดเจริญสุขาราม กับพระครูสมุทรบรรณวัฒน์ วัดเจริญสุขาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
          พระสมุทรสารโสภณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
         ได้รับฉายาว่า ภทฺทจาโร ซึ่งแปลว่า ผู้มีความเจริญ

                           ท่านอาจารย์อิฏฐ์ เป็นผู้ฝักใฝ่ในวิชาความรู้ ทางด้านปริยัติธรรมท่านศึกษาจนสอบได้นักธรรมเอก ทางด้านพระเวทย์วิทยาคม เริ่มต้นศึกษาวิชาการนี้ตั้งแต่สมัยเป็นเณร พยายามดั้นด้นไปกราบขอเรียนวิชากับอาจารย์ที่โด่งดังในยุคนั้นหลายท่านด้วยกัน ซึ่งผมขออนุญาตนำมากล่าวถึง คือ

1. หลวงพ่อไห วัดบางทะลุ จังหวัดเพชรบุรี สอนทำแหวนพิรอด
2. หลวงพ่อจันทร์ วัดมฤคทายวัน วิชาตะกรุดไม้รวก
3. หลวงพ่อไท วัดไทรย้อย
4. หลวงพ่อจ่าง วัดเขื่อนเพชร วิชาต่อกระดูก
5. หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว ราชบุรี
6. หลวงพ่อขวัญ วัดโพระดก ราชบุรี

7. หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี
8. หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ ชลบุรี
9. หลวงพ่อพิณ วัดอุบลวนาราม ราชบุรี ยันต์หนุมาน
10. หลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง วิชายันต์นกคุ้ม
11. หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม คาถาเสกธูป
12. หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี ให้ธาตุทั้งสี่
13. หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท สอนวิธีลงมีดหมอ
14. หลวงพ่อคลี่ วัดประชา
15. หลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร
16. หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
17. หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ อยุธยา
18. หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา
19. หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ให้วิชาไหม 5 สี
20. หลวงปู่ดู่ วัดสะแก อยุธยา
21. หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ
22. หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา
23. หลวงพ่อแผ่ว วัดโตนดหลวง
24. พระครูเมธีธรรมสาธก หลวงพ่อหนู
25. หลวงปู่มณี วัดกำพร้า วิชาตะกรุดไม้รวก
26. พระครูภาวนาวิริยาจารย์ ( หลวงพ่อสุธรรม วัดเขาพระ เพชรบุรี ) ศึกษาสมาธิ

                         ในเกจิอาจารย์ทั้งหมดที่ท่านไปกราบขอเรียนวิชานั้น บางองค์ก็ถ่ายทอดวิชาให้ บางองค์ก็ไม่ได้ถ่ายทอดวิชาอะไรให้ ได้แต่บอกว่าท่านมีดีอยู่แล้วไม่ต้องเรียนก็ได้ ท่านจึงเพียรได้ไปกราบและสนทนาเฉย ๆ สำหรับลำดับการไปไม่ได้จัดเรียงไว้ บางองค์ไปตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณร บางองค์ก็ไปตอนบวชเป็นพระแล้ว


                         ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดคือประวัติของท่านและอาจารย์ที่ท่านศึกษาวิชาอาคมด้วย ดูแล้วค่อนข้างจะสั้น โดยเฉพาะการเรียนวิชาอาคม ถึงแม้ว่าท่านจะไปกราบหลายอาจารย์ก็จริง แต่บางองค์ก็ไม่ได้สอนวิชาให้ บางองค์ถึงสอนก็ไม่ได้เรียนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แล้วที่ท่านเก่งอยู่ในทุกวันนี้เกิดจากอะไร ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าท่านมีอะไรพิเศษอยู่ในองค์ท่าน แม้กระทั่งท่านหลวงพ่อเนื่อง ซึ่งท่านอยู่ด้วยก็ไม่ได้สอนวิชาให้เท่าไร แต่ท่านก็ทำได้เหมือนหลวงพ่อเนื่องทุกอย่าง เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน และท่านก็ไม่ได้บอก แต่ถ้าไปกราบพบท่านแล้วจะสัมผัสได้ถึงอำนาจแห่งบารมีของท่าน ไปสักครั้งหนึ่งแล้วก็อยากไปอีกเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ท่านพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาไม่เอาใจใครและไม่สนใจว่าใครจะจนจะรวย ไปถึงก็นั่งพับเพียบคุยกันหน้ากุฏิท่านทุกคน

                             ครั้งแรก ๆ ที่ผมไปกราบท่านก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อพบว่าท่านเป็นพระหนุ่ม แต่ว่ามีลูกศิษย์มากมายทั้งหนุ่มสาวและคนแก่ จะมากราบพบท่านตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันดึก บางครั้งผมไปนั่งคุยกับท่านนาน ๆ ทุกคนก็นั่งเฝ้าอยู่ด้วยโดยไม่เบื่อ แม้ว่าท่านจะไม่พูดคุยด้วย พูดง่าย ๆ ไม่ได้คุยก็ขอให้ได้นั่งเฝ้า ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเขาไปเฝ้าอะไรกัน บางทีไปพบท่านทำงานหลายอย่างยุ่งเหยิงไปหมด เดี๋ยวเดินไปโน่นทีไปนี่ที พวกเราก็นั่งคุยกันไป คุยกันเบา ๆ เท่านั้นแต่ท่านเดินมาถึงพูดกับพวกเราเหมือนกับได้ยินว่าเราคุยกันเรื่องอะไร หนัก ๆ เข้าคุยกันในรถก่อนไปพบท่าน ท่านก็ได้ยิน บางทีออกจากวัดแล้วนินทากันในรถท่านก็ได้ยิน อย่างนี้พวกเราก็งงเหมือนกัน ตัวผมเองบางครั้งนึกจะถามอะไรท่าน แต่ยังไม่ทันถามท่านก็ตอบมาเสียก่อน หลายครั้งที่ผมเห็นว่า พระที่มีอายุพรรษามากบางองด์ก็มีตำแหน่งถึงเจ้าอาวาสเหมือนกัน จะให้ความเกรงอกเกรงใจท่านเป็นพิเศษ
ลูกศิษย์ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยท่านหลวงพ่อเนื่องยังมีชีวิตอยู่ จะเรียกท่านว่า หลวงตาอิฏฐ์ ปัจจุบันหลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ และหลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ มักจะเรียกท่านว่าปู่อิฏฐ์ โดยเฉพาะกับหลวงพ่อเก๋ ท่านมีความสนิทสนมกันมาก มักจะไปในงานพิธีพุทธาภิเษกและปลุกเสกพระเครื่องด้วยกันเสมอ เมื่อพูดถึงเรื่องการปลุกเสกพระเครื่องในปัจจุบันนี้ แทบจะทุกงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานใหญ่ ๆ จะต้องนิมนต์ท่านเข้าร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านไม่ใช่พระหนุ่มธรรมดา ๆ

                               คุณวิเศษของท่านอีกประการหนึ่งก็คือ การรู้เรื่องเคราะห์และดวงชะตาของลูกศิษย์ ถ้าไปกราบท่านแล้วลูกศิษย์คนใดดวงไม่ดีท่านจะทักเอง ใครเคราะห์ไม่หนักมากท่านจะให้พระไปติดตัว หนือคล้องสายสิญจน์ให้ บางทีจะลาท่านกลับ ถ้าท่านบอกว่าอย่าเพิ่งกลับจะไม่มีใครกล้ากลับเด็ดขาด จนกว่าท่านจะบอกว่ากลับได้หรือกำหนดเวลาให้ เพราะเหล่าลูกศิษย์ทราบดีว่า เวลาที่ท่านบอกว่าไปได้คือเวลาที่ปลอดภัยจากเคราะห์ ที่ลูกศิษย์เชื่อถือและมั่นใจในเรื่องนี้กันมากเพราะเคยมีเหตุเกิดขึ้น มีลูกศิษย์ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้มีนายตำรวจผู้หนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ไปกราบท่าน พูดคุยกันพักหนึ่งท่านจึงบอกว่า ห้ามไปไหนคืนนี้ให้นอนที่กุฏิท่าน อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด จากนั้นท่านได้ไปสรงน้ำ พอกลับออกมาไม่พบนายตำรวจผู้นั้น มีแต่เด็กวัดเดินเข้ามาบอกท่านว่า ตายเสียแล้ว ลูกศิษย์เล่าว่าระหว่างที่ท่านอาจารย์ไปสรงน้ำ นายตำรวจผู้นั้นได้รับโทรศัพท์มือถือ แล้วผลุนผลันเดินลงจากกุฏิไป แต่ไม่มีรถจึงขอยืมมอเตอร์ไซด์จากลูกศิษย์วัดแถวนั้นขี่ออกมานอกวัด พอถึงถนนใหญ่ก็ถูกรถชนตายคาที่ เพียงชั่วเวลาแค่ท่านอาจารย์ไปสรงน้ำเท่านั้น

                              อีกรายหนึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายท่านเอง ชอบยิงกระรอกตามสวนเป็นประจำ ท่านขอร้องให้เลิกหลายครั้งหลายหนก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม จนกระทั่งวาระสุดท้ายมาถึง ท่านอาจารย์ก็คงจะรู้ล่วงหน้า จึงเรียกให้มาอยู่ที่กุฏิท่านและสั่งไม่ให้ไปไหน เพื่อจะให้พ้นเวลามรณะ แต่พอท่านเผลอแค่ประเดี๊ยวเดียว ก็มีรถปิคอัพวิ่งเข้ามาตะโกนเรียกหลานชายท่าน ๆ ก็กระโดดขึ้นรถออกไปเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกัน มาชวนไปธุระที่ชะอำ ขณะนั้นเป็นเวลาหัวค่ำประมาณ 2 - 3 ทุ่มเห็นจะได้ เมื่อรถเข้าเขตอำเภอเมืองเพชรบุรีแล้วเลี้ยวออกเส้นทางที่จะไปชะอำ เกิดเสียหลักพุ่งลงข้างทาง หัวรถปักลงไปในน้ำและโคลน เปิดประตูออกมาไม่ได้ จมน้ำตายทั้ง 3 คน เรื่องนี้เกิดก่อนที่ผมจะไปกราบรู้จักท่านเพียง 2 - 3 ว้นเท่านั้น

                             อีกเรื่องหนึ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านอาจจะเคยได้อ่านหนังสือพิมพ์พบและยังพอจำได้ เรื่องมีอยู่ว่า มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เป็นคนแม่กลองมีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐี อาชีพก็คือปล่อยเงินกู้ ส่งบุตรชายไปเรียนต่อเมืองนอกจนจบดอกเตอร์กลับมา พ่อกับแม่จะออกรถใหม่ให้กับลูกชาย จึงไปกราบท่านอาจารย์เพื่อขอฤกษ์ออกรถใหม่ ท่านอาจารย์ดูฤกษ์เสร็จก็บอกกับสามีภรรยาคู่นั้นว่า ออกได้น่ะรถน่ะแต่โยมไม่ได้นั่งหรอก แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ต่อมา 1 สัปดาห์สองสามีภรรยานั้นก็ถูกบุกยิงตายทั้งคู่

                            เรื่องที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงหนังตัวอย่างเท่านั้น อภินิหารของท่านยังมีอีกมาก แต่ขออนุญาตเล่าแค่ 3 เรื่องก่อน เพื่อจะชี้ให้ท่านผู้อ่านทราบว่าท่านเป็นผู้มีญาณพิเศษ หยั่งรู้ชะตาของผู้เคราะห์ร้ายและผู้ที่จะถึงฆาตได้ราวกับท่านคือองค์ท่านท้าวเวสสุวัณโณ ผู้คุมชะตาชีวิตมนุษย์ฉะนั้น แต่เรื่องนี้ขอเรียนท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ไม่ต้องไปถามท่านหรอก ท่านจะไม่บอก ถ้าไปกราบท่าน ท่านจะบอกเองและบางทีท่านจะดำเนินการตามกรรมวิธีของท่านเพื่อช่วยเหลือหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา ส่วนผู้ที่จะถึงแก่ชีวิตนั้น ท่านบอกผมว่า ถ้าวีซ่าหมดอายุ ท่านท้าวเวสสุวัณโณบอกว่าไม่มีทางช่วยได้ ต้องปล่อยให้เขาตายไปตามเวลาของเขา แต่ถ้าผู้ใดชะตายังไม่ถึงฆาต แต่มีกรรมมาตัดรอน ท่านบอกว่าอย่างนี้พอช่วยได้ ตัวอย่างพวกนี้ได้แก่ พวกทีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตมีเป็นจำนวนมากที่ชะตายังไม่ถึงฆาต แต่ต้องตายก่อนเพราะมีกรรมมาตัดรอน กรรมที่ว่านี้อาจจะเป็นกรรมเมื่อชาติที่แล้ว หรือกรรมที่ก่อขึ้นในชาตินี้ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

                              เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมจึงถามท่านเข้าประเด็นเลยว่า ท่านอาจารย์รู้จักท่านท้าวเวสสุวัณโณได้อย่างไร

                              ท่านจึงเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาว่า ตอนท่านเริ่มรับตำแหน่งเจ้าอาวาสใหม่ ๆ มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายทำให้เกิดความเครียด ไม่อยากทานข้าวจึงลัมป่วยลงต้องเข้าโรงพยาบาล โดยเข้าพักรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 สลบไปครึ่งวัน ฝันว่าท่านท้าวเวสสุวัณโณไปเยี่ยมและช่วยรักษาให้ แต่มีข้อแม้ว่าให้อยู่โรงพยาบาลเกือบ 1 ปี เพื่อช่วยปฏิบัติภาระกิจให้ท่านอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่ขอกล่าวถึง

                              เมื่อท่านหายกลับวัดแล้ว ก็สามารถติดต่อกับท่านท้าวเวสสุวัณโณได้โดยการจุดธูปอัญเชิญท่านมา ซึ่งท่านอาจารย์จะอัญเชิญท่านมาเนื่องในโอกาสสำคัญ ๆ เช่นการเททองสร้างพระ การทำพิธีพุทธาภิเษก งานประจำปีของวัด และการสวดภาณยักษ์ ในระยะแรก ๆท่านมาบ่อย เพื่อแนะนำและสอนวิชาอาคมให้ รวมทั้งให้หาเครื่องไม้เครื่องมือไว้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และอนุญาตให้ท่านอาจารย์สร้างรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ไว้ภายในบริเวณวัด เป็นรูปในภาคเทพบุตรนั่ง มือถือคันฉ่อง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปกราบไหว้บูชา ขอบารมีให้ท่านช่วยเหลือในด้านต่างๆ สำหรับรูปท่านในภาคนี้ท่านไม่อนุญาตให้ใครสร้างที่ไหนมาก่อน ส่วนรูปในภาคยักษ์ก็มีอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นรูปย่อเข่าถือกระบองหล่อด้วยโลหะ รูปเคารพทั้งสององค์ มีลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนไปกราบไหว้ ขอให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องทุกข์ร้อนกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคตินิยมของคนจีน เวลาดวงไม่ดีจะพากันไปกราบไหว้ท่านท้าวเวสสุวัณโณ เพื่อขอพรต่อชีวิต

                                นอกจากนี้ผมยังมีความแปลกใจที่ในกุฏิของท่าน มีรูปเคารพเทพเจ้าของจีนอยู่มากมาย ทั้งเจ้าแม่กวนอิม โป๊ยเซียน รวมถึงรูปเคารพท่านท้าวเวสสุวัณโณ ภาคจีน ( เงี่ยมล่ออ๋อง ) บางครั้งผมเห็นท่านเขียนฮู้ ( ยันต์จีน ) หรือเสกกระดาษเงินกระดาษทองให้กับลูกศิษย์บางคนที่มาขอ จึงต้องไขข้อข้องใจด้วยการเรียนถามท่านว่า ไปศึกษามาจากไหน และทำไมท่านจึงนับถือเจ้าแม่กวนอิม
                               ท่านเล่าว่า เดิมไม่เคยเชื่อถือเรื่องเจ้า เรื่องเซียนเลย จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ.2520 ท่านเดินทางไปจันทบุรี พอกลับมาได้ 7 วันก็ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย อาการหนักมาก จึงไปโรงพยาบาล หมอฉีดยาให้ก็ไม่หาย พระ เณร และลูกศิษย์จึงพาท่านกลับวัด ท่านนอนสลบไป 1 วัน ทุกคนพากันนึกว่าท่านไม่รอดแน่ เพราะนอนนิ่งไม่ไหวติง มีแต่ลมหายใจอ่อน ๆ ในระหว่างที่ท่านสลบไปนั้นไดฝันว่า เจ้าแม่กวนอิมเสด็จมาพร้อมกับเซียน และมาช่วยรักษาท่านกันยกใหญ่ แล้วเจ้าแม่กวนอิมก็พาท่านไปเที่ยวยังที่ต่าง ๆ จากนั้นจึงพามาส่ง เมื่อท่านฟื้นขึ้นมาไข้ก็หายไปเฉย ๆ นับจากนั้นท่านจึงนับถือเรื่องเจ้าเรื่องเซียน ภายหลังจึงไปหัดเขียนฮู้ กับเจ้าที่ศาลเจ้าตั้วเนี้ย อยู่เขตท่าคา โดยเจ้าเข้าทรงสอนให้ ดังนั้นการสร้างวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ท่านจึงทำได้ทั้งทางไทยและทางจีน ทั้งนี้วัตถุมงคลของท่านสร้างทุกรุ่นจะเป็นที่นิยมของลูกศิษย์ลูกหา ประชาชนในท้องถิ่นและห่างไกลออกไป ทั้งชาวไทยและชาวจีน ต่างก็มาเสาะหาวัตถุมงคลของท่านตลอดเวลา เพราะนำไปบูชาแล้วได้ผล ค้าขายดีบ้าง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายบ้าง บางคนประสบโชคลาภ จึงทำให้ท่านต้องสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะไม่ค่อยจะทันกับความต้องการของผู้ที่มาเสาะแสวงหา ซึ่งในฉบับหน้าผมจะเอาวัตถุมงคลที่ท่านสร้างทุกรุ่น รวมทั้งประสบการณ์บางเรื่อง มาเสนอต่อท่านผู้อ่าน เผื่อว่าท่านจะเสาะหาไว้ใช้ หรือพบเห็นที่ไหนจะได้ไม่ปล่อยผ่านเลยไป


ตอนที่
3

                               ท่านอาจารย์อิฏฐ์ เริ่มสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร เพราะท่านเริ่มฝึกฝนวิชาการด้านคาถาอาคมมาตั้งแต่สมัยนั้น ในระยะแรก ๆ ท่านสร้างพระบ้าง ทำผ้ายันต์บ้าง ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า ท่านทำออกมาแล้วไม่มีใครอยากได้ของท่านเลย เพราะทุกคนเห็นท่านเป็นแค่เณร หรือยังเป็นเด็กอยู่นั่นเอง ไม่มีใครเชื่อว่าท่านทำของออกมาแล้วจะขลัง ตอนนั้นท่านเขียนผ้ายันต์ไว้ประมาณ 8 - 9 ผืน เขียนด้วยลายมือของท่านเอง เป็นผ้ายันต์ขนาดใหญ่ยาวประมาณ 1.5 - 2 เมตร แล้วท่านก็แจกเขาไว้ตามร้านค้าที่รู้จักมักคุ้น และให้ลูกศิษย์ไปบ้าง แต่ละคนก็รับไว้ด้วยเกรงว่าท่านจะเสียน้ำใจ ป้จจุบันผู้ที่เป็นเจ้าของต่างหวงกันอย่างสุดใจขาดดิ้น เพราะท่านคงไม่ทำให้ใครอีกแล้ว

                             วัตถุมงคลของท่านในระยะแรก ๆ ไม่ค่อยมีใครอยากได้ตามที่ผมเรียนต่อท่านผู้อ่านมาแล้ว ไม่เฉพาะตอนเป็นเณรเท่านั้น แม้แต่ตอนเป็นพระ และถึงตอนเป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตาม บางทีท่านส่งพระให้ บางคนก็ส่ายหัวไม่รับ ถ้าไม่สนิทกันท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าสนิทสนมกัน ท่านก็จะบอกว่ารับไว้เหอะ ดีนะ บางคนก็รับไว้อย่างเสียไม่ได้ จนท่านถึงกับตั้งชื่อรุ่นวัตถุมงคลของท่านเป็นชื่อแปลก ๆ ที่ไม่มีใครกล้าตั้งกันมาก่อน เช่น รุ่นยัดเยียด รุ่นเสือกให้ รุ่นไล่แจก แต่ปัจจุบันนี้วัตถุมงคลต่าง ๆ เหล่านั้นได้หมดไปแล้ว และมีแต่คนแสวงหากัน คนเราก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เวลามีใครให้ก็ไม่เอา เวลาหมดแล้วมานั่งเสียใจ บ่นเสียดายว่า รู้งี้เก็บไว้เยอะ ๆ ก็ดี เรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตุหรือเป็นเครื่องชี้ให้เราคิดได้ว่า พระเครื่องหรือวัตถุมงคลที่พระท่านทำแจกหรือจำหน่ายเพื่อหาเงินมาบูรณวัด เมื่อหมดไปจากวัดแล้ว คนยังมาเสาะหากันมาก ๆ แสดงให้เห็นว่าวัตถุมงคลนั้นนำไปใช้แล้วได้ผล มีประสบการณ์เกิดขึ้นถึงได้เป็นที่ต้องการ แต่บางรุ่น บางอาจารย์ เมื่อหมดแล้วก็เงียบหายไปเลย ไม่มีใครถามถึงอีก เพราะไม่เคยเกิดประสบการณ์กับผู้ใช้ และไม่เป็นที่กล่าวขวัญถึง แต่วัตถุมงคลของท่านอาจารย์หมดแล้ว มีแต่คนเสาะหากันตลอดมา และมีค่าแลกเปลี่ยนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เข้าทำนองอย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ

                              สำหรับวัตถุมงคลของท่านอาจารย์อิฏฐ์ ซึ่งผมจะแนะนำต่อท่านผู้อ่าน ผมจะพยายามเรียงลำดับ รวมทั้งรายละเอียดพร้อมรูปภาพประกอบ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัตถุมงคลแต่ละรุ่น เท่าที่จะสอบถามได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ คือ

1. พระสมเด็จรุ่นหลังวัด

               เป็นพระสมเด็จเนื้อผง ฐาน 3 ชั้น ด้านหลังเรียบ มีขนาด

                      กว้าง           2.7   ซม.
                      สูง              
 3.5   ซม.
 
               จำนวนการสร้าง 50,000 องค์
 
                     พระสมเด็จรุ่นนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 สมัยนั้นท่านยังเป็นลูกศิษย์วัด แต่กว่าจะเสร็จก็สมัยท่านบวชเป็นเณรแล้ว ระยะแรก ๆ เป็นเพียงการเริ่มแกะแม่พิมพ์ ซึ่งท่านกล่าวว่าหลังจากที่ท่านกลับจากกรุงเทพ ฯ ท่านก็มีส่วนร่วมในการสร้างพระรุ่นนี้ตลอด ตั้งแต่การรวบรวมผงพุทธคุณ ซึ่งท่านอาจารย์ช่วยกัน 2 คน กับหลวงตาคล้าย โดยท่านหลวงพ่อเนื่องไม่ได้ยุ่งด้วย แต่ท่านให้ผงสำคัญมาผสมลงไป นั่นคือ ผงพุทธคุณของหลวงปู่นาค วัดระฆัง ซึ่งได้มอบให้กับหลวงพ่อเนื่องนานมาแล้ว เพราะท่านเป็นสหธรรมมิก มีความสนิทสนมกันมาก ผงสำคัญอีกสำนักหนึ่งก็คือ ผงของวัดสุทัศน์ นอกจากนั้นก็เป็นส่วนผสมตามสูตรของการสร้างพระสมเด็จ เมื่อสร้างแล้วก็นำเข้าพิธีปลุกเสกเวลามีงานที่วัด จากนั้นท่านก็ปลุกเสกกันเอง แต่ไม่ได้แจกออกไป จนกระทั่งมีงานหล่อพระประธานในพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2515 ซึ่งตอนนี้ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ทีวัดจุฬามณีแล้ว
 
                    จากนั้นอีกระยะหนึ่ง เมื่อมีการสร้างฐานพระประธาน จึงได้บรรจุพระสมเด็จนี้ไว้ที่ฐานชุกชีของพระประธาน จำนวน 40,000 องค์ ที่เหลือ 10,000 องค์ ได้เก็บไว้ นำออกมาแจกบ้าง เมื่อท่านอาจารย์บวชเป็นพระแล้ว มีผู้นำไปใช้เกิดประสบการณ์ โดยเฉพาะผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ จึงพากันมาขอจากหลวงพ่อเนื่อง แต่หลวงพ่อเนื่องท่านจะบอกว่าที่ท่านไม่มี ให้ไปเอาที่หลังวัด จึงเรียกพระสมเด็จรุ่นนี้ว่า พระสมเด็จหลังวัด เมื่อพิจารณาพิมพ์และเนื้อหาแล้ว ผมคิดว่า พระสมเด็จรุ่นนี้ไม่น้อยหน้าใคร พิมพ์เข้าท่ามาก เนื้อยิ่งแจ๋วใหญ่เลย ตอนแรกที่เห็นก็เฉย ๆ แต่พอถ่ายรูปออกมาแล้ว ผมจึงต้องเอามาส่องอยู่นาน เพราะเนื้อหาสวยงามมาก คงจะเป็นเพราะมีอายุการสร้างนานถึง 30 ปีแล้ว ทำให้เนื้อเริ่มจัด ซึ่งนั่นหมายความว่า พระที่เก็บไว้นานแล้วเนื้อจะจัดนั้น ต้องมีสูตรการผสมและผงพุทธคุณที่ดีด้วย

        DSCF0200-(1).JPGDSCF0201-(1).JPG

                       

 

2. ท้าวเวสสุวัณโณเนื้อผงรุ่นแรก

                  ลักษณะด้านหน้า เป็นรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณยืนย่อเข่า มือถือกระบอง ยืนอยู่ภายในซุ้มที่มีลักษณะคล้ายซุ้มประตู คือด้านข้างเป็นเสาด้านบนเป็นลายกนกด้านหลังเรียบลักษณะเนื้อพระ เป็นเนื้อผงสีขาวอมเหลือง มีส่วนผสมของเนื้อพระสมเด็จหลังวัดค่อนข้างมาก เพราะใช้เนื้อที่เหลือมาสร้าง นำเข้าพิธีปลุกเสกเสาร์ 5 ปี พ.ศ.2516 จำนวนการสร้าง 1,000 องค์ ปัจจุบันไม่ค่อยมีโอกาสพบเห็น เพราะมีจำนวนน้อย และแจกหมดไปนานแล้ว ผู้ใดมีอยู่ก็หวง

3. เหรียญท่านท้าวเวสสุวัณโณ พ.ศ.2532


                  เป็นเหรียญรูปไข่ ขนาดกว้าง 2.7 ซม. สูง 3.4 ซม.
ด้านหน้า เป็นรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณ ภาคเทพบุตร นั่งบนแท่น มี 4 กร ใต้ฐานเขียนว่า เทวสุวรรณพรหมาชุติเทพ
 
                   ด้านหลัง เป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนดอกบัว ทรงพิจารณาบัว 4 เหล่า ข้างซ้าย ขวา เขียนว่า วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม รอบขอบเหรียญเป็นอักขระขอม
จำนวนการสร้าง

             เนื้อทองคำ             80    เหรียญ
             เนื้อเงิน                  432   เหรียญ
             เนื้ออัลปากา    10,000    เหรียญ
             เนื้อบรอนซ์        1,000    เหรียญ

         DSCF0276.JPGDSCF0277.JPG

 
4. ผ้ายันต์แม่ย่านาง พ่อคุณพระ

           สร้าง พ.ศ.2532 เป็นผ้ายันต์ที่พิมพ์รูปแม่ย่านางและพ่อคุณพระ

                       ขนาดกว้าง 17     ซม.
                       สูง                23     ซม.

            จำนวนการสร้าง
                    
                      ผ้าไหมสีเหลือง     
1,000   ผืน
                      ผ้าธรรมดา              2,000   ผืน
                   
                 
              ใช้ติดรถหรือพกติดตัวเป็นแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ
ใช้บูชาที่บ้าน ค้าขายดี

           IMG_3712.JPG


5. ผ้ายันต์มหาเวทย์ - มหามนต์

               เป็นผ้ายันต์สีขาว พิมพ์รูปท่านท้าวเวสสุวัณโณ 3 ภาค มี 2 ขนาดคือ
                       
                        ขนาดใหญ่ หมึกสีดำ สร้างจำนวน
12,000 ผืน
                        ขนาดเล็ก หมึกสีแดง สร้างจำนวน 12,000 ผืน
 
                 สำหรับขนาดใหญ่ ใช้บูชาประจำบ้าน ค้าขายดี ป้องกันคุณไสย ปราศจากภัยมาเบียดเบียน

                 ขนาดเล็กมีขนาดเท่ารูปโปสการ์ด ใช้พกติดตัว ป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ผลเป็นอย่างดี

              IMG_3705.JPG


6. รูปเหมือนท่านท้าวเวสสุวัณโณ ลอยองค์ เนื้อโลหะ พิมพ์ย่อเข่า

                 สร้างในปี พ.ศ.2532 เป็นรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณยืนย่อเข่าถืออาวุธ มีใบหน้าเป็นยักษ์                            
                ขนาดสูง 2.7 ซม.

               
               จำนวนการสร้าง เนื้อทองคำ
9 องค์
                       
                        เนื้อเงิน
                           400   องค์
                        เนื้อทองผสม                6,000   องค์

                  เนื่องจากเป็นการสร้างรูปลอยองค์ครั้งแรก และจำนวนไม่มาก จึงได้หมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดประสบการณ์กับผู้พกพาท่านติดตัวอย่างมากมายในทุกด้าน ซึ่งผมขอยกตัวอย่างประสบการณ์มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังสัก 1 ราย

                   เรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ คือ คุณสุวรรณี เปรื่องวิทยาการ ซึ่งได้เดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปกราบท่านอาจารย์ในตอนเย็นวันหนึ่ง ได้พูดคุยกับท่านอาจารย์อยู่พักใหญ่ ๆ ก็กราบลากลับ แต่ท่านอาจารย์ไม่ยอมให้กลับ คุณสุวรรณีจึงอยู่ต่อสักพัก ก็ขออนุญาตกลับอีก แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ยอม ทางคุณสุวรรณีก็รู้สึกกระวนกระวายอยากกลับเพราะดึกมากแล้ว จนกระทั่งท่านอาจารย์พูดว่า อยากจะไปตายหรือไง คุณสุวรรณีจึงต้องอยู่ต่ออีกหน่อย ท่านอาจารย์จึงอนุญาตให้กลับ จึงได้ออกจากวัดโดยเพื่อนคุณสุวรรณีเป็นคนขับ เป็นรถเปอร์โย 505 เมื่อมาถึงบริเวณหน้าโรงงานน้ำปลาตราหอยหลอด ขณะนั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า ได้มีรถปิคอัพเลี้ยวกลับตัดหน้าอย่างกระทันหัน ทำให้รถที่คุณสุวรรณีนั่งไปพุ่งเข้าชนอย่างแรง รถพังยับเยิน หน้าของคุณสุวรรณีกระแทกกระจกเป็นบาดแผลตรงหว่างคิ้ว นอกนั้นไม่เป็นอะไร ทั้งคุณสุวรรณีและเพื่อน ที่คุณสุวรรณีห้อยคออยู่คือ ท่านท้าวเวสสุวัณโณพิมพ์ย่อเข่าเนื้อทองคำเพียงองค์เดียวเท่านั้น เข้าใจว่าเวลาที่คุณสุวรรณีจะกลับในช่วงแรกเป็นเวลาที่อยู่ในเคราะห์ร้ายแรง ท่านอาจารย์จึงยังไม่ให้กลับ แต่เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ถึงแก่ชีวิต แต่เป็นกรรมที่ต้องเกิดกับคุณสุวรรณีท่านจึงอนุญาตให้กลับได้ ประกอบกับคุณสุวรรณีมีท่านท้าวเวสสุวัณโณติดตัวอยู่แล้ว จึงทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นได้


            DSCF0220-(1).JPGDSCF0222-(1).JPG


7. รูปเหมือนท่านท้าวเวสสุวัณโณ ลอยองค์เนื้อโลหะ พิมพ์เข่าตรง
                       
                         พิมพ์นี้สร้างพร้อมกับพิมพ์ย่อเข่าในปี พ.ศ.
2532 เป็นพิมพ์ยืนเข่าตรงหน้ายักษ์ ขนาดสูง 2.9 ซม. นำออกแจกและจำหน่ายหลังพิมพ์ย่อเข่า จึงถือกันว่าพิมพ์นี้เป็นรุ่นหลัง

             DSCF0225-(2).JPGDSCF0226-(1).JPG
 
                        
8. ท้าวเวสสุวัณโณเนื้อผง รุ่น 2

                    สร้างเมื่อปี พ.ศ.2533 มี 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และ พิมพ์เล็ก เป็นพิมพ์หน้ายักษ์ทั้งหมด ทั้ง 3 พิมพ์มีขนาดใกล้เคียงกันมาก ถ้าเห็นทีละองค์จะพิจารณาไม่สะดวก ต้องใช้วิธีจำหน้าจึงจะแยกได้ง่าย

                   จำนวนการสร้าง
                         
                           พิมพ์ใหญ่
   20,000 องค์ ขนาดกว้าง    1.7  ซม.   สูง 2.8  ซม.
                           พิมพ์กลาง  20,000 องค์ กว้าง               1.5  ซม.   สูง 2.9  ซม.
                           พิมพ์เล็ก     20,000 องค์ กว้าง               1.3  ซม.   สูง 2.7  ซม.

                   ท่านท้าวเวสสุวัณโณรุ่นนี้ มีประสบการณ์ทางด้านมหาอุตม์ มีคนถูกยิงที่บางแพ ราชบุรี แต่ยิงไม่ออก คนถูกยิงแขวนรูปท่านท้าวเวสสุวัณโณเนื้อผงรุ่น 2 พิมพ์กลาง นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ด้านแคล้วคลาดหลายครั้งหลายหน เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าใช้บูชามาก

             DSCF0235.JPG

             DSCF0236.JPG




ตอนที่ 4

                    ก่อนที่จะต่อเรื่องวัตถุมงคล ผมขอแก้ไขข้อผิดพลาดสักนิด นั่นคือตอนที่ 1 ผมเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า สวรรค์มี 7 ชั้น ความจริงไม่ใช่ครับ มีแค่ 6 ชั้นเท่านั้นเอง อีกเรื่องหนึ่งคือชื่อของท่านท้าว ฯ ที่ตอนที่ 1 - 2 ผมเขียนเป็น เวสสุวัณโณ แต่ตอนที่ 3 และตอนนี้ผมเขียนเป็น เวสสุวรรณโณ ท่านอาจารย์บอกว่าใช้ได้ทั้ง 2 คำ แต่นิยมใช้เวสสุวรรณโณมากกว่า นอกจากนี้ผมขอแสดงความยินดีต่อชาวตำบลบางช้าง ที่ท่านอาจารย์อิฏฐ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์องค์ใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งนับเป็นอุปัชฌาย์หนุ่มที่มีความสามารถสูง ทำให้การอุปสมบทบุตรหลานในเขตตำบลบางช้างสะดวกขึ้น เอาละครับ เรามาว่าเรื่องวัตถุมงคลกันต่อ

9. พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ เทวบดี ปี 2535


       พระกริ่ง

                    
ถอดแบบมาจากกริ่งใหญ่ เทโดยนายช่างสมร ฯ มีขนาดความสูง 4.2 ซม. การบรรจุกริ่งใช้คว้านก้นแล้วปิดด้วยแผ่นทองคำ เงิน และแผ่นทองแดง แผ่นที่ปิดตอกยันต์ที่ท่านท้าวเวสสุวรรณโณกำหนดให้

                    ลักษณะของยันต์ คล้ายกับยันต์พุทธซ้อน คือเป็นตัวพุทธขนาดใหญ่ 2 ตัวซ้อนกัน ภายในตัวพุทธมีเลยไทย ๓ ๕ ๖ ด้านบนตัวพุทธเป็นยันต์ นะ เศรษฐี ด้านล่างเป็นยันต์เฑาะว์หัวสะบัดกลับด้านหัวลง เมื่อปิดก้นแล้วคลึงจนบุ๋มเข้าไปเป็นลักษณะก้นถ้วย ตอกโค้ดที่ฐานด้านหลัง

           จำนวนการสร้าง
                   
                     เนื้อทองคำ
                                 40    องค์
                     เนื้อเงิน                                     108    องค์
                     เนื้อนวโลหะก้นทองคำ             53    องค์
                     เนื้อนวโลหะก้นเงิน                   95     องค์
                     เนื้อนวโลหะก้นทองแดง         452    องค์
                     เนื้อสตางค์ทอง                    1,080     องค์
 
                   คงต้องอธิบายต่อท่านผู้อ่านสักนิดสำหรับเนื้อสตางค์ ท่านอาจารย์เล่าว่า ในสมัยที่หลวงพ่อเนื่องยังมีชีวิตอยู่ ท่านอาจารย์อิฏฐ์พร้อมลูกศิษย์ได้ไปแลกเหรียญห้าสตางค์มาจากกองกษาปณ์เป็นจำนวนมาก เป็นเหรียญ พ.ศ.2500 จากนั้นนำมาตอกโค้ด ให้หลวงพ่อเนื่องปลุกเสกเก็บไว้แจก ภายหลังมีคนมาขอกันบ่อย ๆ และไม่ใช่ขอแบบธรรมดา แต่เล่นขอกันทีละ 500 - 1,000 เหรียญ เพื่อนำไปทำเป็นพวงกุญแจ แจกเป็นของชำร่วย เมื่อถูกกวนหนัก ๆ เข้า ท่านจึงนำมาหลอมทำพระกริ่งเสียเลย โดยใช้สตางค์ล้วน ๆ ทำให้พระออกมาเป็นสีทอง บางองค์ถ้าไม่สังเกตุให้ดี จะนึกว่าเป็นเนื้อทองคำ

             DSCF0292-(1).JPGDSCF0295-(1).JPG

                                                               พระกริ่งเนื้อเงิน

             IMG_3682.JPGIMG_3684.JPG

                                                                 พระกริ่งเนื้อสตางค์ทอง

         พระชัยวัฒน์


                           ลักษณะเป็นพิมพ์แบบเดียวกับพระชัยวัฒน์ชินบัญชร ของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ มีขนาดความสูง 1.9 ซม. มีเนื้อนวโลหะอย่างเดียว จำนวน 2,000 องค์ ตอกโค้ดและหมายเลขบริเวณฐานด้านหลัง

              DSCF0312-(1).JPGDSCF0314-(1).JPG

                                                                  พระชัยวัฒน์เนื้อนวะโลหะ

              IMG_3687.JPGIMG_3689.JPG

                                                               พระชัยวัฒน์เนื้อสตางค์ทอง

                           ทางด้านประสบการณ์เท่าที่ผมสอบถามได้นั้น เกิดจากพระกริ่ง หลังจากที่ลูกศิษย์ของท่านได้ไปไม่นาน ด้วยความนับถือองค์อาจารย์ จึงอาราธนาทำน้ำมนต์แล้วประพรมสินค้า ซึ่งเดิมเคยขายได้เดือนละ 100 กาละมัง ปัจจุบันขายได้เดือนละ 300 กาละมัง ลูกศิษย์รายนี้ขอร้องผมไม่ให้ลงชื่อ เลยเล่าคร่าว ๆ ได้เท่านี้

10. ท้าวเวสสุวรรณโณ พิมพ์ใบมะขาม พ.ศ.2535

                          เป็นพิมพ์ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดน่าใช้มาก มีขนาดเท่าพระปรกใบมะขาม ด้านหน้าเป็นรูปท่านท้าวเวสสุวรรณโณยืนย่อเข่าหน้ายักษ์ ด้านหลังเป็นยันต์แบบเดียวกับก้นพระกริ่ง

                         จำนวนการสร้าง
                                                        เนื้อทองคำ
           108     องค์
                                                        เนื้อเงิน               1,000    องค์
                                                        เนื้อทองแดง    84,000    องค์

                          ถึงแม้ว่าจำนวนการสร้างจะมาก แต่ขนาดน่าใช้ ทำให้เป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหามาก เพราะนำติดตัวได้สะดวก เรียกว่า เล็กดีรสโต เหล่าสิงห์มอเตอร์ไซด์ชอบนำไปทากาวติดที่แฮนด์รถ ทำให้หมดลงอย่างรวดเร็ว และก็เกิดประสบการณ์อย่างรวดเร็วเช่นกัน รายแรกก็คือคุณกำพล ลิขิตวัฒนเศรษฐ ห้อยท้าวเวสสุวรรณโณ ใบมะขาม ขับรถเก๋งไปคว่ำ 4 - 5 ตลบ รถพังยับเยิน หลังคารถแบนราบไปกับของประตู แต่คุณกำพลไม่เป็นอะไรเลย แค่ข้อมือเดาะนิดหน่อยเท่านั้น
 

        IMG_3727-(1).JPGIMG_3728-(1).JPG

                                                   ด้านหลังจะเป็นยันต์นูน 
 
11. ผ้ายันต์จีน พ.ศ.2536

                          เป็นผ้ายันต์สีเหลืองพิมพ์ด้วยหมึกแดง เป็นรูปหยิน - หยาง และเสือคาบดาบ ขนาดกว้าง 10 ซม. ยาว 21 ซม. สร้างขึ้นแจกในวันสงกรานต์ พ.ศ.2536 จำนวนการสร้าง 12,000 ผืน

                          IMG_3706.JPG


 
12. ผ้ายันต์มหาเวทย์ - มหามนต์ พ.ศ. 2536

                        เป็นผ้ายันต์สีแดงพิมพ์ด้วยหมึกดำ เป็นรูปท่านท้านเวสสุวรรณโณ ยืนย่อเข่าถืออาวุธหน้ายักษ์ ขนาดกว้าง 17 ซม. ยาว 25 ซม. ใช้บูชาประจำบ้านป้องกันภัย จำนวนการสร้าง 12,000 ผืน

      IMG_3704.JPG


13. เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ.2536

                        เป็นเหรียญรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 2.1 ซม. สูง 3.0 ซม. ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีภาษาจีนล้อมรอบอยู่ด้านบนและด้านล่าง ด้านหลังเป็นยันต์จีน

        DSCF0274-(1).JPGDSCF0275-(1).JPG


14. พระสมเด็จสองพี่น้องเนื้อผง พ.ศ.2536

                      ลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 2.3 ซม. สูง 3.5 ซม.
ด้านหน้า เป็นรูปหลวงพ่อโสธร ซ้อนกับหลวงพ่อวัดเขาตะเครา โดยหลวงพ่อพระพุทธโสธรเป็นองค์เล็กอยู่หน้า หลวงพ่อวัดเขาตะเคราอยู่หลัง มีปรกโพธิ์ นั่งบนฐานบัว ซึ่งวางอยู่บนตั่งมหาสิงห์มีฐานเขียงอยู่ด้านล่าง ลายละเอียดทั้งหมดอยู่ภายในซุ้มโค้งแบบพระสมเด็จทั่ว ๆ ไป
ด้านหลัง เป็นยันต์ตรีนิสิงเห ด้านบนของผ้ายันต์เขียนว่า วัดจุฬามณี ด้านล่างเขียนว่า สมุทรสงคราม

                        จำนวนการสร้าง 20,000 องค์
 
                สำหรับพระสมเด็จสองพี่น้องเนื้อผงรุ่นนี้ แกะพิมพ์ได้อย่างสวยงาม องค์พระและลวดลายต่างๆ คมชัด การออกแบบเหมาะเจาะลงตัว แม้กระทั่งช่างศิลป์เห็นแล้วยังออกปากว่าฝีมือเยี่ยมจริง ๆ ที่สำคัญก็คือการปลุกเสกและมวลสารส่วนผสมยอดเยี่ยมมาก ท่านอาจารย์ได้นำเข้าปลุกเสกหลายพิธี อาจารย์ที่มีความเข้มขลังหลายองค์ได้บอกกับท่านอาจารย์อิฏฐ์ว่า พระพิมพ์นี้รัศมีดีมาก มีพุทธคุณสูง สำหรับมวลสารที่นำมาเป็นส่วนผสม ท่านอาจารย์ใช้เวลาและความอุตสาหะในการเก็บรวบรวมมิใช่น้อย และคงต้องขอถือโอกาส นำรายละเอียดมาลงให้ท่านผู้อ่านได้ทราบด้วย

ดอกไม้


           1. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
           2. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
           3. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
           4. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
           5. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดเพชรบุรี
           6. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
           7. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
           8. ดอกไม้จากหลักเมือง จังหวัดพิษณุโลก
           9. ดอกไม้จากศาลพระเจ้าตาก จังหวัดตาก
         10. ดอกไม้จากสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง
         11. ดอกไม้จากหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา
         12. ดอกไม้จากวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา
         13. ดอกไม้จากศาลเจ้าหวังต้าเซ๊ยน ประเทศฮ่องกง
         14. ดอกไม้จากหลักเมือง กรุงเทพมหานคร
         15. ดอกไม้จากอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร
         16. ดอกไม้จากโบสถ์พราหมณ์วัดสุทัศน์ กรุงเทพมหานคร
         17. ดอกไม้จากศาลพระเจ้าพ่อเสือ กรุงเทพมหานคร
         18. ดอกไม้จากวัดเล่งเน่ยยี่ กรุงเทพมหานคร
         19. ดอกไม้จากไต้ฮงกง กรุงเทพมหานคร


พระผง

         20. พระผงหลวงพ่อบ้านแหลม รุ่นฉัตรทอง สมุทรสงคราม
               พ.ศ.2516 วัดเพชรสมุทร ฯ
         21. พระผงหลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร สมุทรสงคราม
         22. พระผงสมเด็จเสาร์ห้า วัดช่องลม สมุทรสงคราม
         23. พระผงหลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ทุกรุ่น สมุทรสงคราม
         24. พระผงหลวงพ่อสาย วัดจันทร์เจริญสุข สมุทรสงคราม
         25. พระผงปิดตา รวยไม่เลิก วัดปรกสุธรรมาราม สมุทรสงคราม
         26. พระผงหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม
               รุ่นอาจารย์ปล้อง พรหมสโล จำนวน 1 องค์
         27. พระผงรูปเหมือนพระครูสมุทรวิจารณ์ วัดประชาโฆษิตาราม
               จำนวน 20 องค์ สมุทรสงคราม
         28. พระขรัวอีโต้ ( ได้จากเจ้าคุณเจริญ ) วัดอัมพวัน สมุทรสงคราม
         29. พระผงหลวงพ่อพัว พิมพ์สมเด็จ วัดพักตราราม
              จำนวน 1 องค์ สมุทรสงคราม
         30. พระผงสมเด็จหลังวัด พิมพ์นิยม วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม
         31. พระผงพิชิตมาร วัดตึกมหาชยาราม สมุทรสาคร
         32. พระผงสมเด็จหลวงพ่อปู่ วัดโกรกกราก สมุทรสาคร
         33. พระผงหลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดนาโคก สมุทรสาคร
         34. พระผงหลวงพ่อสุด รุ่นปิดทองลูกนิมิตร วัดกาหลง สมุทรสาคร
               จำนวน 1 องค์
         35. พระผงหลวงพ่อแก้ว รุ่น 1 ( รุ่นแก้วสุทธิ ) วัดช่องลม สมุทรสาคร
              จำนวน 1 องค์
         36. ลูกประคำผงจินดามณี วัดท่าเสา จำนวน 1 พวง สมุทรสาคร
         37. พระผงคันธาราษฏร์ วัดดอนยายหอม นครปฐม
         38. พระผงหน้าฤาษี วัดบางพระ นครปฐม
         39. พระผงญาณวิลาศ ( หลวงพ่อแดง ) วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
         40. พระผงสะดุ้งกลับ ( ของอาจารย์สำราญ ) วัดเขาตะเครา เพฃรบุรี
         41. พระผงหลวงพ่อแผ่ว วัดโตนดหลวง เพชรบุรี
         42. พระผงสมเด็จพระปาฏิหารย์ วัดวังมะนาว ราชบุรี
         43. พระผงปิดตาหลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ จำนวน 2 องค์ สมุทรปราการ
         44. พระผงปิดตาหลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง จำนวน 2 องค์ นนทบุรี
         45. พระผงหลวงพ่อหม่น พิมพ์หลังยันต์ตรี วัดคลอง 12 ปทุมธานี
              จำนวน 1 องค์
         46. พระผงปิดตาผสมเกศาหลวงพ่อดี วัดพระรูป จำนวน 4 องค์ สุพรรณบุรี
         47. พระผงสมเด็จแพ วัดพิกุลทอง จำนวน 1 องค์ สิงห์บุรี
         48. พระปิดตาหลวงพ่อเย็น พระผงเจ้าสัวพ่อแก่ ชัยนาท
               วัดสระเปรียญ 1 องค์
         49. พระผงสมเด็จวัดเกตุไชโย รุ่นสร้างเขื่อน วัดเกตุไชโย 1 องค์ อ่างทอง
         50. พระผงสมเด็จหลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ จำนวน 2 องค์ นครสวรรค์
         51. แผ่นกระเบื้องอุโบสถ วัดโสธรวราราม จำนวน 20 แผ่น ฉะเชิงเทรา
         52. พระผงปิดตาหลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา อยุธยา
         53. พระผงหลวงพ่อน้อย วัดสิงห์สุทธาวาส อยุธยา
         54. ผลรูปพระพรหม 4 หน้าหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จำนวน 4 องค์ อยุธยา
         55. พระผงสมเด็จหลวงพ่อมี รุ่น พ.ศ.2507 วัดมารวิชัย 4 องค์ อยุธยา
         56. พระผงชัยวัฒน์ หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ 40 องค์ อยุธยา
         57. พระผงหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา
         58. พระผงสมเด็จ วัดมฤคทายวัน พิมพ์ยันต์ตรี ประจวบคีรีขันธ์
         59. พระผงรูปเหมือน หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง
              จำนวน 100 องค์
         60. พระผงสมเด็จอรหังหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง
              จำนวน 1 ฃุด 5 องค์
         61. พระผงหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา
         62. พระผงปิดตาหลวงปู่คำพัน โฆสนัญโญ รุ่นชานหมาก 2 องค์ นครพนม
         63. พระผงข้าวสารดำ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร
         64. พระผงสมเด็จวัดระฆัง รุ่น 100 ปี วัดระฆัง กรุงเทพมหานคร
         65. พระผงวัดระฆัง รุ่น 118 ปี วัดระฆัง กรุงเทพมหานคร
         66. พระผงรุ่นซ่อมฉัตร พ.ศ.2532 วัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร
         67. พระผงสมเด็จวัดปากน้ำ รุ่น 1, 3, 4 วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร
         68. พระผงวัดสามปลื้ม พิมพ์เศียรโล้น รุ่นเก่า วัดจักรวรรดิ กรุงเทพมหานคร
         69. พระชัยผงวัดสุทัศน์ รุ่น พ.ศ.2460 วัดสุทัศน์ กรุงเทพมหานคร
         70. พระผงหลวงพ่อโสธร 2 หน้า วัดสุทัศน์ 20 องค์ กรุงเทพมหานคร
         71. พระผงพระครูลมูล พิมพ์มีหน้าตาสวย วัดสุทัศน์ 15 องค์ กรุงเทพมหานคร
         72. พระผงไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
         73. พระผงสมเด็จบางขุนพรหม รุ่น 09 วัดใหม่อมตรส กรุงเทพมหานคร
         74. พระผงของเจ้าคุณพระญาณสุนทร วัดกัลยา 2 องค์ กรุงเทพมหานคร
         75. พระผงนางพญา วัดโพธิ์ท่าเตียน จำนวน 1 องค์ กรุงเทพมหานคร
         76. พระผงพุทโธ ของแม่ชีบุญเรือน วัดอาวุธ 2 องค์ กรุงเทพมหานคร
         77. พระผงหลวงปู่ทวด พิมพ์ใหญ่สีขาว วัดประสาทบุญญาวาส กรุงเทพมหานคร
         78. พระผงหลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นกองอาหารและยา
               กระทรวงสาธารณสุขสร้าง จำนวน 100 องค์ กรุงเทพมหานคร
         79. นางเสน่ห์จันทร์ สร้างด้วยไม้จันทร์หอม วัดจันทาราม
               หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปลุกเสก จำนวน 3 องค์ กรุงเทพมหานคร
         80. พระผง 25 ศตวรรษ พุทธมณฑล 2500 จำนวน 40 องค์           กรุงเทพมหานคร
               พระผงต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ท่านอาจารย์ได้แบ่งไปเป็นส่วนผสมในพระผงรูปเหมือน                  ท่านท้าวเวสสุวรรณโณ และพระปิดตาเนื้อผง ซึ่งจะกล่าวต่อไป

              DSCF0238.JPGDSCF0239.JPG


 
15. พระปิดตาเนื้อผง ปี 2536

                     เป็นพระปิดตาที่มีรูปทรงภายนอกเป็นรูปไข่ กว้างด้านล่างแล้วสอบขึ้นด้านบน ด้านหน้าเป็นพระปิดตารูปทรงอวบอ้วน นั่งขัดสมาธิเพชร บนอาสนะผ้า ด้านหลังเป็นยันต์องค์ท่านท้าวเวสสุวรรณโณ ล้อมรอบด้วยอักขระขอม ด้านล่างมีอักษรไทยเขียนว่า วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม
                          จำนวนการสร้าง
                                    
                                     พิมพ์ธรรมดา
                                       19,000 องค์
                                     พิมพ์แจกกรรมการ                               1,000 องค์
                                     พิมพ์แจกกรรมการ คือ นำพิมพ์ธรรมดามาปิดทองเฉพาะบริเวณองค์พระ

             DSCF0232-(2).JPGDSCF0233-(1).JPG
 
                                                                พิมพ์ธรรมดา

          DSCF0230-(1).JPGDSCF0231-(1).JPG


                                                 พิมพ์กรรมการ

16. ท่านท้าวเวสสุวรรณโณ พิมพ์ใบมะขาม พ.ศ.2536


                           หลังจากที่พระพิมพ์ใบมะขาม พ.ศ.2535 หมดแล้ว ท่านอาจารย์ได้ใช้พิมพ์เดิมปั้มขึ้นมาใหม่ แต่เปลี่ยนยันต์หลัง จากตัวเลข 356 เป็น 379 และมีขนาดความหนามากกว่ารุ่นแรก                                  
                           จำนวนการสร้าง

                                   
                                            เนื้อทองคำ
                          56   องค์
                                            เนื้อเงิน                           1,500   องค์
                                            เนื้อทองแดง                 84,000   องค์

            IMG_3729-(1).JPGIMG_3731-(1).JPG

                                             ด้านหลังยันต์จม


ตอนอวสาน

                        ฉบับที่แล้วผมได้เสนอวัตถุมงคลของท่านอาจารย์อิฏฐ์ ต่อท่านผู้อ่านไปแล้วจำนวน 16 รายการ สำหรับตอนสุดท้ายนี้ผมขอเสนอวัตถุมงคลที่เหลือ และบทสรุปเกี่ยวกับท่านท้าวเวสสุวรรณโณ และท่านอาจารย์อิฏฐ์ อีกครั้งหนึ่ง
 
17. รูปหล่อลอยองค์เจ้าแม่กวนอิม พ.ศ.2536

                        ลักษณะเป็นรูปหล่อขนาดเล็กกระทัดรัด ความสูง 2.2 ซม. เป็นพิมพ์เจ้าแม่กวนอิมนั่งยกเข่าข้างขวาเล็กน้อย บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย มือขวาถือพวงลูกประคำ มือซ้ายถือคนโท หล่อด้วยชนวนพระชัยวัฒน์ ปี 2482 วัดสุทัศน์ ล้วน ๆ จำนวนสร้าง 38 องค์

             DSCF0252.JPGDSCF0253.JPG


18. พระพุทธสามขา พ.ศ.2536
                       
                           เป็นพระพุทธรูปขนาดพระเครื่อง คือสูง
3.0 ซม. มีฐานเป็นสามขา ถอดพิมพ์มาจากพระอยุธยาสามขาขนาดเล็ก หล่อโดยใช้ชนวนพระชัยวัฒน์ ปี 2482 วัดสุทัศน์ ล้วน ๆ เทพร้อมกับรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิม จำนวนการสร้าง 45 องค์ ตอกโค้ดนะเศรษฐีที่สะโพกด้านหลัง

              DSCF0255-(1).JPGDSCF0256-(1).JPG


19. พระเนื้อผงพิมพ์รูปเหมือนหลวงพ่อเนื่อง พ.ศ.2536
                        เป็นพิมพ์สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก กว้าง 1.7 ซม. สูง 2.5 ซม.
            ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเนื่องครึ่งองค์ ห่มลดไหล่ แกะแบบนูนต่ำ มีอักษรด้านล่างว่า หลวงพ่อเนื่อง
            ด้านหลัง ตรงกลางเป็นยันต์น้ำเต้า ล้อมรอบด้วยอักขระขอม ด้านบนเขียนว่า วัดจุฬามณี ด้านล่างเขียนว่า จ.สมุทรสงคราม จำนวนการสร้าง 84,000 องค์

            IMG_3690.JPGIMG_3691.JPG

 
20. สติ๊กเกอร์รูปท่านท้าวเวสสุวรรณโณ พ.ศ.2536
 
                           ทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ หรือติดกระจกภายในบ้าน ขนาดกว้าง
8.5 ซม.สูง 16 ซม. โดยเป็นรูปท่านท้าวเวสสุวรรณโณภาคเทพบุตรชั้นดาวดึงส์ มีลายละเอียดคือ องค์ท่านนั่งขัดสมาธิราบบนแท่นที่มีรูปมนุษย์อยู่ที่หน้าแท่น มือขวาถืออาวุธู ทรงภูษาแดง มีรัศมีเป็นสีเหลือง ใบหน้าท่านเป็นแบบเทพบุตรแต่ยังมีลวดลายที่เป็นลักษณะของยักษ์อยู่บ้าง ทำให้มองดูดุ
สำหรับสติ๊กเกอร์รุ่นนี้ผู้ที่นำไปใช้ติดรถยนต์ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พุทธคุณยอดเยี่ยม


                    IMG_3701.JPG

21. สติ๊กเกอร์ยันต์แปดทิศ ( โป๊ยก่วย ) พ.ศ.2536

                   เป็นสติ๊กเกอร์ยันต์จีนแปดทิศ ทำเป็นแปดเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 12.5 ซม. ตรงกลางเป็นวงกลมมีเครื่องหมาย หยิน - หยาง ใช้ติดรถยนต์ ติดกระจกหน้าบ้าน คนจีนนิยมชมชอบมาก มีประสบการณ์มาแล้วมากมาย

             IMG_3700-(1).JPGIMG_3699-(1).JPG

22. เหรียญรัชกาลที่ 5

                            เป็นเหรียญที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองอายุครบ 3 รอบท่านอาจารย์อิฏฐ์
           
               ด้านหน้า เป็นรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แกะพิมพ์แบบเหรียญเสด็จประพาสยุโรป พื้นเหรียญขัดเงา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
3.1 ซม.
               ด้านหลัง ตรงกลางเป็น พระนามาภิไทยย่อ จปร. บนลายช่อชัยพฤษ์ ด้านบนเขียนว่า ที่ระลึกงานฉลองอายุครบ 3 รอบ 1 สิงหาคม 2536 ด้านล่างเขียนว่า พระครูวินัยธร ( สมโภชน์ ) เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม คณะศิษย์สร้างถวาย

                จำนวนการสร้าง

                          เหรียญทองคำ                         109   เหรียญ
                          เหรียญเงิน                            1,500   เหรียญ
              เหรียญทองคำ ตอกหมายเลขที่สันเหรียญ เลข 1 - 108 เหรียญที่ 109 ไม่ได้ตอก

             DSCF0258-(1).JPGDSCF0259-(1).JPG
                                     
                                                                  เนื้อเงิน

             DSCF0260-(1).JPGDSCF0261-(1).JPG

                                                                เนื้อทองแดง

 
              เหรียญนี้ถูกจองจนหมดทั้งเนื้อทองคำและเนื้อเงิน ตั้งแต่เหรียญยังไม่ได้ออกจำหน่าย ทำให้ลูกศิษย์ที่มาจองไม่ทันต่อว่าต่อขานกันใหญ่ว่าทำน้อย และรบเร้าขอให้ทำเพิ่ม ท่านอาจารย์จึงต้องใช้พิมพ์เดิมทำเพิ่มขึ้น แต่ให้แตกต่างออกไปคือ เนื้อทองคำ เพิ่มน้ำหนักจาก 30 กรัม เป็น 45 กรัม
               จำนวนการสร้างครั้งที่ 2

                         เนื้อทองคำ                                     28   เหรียญ
                         เนื้อทองแดง                            15,000   เหรียญ
                         เนื้อเงิน                                        ไม่มี
23. รูปลอยองค์ท่านท้าวเวสสุวรรณโณ เนื้อดีบุก พ.ศ. 2537
                      เป็นรูปหล่อที่ใช้พิมพ์เดียวกับพิมพ์ยืนเข่าตรง แต่หล่อด้วยเนื้อดีบุกเพียงเนื้อเดียวเท่านั้น จำนวนการสร้าง 1,149 องค์

         IMG_3725.JPGIMG_3726.JPG


24. พระสามหน้างาแกะ
                                  
                              DSCF0316.JPG


25. ท้าวเวสสุวรรณโณ ขนาดบูชา
                     
                       เป็นรูปท่านท้าวเวสสุวรรณโณภาคยักษ์ ยืนย่อเข่าถืออาวุธ ขนาดสูง
12 นิ้ว หล่อด้วยทองเหลือง พ่นสีทองทับ จำนวนการสร้าง 108 องค์

                       ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ผมได้เสนอเรื่องราวและวัตถุมงคลของท่านอาจารย์อิฏฐ์มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ในส่วนของวัตถุมงคล 25 รายการนั้นค่อนข้างจะครบถ้วน จะมีบางอย่างที่ทำอย่างไม่เป็นทางการ ผมจึงมิได้นำมาลงไว้ เช่นของที่ชาวบ้านนำไปให้ท่านปลุกเสก และด้ายสายสิญจ์คล้องคอ รวมถึงไหมห้าสีที่หลวงพ่อหยอด แห่งวัดแก้วเจริญ ถ่ายทอดให้ นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลที่สร้างน้อย บางชนิดอยู่ระหว่างการสร้าง เช่น มีดหมอ กระบี่เจ็ดดาว ผ้ายันต์ขนาดบูชา เป็นต้น ก็คงต้องรอไว้โอกาสหน้า เมื่อมีวัตถุมงคลและประสบการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น ผมจะนำมาเสนอต่อท่านอีก
 
                      วัตถุมงคลทั้งหมดของท่านอาจารย์ นอกจากท่านจะปลุกเสกเดี่ยวแล้ว ทางยังอัญเชิญท่านท้าวเวสสุวรรณโณมาปลุกเสกให้ รวมทั่งท่านจะนำไปเข้าพิธีต่าง ๆ ที่ท่านรับนิมนต์ไปร่วมพิธีปลุกเสกเสมอ บางรุ่นเข้าพิธีใหญ่ ๆ เป็น 10 ครั้ง เพราะฉนั้นเรื่องพุทธคุณไม่ต้องห่วง ก่อนที่จะจบเรื่องของอาจารย์ ผมคงต้องขอกล่าวสรุปในเรื่องของท่านท้าวเวสสุวรรณโณ และท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง
                      ท่านท้าวเวสสุวรรณโณ ตามความเข้าใจของผู้นิยมชมชอบวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง คิดว่าท่านเป็นเพียงเจ้าแห่งปีศาจ มีพุทธคุณทางด้านกันผี กันคุณไสย เท่านั้น แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว ท่านมีบารมีทางด้านอื่นสูงส่งมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมตตา มหานิยม และด้านการค้าขาย เนื่องจากท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นธนะบดี หรือเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง จึงมีอิทธิพลต่อการค้าขาย เพราะความร่ำรวยนั้นต้องเป็นผลมาจากการค้าขายและบุญเก่าที่ทำมา
ผมเองเชื่อว่าในยุคสมัยปัจจุบัน ผู้บูชาพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ต่างต้องการพุทธคุณทางด้านค้าขายดีและเมตตามหานิยมเสียเป็นส่วนใหญ่ คนเราบางครั้งมีความขยันขันแข็ง ทำมาหากินตัวเป็นเกลียว แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่บางคนจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งมีผลมาจากกรรมเก่าที่สร้างสมกันมา อีกส่วนหนึ่งก็จำเป็นต้องมีกำลังใจจากสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ อำนาจแห่งพลังจิต ซึ่งถ้าเรากราบไหว้บูชาองค์ผู้มีอิทธิบารมีทางด้านค้าขาย ประกอบกับการประพฤติปฏิบัติชอบ ย่อมจะส่งผลดีให้กับผู้บูชาด้วย และเมื่อถ้าค้าขายดี สิ่งที่ตามมาก็คือเงินทอง ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้หลายอย่าง ไม่เป็นภาระกับบุคคลอื่น เพราะสมัยนี้การจะไปพึ่งใครนั้นเป็นเรื่องยาก

                       ส่วนพลังแห่งความเมตตามหานิยมนั้น เป็นสุดยอดปรารถนาอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบัน ที่มีแต่การชิงดีแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แบ่งพรรคแบ่งพวก เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ลองติดตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ดูสิครับ สาเหตุนิดเดียวก็ฆ่ากันตายแล้ว และวิธีการฆ่านับวันจะมีแต่โหด***มทารุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉนั้นการอยู่ในสังคมนี้ พุทธคุณที่ต้องการไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความมีเมตตามหานิยม เพราะถ้าใครเห็นใครรักก็จะเป็นเกราะกำบังอันตรายได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเกิดพลาดพลั้งถูกลูกหลง ท่านท้าวเวสสุวรรณโณก็ยังให้ความแคล้วคลาด มหาอุด คงกระพัน ได้อย่างวิเศษยิ่งอีกด้วย และถ้าท่านผู้อ่านนำท่านขึ้นคอแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าท่านติดตามคุ้มครองเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมได้ประจักษ์มากับตัวเองแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่นำมาเผยแพร่ต่อ่ท่านผู้อ่านหรอกครับ
                       สำหรับท่านอาจารย์อิฏฐ์ ซึ่งเป็นองค์ผู้สร้างรูปเคารพท่านท้าวเวสสุวรรณโณ ที่ผมนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นพระหนุ่ม พูดจาโผงผาง แต่ท่านมีวิชาอาคมขลัง มีดีหลายอย่าง ทางด้านค้าขาย มีคนจีนไปหาท่านเยอะมาก ทางด้านเมตตามหานิยม เยี่ยม ! บางท่านอาจจะแย้งว่าพระเก่ง ๆ สมัยนี้หายากจะตายไป ยิ่งพระหนุ่ม ๆ ด้วยแล้วยิ่งตัดกิเลสยาก โดยเฉพาะสมัยนี้สิ่งยั่วยวนมีเยอะ ก็คงต้องเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า การถ่ายทอดวิชาอาคม และการสืบทอดมาแต่โบราณกาลนั้นยังมีอยู่อย่างไม่ขาดสาย พระเก่ง ๆ สมัยนี้ยังมีอยู่ และอาจจะเก่งกว่าสมัยเก่า ๆ บางองค์ด้วยซ้ำไป เพราะอันนี้เป็นเรื่องของพลังจิต ไม่ใช่เรื่องของวัตถุที่เสื่อมสลายได้ แม้กระทั่งการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรทางด้านวิปัสนา พระพุทธองด์ได้ทรงตรัสว่า ในช่วงอายุของพระพุทธศาสนา 5,000 ปี จะมีพระอรหันต์อยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซึ่งในยุคนี้ผมก็เชื่อว่าต้องมีพระอรหันต์อยู่หลายองค์ เพียงแต่เราไม่รู้ และท่านก็ไม่สามารถแสดงตัวได้
 
                       ในเรื่องของกิเลสหรือสิ่งยั่วยวนในสมัยนี้ กล่าวกันว่ามีอยู่มากมายและค่อนข้างจะมีอิทธิพลรุนแรงนั้น เราต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้โลกเจริญก้าวหน้าไปมาก เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทันสมัยและมีมาก ซึ่งพระจำเป็นต้องปรับตัวและรับเอาบางสิ่งบางอย่างเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะพระยังต้องติดต่อกับประชาชนทั่ว ๆ ไป มิเช่นนั้นพระจะไม่ทันโลก และไม่สามารถสอนชาวบ้านที่พัฒนาไปตามกระแสของโลกได้ ถ้าเราต้องเคร่งขนาดที่ว่า พระจะต้องยึดถือทุกอย่างแบบโบราณในสมัยพุทธองค์ เช่นพระต้องจุดเทียน ใช้ไฟฟ้าไม่ได้ เวลาไปไหนต้องเดินเหมือนสมัยโบราณ ขึ้นรถไม่ได้ เวลาเทศน์ต้องใช้เสียงธรรมชาติ ใช้ไมโครโฟนไม่ได้ เพราะในสมัยโบราณไม่มี หรืออย่างการใส่รองเท้า พุทธศาสนิกชนบางท่านมักจะชื่นชมพระที่ไม่สวมรองเท้า เนื่องจากเห็นว่าท่านเคร่งแบบพระสมัยก่อน อันนี้ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เพราะว่าสมัยนี้ถนนหนทางมีแต่สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเท้าตกหล่นอยู่มากมาย เช่นตะปู ของมีคม เศษโลหะต่าง ๆ ซึ่งถ้าถูกแล้วเสี่ยงต่อการเป็นบาดทะยัก บางครั้งถ้าเดินเวลาแดดร้อนจัดบนถนนคอนกรีต และถนนราดยาง เท้าคงจะแย่ ผิดกับถนนสมัยโบราณซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินจะไม่ร้อน อย่างมากแค่ถูกหนามตำ ไม่ใช่ตะปูหรือโลหะ
                      เพราะฉนั้นอย่างไปซีเรียสว่า พระที่เคร่งต้องไม่สวมรองเท้า ขอให้ดูวัตรปฏิบัติอย่างอื่นจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทรมานพระมากเกินไป เราคงต้องยอมรับว่า พระต้องนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้บ้าง เพียงแต่ท่านต้องไม่ยึดติด ธรรมปฏิบัติไม่บกพร่อง อันนี้เราต้องให้เครดิตว่าพระแต่ละองค์ท่านมีวิจารณญาณของท่าน องค์ใดที่ไม่สามารถรักษาจิตของท่านได้ สภาพแวดล้อมจะจัดการท่านเอง
                      อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นศัตรูตัวร้ายของพรหมจรรย์ ก็คือ ผู้หญิง เป็นกิเลสตัวที่ตัดยาก พระบางองค์ไม่สามารถข้ามไปได้ ดังที่เราได้เห็นได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ในฐานะปุถุชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เป็นผู้ชายทั้งหลายต้องยอมรับว่าตัดยากจริงๆ ในทางพระผู้ที่จะตัดได้ต้องถึงขั้นอนาคามีและอรหันต์ ซึ่งมีไม่มากนัก โดยเฉพาะคุณสาว ๆ ในยุคปัจจุบันมีการแต่งเนื้อแต่งตัวกันสวย ๆ งาม ๆ ยั่วกิเลสได้ดีเสียด้วย ทำให้พระซึ่งก็ยังเป็นปุถุชนธรรมดาเหมือนชายหนุ่มทั่ว ๆ ไป จนมีคำเปรียบเทียบว่าไม่ใช่พระอิฐพระปูน ฉะนั้นท่านต้องใช้กำลังใจในการควบคุมความต้องการทางเพศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นอย่างมาก การฝืนธรรมชาติเป็นเรื่องยากมากนะครับ ที่พูดนี่ไม่ได้เข้าข้างพระหรอก แต่เรียนให้ท่านทราบว่าพระก็ยังมีกิเลส ซึ่งถ้าไม่สามารถควบคุมได้ก็ควรจะสึกออกมาเสียก่อน
                       ที่ผมพูดมายืดยาวนี้ไม่ใช่นอกเรื่องนะครับ เพียงแต่อยากจะให้ท่านผู้อ่านมองมุมกลับว่า ในขณะที่เราเห็นว่ามีกิเลสมาก ๆ มองเห็นกิเลสชัด ๆ อย่างนี้ ในสังคมที่เห็นแก่ตัวและชิงดีชิงเด่นกันอย่างนี้ กลับทำให้พระบางองค์ตัดกิเลสและปลงได้ง่ายขึ่นด้วยซ้ำ เมื่อเป็นอย่างนี้สิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านเห็นก็คือ พระเก่ง ๆ ในสมัยนี้ย่อมยังมีอยู่และเราสามารถจะพบเห็นได้
ท่านอาจารย์อิฏฐ์ นอกจากจะศึกษาวิชาอาคมจากท่านท้าวเวสสุวรรณโณแล้ว ท่านยังศึกษาด้วยตัวท่านเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อสำเร็จท่านก็จะสร้างวัตถุมงคลออกมาให้ลูกศิษย์ใช้ ทำให้ท่านมีความสามารถทางด้านไสยศาสตร์อย่างรวดเร็ว ทำของขึ้น มีความเข้มขลัง ใช้ได้ผลทุกอย่าง จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และนับวันจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ท่านไม่ค่อยจะมีเวลาพักผ่อน ยิ่งช่วงก่อนเวลาหวยออก ผู้คนยิ่งไปรบกวนท่านมาก ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้ให้หวย แต่เป็นเพราะท่านมีบารมีทางด้านค้าขาย และ โชคลาภ ทำให้คนไปนั่งเฝ้าท่านตั้งแต่เช้ายันดึก โดยไม่ได้เอ่ยปากขอและไม่ด่อยคุยอะไรกับท่านเท่าไร แต่จะรอว่าท่านจะพูดอะไรเป็นพิเศษ หรือแจกอะไรบ้างก็จะพากันนำไปตีเป็นตัวเลข พากันไปเล่นหวยและถูกกันบ่อย ๆ บางรายไปถึงก็ขอจากท่าน ท่านจะด่าสวนกลับทันทีแถมเทศนาอีกหนึ่งกัณฑ์ บางคนก็โกรธ บางคนก็ไม่โกรธ ที่ไม่พอใจก็รีบลากลับ พวกที่นั่งรออยู่ก็เอาคำด่าของท่านไปตีเป็นตัวเลขก็ถูกกันอีก บางคนจึงไม่โกรธที่ท่านด่า แถมยังอยากถูกด่าบ่อย ๆ บางคนมาแปลกพอพบท่านก็เล่าความทุกข์ให้ฟัง เช่นบอกกับท่านอาจารย์ว่า ตอนนี้ลำบากมาก มีหนี้สินเยอะ บ้านก็ยังผ่อนไม่หมด ด้วยความรู้ทันท่านอาจารย์จะบอกว่า " แล้วฉันเป็นพระจะไปช่วยได้อย่างไรเล่า " เมื่อได้ยินอาจารย์ว่าอย่างนั้น จะหัวเราะแหะ ๆ แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย เป็นอันรู้กันว่ามาขอหวย
                         ท่านอาจารย์มักจะบอกว่าท่านไม่รู้ ถ้ารู้ฉันจะหาเงินมาสร้างกำแพงสักก้อนหนึ่ง ไม่ต้องสร้างพระให้เหนื่อย ท่านบอกว่าของอย่างนี้มันต้องมีโชคและต้องลงทุน ที่ว่าลงทุนก็คือ ทำบุญทำกุศลไว้ พูดง่าย ๆ คือมีบุญเก่า ถ้าไม่ลงทุนเลย คือไม่ได้สร้างบุญไว้จะให้อย่างไรมันก็ไม่ถูก แต่ถ้ามีโชคมีบุญเก่ามาเกื้อหนุน จับคำพูดอะไรของท่านไปตีเป็นตัวเลขก็จะถูกได้


            ภาพวัตถุมงคลต่าง ๆ  ที่ลงไม่ครบ และที่สร้างภายหลังลงบทความ

      IMG_3723.JPG
                   ผ้ายันต์มหาเวทย์-มหามนต์ ขนาดใหญ่สีขาว ปี 2532

     IMG_3714.JPG
                     ผ้ายันต์มหาเวทย์-มหามนต์ขนาดใหญ่สีแดง ปี 2532
    
     IMG_3717.JPG
                       ผ้ายันต์มหาเวทย์-มหามนต์ขนาดใหญ่สีเหลือง ปี 2532

    IMG_3718.JPG

                  ผ้ายันต์มหาเวทย์-มหามนต์ขนาดใหญ่สีเหลืองผ้าไหม  ปี 2532


001-(1).jpg002.jpg

                                                           ล็อกเก็ตสีซีเปีย

DSCF0307.JPGDSCF0306.JPG

                         ล็อกเก็ตสี ด้านหลังบรรจุเกศา ไหมเจ็ดสี ปรกท้าวเวสสุวรรณ และแผ่นทองตอกโค้ด 2 ตัว (กรรมการ)

DSCF0309.JPGDSCF0308.JPG

                  ล็อกเก็ตสีด้านหลังบรรจุเกศา ไหมเจ็ดสี ปรกท้าวเวสสุวรรณเนื้อเงิน และแผ่นเงินตอกโค้ด และหมายเลข


DSCF0340.JPGDSCF0341.JPG
                                พระกริ่งภควันต์ุบดี ปลุกเสกเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2538

DSCF0285.JPGDSCF0286.JPG
                             เหรียญองค์ชายสาม (นาจา) ปลุกเสกพร้อมพระกริ่งภควันต์ุบดี

DSCF0301.JPGDSCF0304.JPG



DSCF0243-(1).JPGDSCF0244-(1).JPG


DSCF0245-(1).JPGDSCF0246-(1).JPG
                                พระสมเด็จมวลสารบางขุนพรหมสร้างปี 2539
                 ด้านหลังประทับยันต์    2  แบบ คือ
                                            -ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ
                                            -ยันต์เจดีย์สวรรค์ 


DSCF0331.JPGDSCF0333.JPG
                 พระกริ่งรุ่นเจ้าสัวเนื้อนวะ สร้างจำนวน  300  องค์ เมื่อปี พ.ศ. 2540


003.jpg004-(1).jpg
005.jpg006.jpg
                                  พระบูชาเนื้อผงองค์ชายสามพิมพ์สมเด็จขนาดใหญ่

DSCF0264-Copy.JPGDSCF0270.JPG


DSCF0310.JPGDSCF0311.JPG

DSCF0262.JPGDSCF0263.JPG

IMG_3713.JPG

IMG_3702.JPGIMG_3707.JPG

IMG_3711.JPG

IMG_3710.JPG
DSCF0317-(1).JPG
008.jpg
007-(1).jpg
                
             แผ่นยันต์มหาจักรพรรตราธิราช เนื้อเงิน จารโดยพระอาจารย์อิฏฐ์ 
 
 ต่อมาผู้เขียนได้นำลงไปหลอมผสมกับเนื้อพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิ์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544









 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top