นานาสาระ / จตุคามรามเทพและข้อมูลอื่น ๆ

ข้อมูลต่าง ๆเกี่ยวกับวัตถุมงคล

         ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคล เป็นเรื่องราว ความเห็น และการวิเคราะห์ จากบทสนทธนาสมาชิกเดิม ที่พิจารณาว่ามีสาระและมีประโยชน์ จึงรวบรวมมาบันทึกไว้ และเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมจากการสนทนาหรือจากการค้นคว้า จะได้นำมาลงไว้ในโอกาสต่อไป

                                                                                                                   สุวัฒน์  เหมอังกูร



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

15/07/2011 : 19:26:22
ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 เล่ม 2
 
เรื่อง จตุตถปาราชิกกัณฑ์
 
มูลเหตุที่ทำให้พระภิกษุต้องปาราชิก (ขาดจากความเป็นพระ) มีอยู่หลายสาเหตุ เหตุหนึ่งที่กล่าวถึงโดยเฉพาะในเรื่องนี้คือ การอวดอุตริมนุสธรรม ความเป็นมาโดยย่อ ๆ ดังนี้คือ
 
ในสมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับ ณ กูฏคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง จำพรรษาอยูที่วัดฝั่งแม่น้ำคุมุทา ปรึกษากันว่าทำอย่างไรถึงจะให้มีคนมาตักบาตร จะได้ไม่อดข้าว ได้ข้อสรุปว่า ต้องใช้วิธีชมอุตริมนุสธรรม โดยกล่าวว่า พระองค์นั้นได้ปฐมฌาณ องค์นี้สำเร็จโสดาบัน องค์โน้นเป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านจึงพากันมาใส่บาตร ทำให้พระกลุ่มนี้ อุดมสมบูรณ์ อ้วนท้วน
 
เมื่อจำพรรษาครบไตรมาส จึงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับพระภิกษุที่มาจากทั่วสารทิศ พระพุทธองค์สังเกตุเห็นว่า พระภิกษุมี่มาจากฝั่งแม่น้ำคุมุทา มีสภาพร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผิดกับพระที่มาจากที่อื่น ๆ ซึ่งผอมแห้ง เส้นเอ็นขึ้นปูดโปน จึงถามสาเหตุ พระภิกษุจากฝั่งแม่น้ำคุมุทา จึงทูลให้ฟังว่าใช้วิธีชมอุตริมนุสธรรม
 
พระพุทธองค์จึงถามว่า แล้วพวกท่านมีฌาณตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
 
คำตอบคือ ไม่มี
 
พระพุทธองค์จึงตำหนิว่า เหมือนกับโจรไปขโมยของเขา และได้กำหนดให้การอวดอุตริมนุสธรรม เป็นเหตุให้ต้องปาราชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อ
 
โดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าไม่มีอวดไม่ได้ (ถ้าตีความตามอักษรแสดงว่ามีแล้วอวดได้)
 
ที่กล่าวมาเป็นการกล่าวโดยสรุป ถ้าท่านอยากทราบโดยละเอียด ให้ไปหาอ่านได้ในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น
 
ที่ผมอยากจะสรุปก็คือ ไม่มีวรรคไหน บทไหนเลย ที่บอกว่าการปลุกเสกวัตุมงคลเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม ทำให้ขาดจากความเป็นพระ หรือพระปลุกเสกไม่ได้ ซึ่งผมยังมีหลักฐานยืนยันอีก เดี๋ยวค่อยมาว่ากันต่อครับ
 
การปลุกเสก กับการ อวดอุตริมนุสธรรมคือคนละเรื่อง
 
สุวัฒน์

                                                            --------------------------

16/07/2011 : 11:51:14
สรุปได้ดีครับ
 
ต่ออีกหน่อยครับ
 
ในพระสุตตันตปิฎก เล่ม 2 อรรถกถาปุปผวรรค เรื่องนางวิสาขา
 
นางวิสาขาทูลขอ พระโมคคัลลานะ ต่อพระพุทธเจ้า เพื่อให้ช่วยสร้างวิหาร เพราะพิจารณาเห็นว่า พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์ ซึ่งจะทำให้งานของเธอสำเร็จได้ทันเวลา และโดยง่าย พระพุทธองค์ทรงอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็พระราชทานอนุญาต นั่นแสดงว่าพระองค์ยอมรับในการใช้ฤทธิ์ และที่ผ่านมาพระองค์ก็ทรงยกย่องพระโมคคัลลานะว่า มีความเป็นเลิศในทางฤทธิ์ ก็ไม่เห็นว่าเป็นการอวดอุตริมนุสธรรมตรงไหน
 
ในพระสุตตันตปิฎก สีวลีคาถา (อรรถกถาสีวลีเถรคาถาที่ 10 )
 
พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องพระสีวลีว่า เป็นผู้เป็นเลิศทางด้านโชคลาภ พระสีวลีทูลขอพระสงฆ์ 500 รูป จากพระพุทธเจ้าให้เดินทางตามท่านไป ปรากฎว่าพระทั้งหมดไม่อด ตรงกันข้ามกลับมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ด้วยอิทธิฤทธิ์ทางด้านโชคลาภของพระสีวลี
 
ทั้งพระโมคคัลลานะ และพระสีวลี ก็ไม่เห็นจะอาบัติจนปาราชิก
 
พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา กราบไหว้บูชาพระทั้งสององค์ ก็ไม่แปลก แถมเป็นเรื่องที่ดีด้วย
 
และถ้าพระโมคคัลลานะ และพระสีวลี สร้างวัตถุมงคลแทนตัวท่านให้คนกราบไหว้บูชาจะป็นอะไรไป

สุวัฒน์

                                                              ------------------------

/07/2011 : 10:48:19
ในพระสุตตันตปิฎก
 
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 4 ตอน อรรถกถาปกิณณกวรรค
 
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมืองไพศาลี ขณะนั้นเกิดภัยพิบัติขึ้น 3 ประการคือ
 
1. ข้าวยากหมากแพง
2. ภัยเกิดจากพวกอมนุษย์
 
3. ภัยเกิดจากโรคร้ายระบาด
 
ชาวเมืองไพศาลีพากันไปร้องขอต่อเจ้าเมือง ให้ไปทูลเชิญพระศาสดามา เพื่อแก้ภัยพิบัติ : เมื่อพระศาสดามาถึง พระองค์ได้ไปประทับยืนอยู่ที่กำแพงเมือง แล้วตรัสให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตร จากนั้นนำน้ำใส่บาตร แล้วสวดพระปริตร เพื่อทำนำพระพุทธมนต์ แล้วประพรมเพื่อแก้ไข ภัยพิบัติทั้งหมดจึงหายไป (ความละเอียดหาอ่านได้ตามหัวข้อดังกล่าว)
 
ที่อยากจะวิเคราะห์กับเพื่อนสมาชิกก็คือ การทำน้ำพระพุทธมนต์ ก็คือการทำของขลังของศักดิ์สิทธ์ใช่หรือไม่ เพราะถ้าไม่ศักดิ์สิทธ์จะแก้ปัญหาได้อย่างไร และถ้าศักดิ์สิทธ์ก็ต้องปลุกเสกใช่หรือไม่ (จะปลุกเสกหรือไม่ ก็คือการทำเครื่องรางของขลังนั่นแหละ)
 
แสดงว่าเครื่องรางของขลังมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์แล้ว ที่ชัดเจนก็คือน้ำมนต์นี่ละครับ ถ้าการทำเครื่องรางของขลังและปลุกเสกเป็นอาบัติ ปาราชิก อย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็จะต้องอาบัติเป็นพระองค์แรกนะซิ
 
สังฆราชทุกพระองค์ในประเทศไทย ก็ต้องปาราชิกกันหมดนะซิ เพราะพรมน้ำมนต์กันทุกพระองค์
 
พระสงฆ์เกือบทุกองค์ก็ต้องปาราชิกกันเป็นแถว ปาราชิกกันทั้งประเทศ
 
แต่ในความเป็นจริง พระสงฆ์เหล่านั้น ได้สำเร็จอรหันต์ และสำเร็จธรรมขั้นสูง เป็นเทพเทวดาเป็นจำนวนมาก ต่างจากคนที่กล่าวหาใส่ร้าย ราวสวรรค์ กับ นรก เลยที่เดียวเพราะฉนั้น จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากบทสรุปของคุณพุฒิพงศ์ คือ
 
ตีความเพื่อขายของในโกดัง
 
แต่ก็แปลกนะ เจ้าสำนักกล่าวหาพระสงฆ์ที่ปลุกเสกวัตถุมงคล แต่สาวกไม่น้อย ก็เล่นหาซื้อขายพระเกจิฯ เหมือนกับเป็นการ................เติมกันเอาเองครับ
 
อยากจะชั่งกิโลเหมือนคุณบีว่าเหมือนกันครับ แต่ยังเป็นปุถุชนอยู่
 
ก็มาวิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลกันในกลุ่มของพวกเราเท่านั้นเอง


สุวัฒน์

                                                     ---------------------------------


29/01/2013 : 09:46:30
 
สวัสดีครับ
 
ถ้าเชียร์ให้ตายก็ไม่มีคนซื้อ เหตุผลเดียวก็คือหมดศรัทธา ถึงเศรษฐกิจจะไม่ดีก็ต้องมีคนซื้อบ้างถ้ายังมีศรัทธาอยู่
 
คำว่าศรัทธาที่คุณรังสิตพูดถึง คือเหตุผลเบื้องต้นที่ตรงประเด็น ถ้าศรัทธาก็จะขวนขวายหามาซื้อมา แต่ก็มีบางอย่างที่เริ่มต้นด้วยความศรัทธา แต่อยู่ ๆ ไปพฤติกรรมพิลึกพิลั่นคุยโม้โอ้อวด โกหกหลอกลวง ด่าคนโน้นด่าคนนี้ และสัมผัสไม่ได้กับความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธาก็หมดไปโดยปริยาย
 
การเกิดขึ้นของศรัทธา มีที่มาอยู่ 2 ประการ คือการประสบพบเห็นด้วยตัวเอง กับศรัทธาที่เกิดจากการบอกเล่าของคนอื่น จากการโฆษณา จากการเชียร์ ซึ่งจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ในตอนแรก ส่วนใหญ่จะเชื่อและแห่ตามกันไป ซึ่งส่วนใหญ่หวังผลทางด้านการลงทุน
 
ปัจจุบันนี้ผมต้องกลับมาพินิจพิจารณาใหม่ถึงคำว่าศรัทธา นั่นคือ
 
การศรัทธา ต้องศรัทธาด้วยปัญญา
 
วิธีการที่ผมคิดเป็นอย่างไรนั้น เดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อ
 
ผมขอเล่าเรื่อง ๆ หนึ่งก่อน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อนบ้านท่านหนึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นำพระเบญจภาคีชุดหนึ่ง ซึ่งเพื่อนภรรยาท่านรับจำนำไว้ 20 ล้านบาทเมื่อ 12 ปีที่แล้วมาให้ผมช่วยดูหน่อยว่าแท้ไหม จะได้นำไปเปลี่ยนเป็นเงิน ผมเปิดกล่องดูแล้วก็รีบส่งคืนและบอกว่าเป็นของเก๊ที่วางขายข้างถนน ท่านรับไปแล้วอยู่พูดคุยกันต่อ
 
ท่านบอกว่าสมัยก่อนท่านมีพระเยอะมาก เพราะมีคนนำมาให้ พระดัง ๆ ก็มีมาก แต่ท่านแจกหมดเพราะท่านไม่เชื่อ ท่านเล่าสาเหตุที่ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระว่า
 
ในสมัยที่ท่านเป็นหนุ่ม ไปรับราชการทางภาคใต้ วันหนึ่งมีอาจารย์ฆราวาสเดินทางไปที่วัด ๆ หนึ่ง อาจารย์ท่านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาทุกคนในวงการพระจะต้องรู้จัก ทำให้คนแห่กันไปหากันเต็มวัด ท่านนำพระเครื่องมาให้บูชาพร้อมกับทดลองให้ดู โดยกำพระไว้ในมือพร้อมกับเอามีดโกนกรีดที่แขนดังฟืด ๆ ปรากฏว่าไม่เข้า
 
เห็นอย่างนี้ท่านก็เลยรีบบูชามาหนึ่งองค์ พอกลับถึงบ้านก็ทดลองบ้าง กำพระเอามีโกนกรีดแขน ปรากฏว่า เลือดสาด ท่านก็เลยโยนพระทิ้งและไม่สนใจอีกเลย

สุวัฒน์

                                                             ---------------------------------

 

 
30/01/2013 : 10:30:08
พี่สุวัฒน์ครับ แล้วท่านผู้ว่าฯ ไม่เสียดายเงิน 20 ล้านบาทหรือครับ หรือท่านได้มาฟรี เลยไม่คิดอะไร (ช่างน่าคิดเสียนี่กระไร)
 
เรื่องนี้ผมก็เคยประสพมาเหมือนกัน มีนักสะสมพระนำหลวงปู่ทวด อ.นอง วัดทรายขาว พิมพ์กดมือ บอกว่ามีคนแบ่งมาให้ ผมพิจารณาดูแล้ว เนื้อพระทำใหม่แต่ทำให้ดูเก่า แล้วตอบกลับไปว่า "ดูยาก" แต่ท่านก็ไม่ว่าอะไร รับกลับไปคล้องบูชา ท่านให้เหตุผลว่า "หลวงปู่ทวด ถึงแม้จะเก๊ แขวนไป จะแท้ในภายหลัง"......ฮั่นแน่ ดู ดู้ ดู
 
ผมมีความเห็นสนับสนุน พี่สุวัฒน์ นะครับว่า ศรัทธาโดยใช้ปัญญาแบบมีเหตุมีผล นั่นแหละ คือวิถีที่แท้จริง ของการสะสมบูชาวัตถุมงคล ขอรับ ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะคร้าบบบบ อิ อิ
เดวิด

                                                           -------------------------------

0/01/2013 : 20:30:07
 
"ปัจจุบันนี้ผมต้องกลับมาพินิจพิจารณาใหม่ถึงคำว่าศรัทธา นั่นคือ การศรัทธา ต้องศรัทธาด้วยปัญญา"
 
"ศรัทธาโดยใช้ปัญญาแบบมีเหตุมีผล นั่นแหละ คือวิถีที่แท้จริง ของการสะสมบูชาวัตถุมงคล"
 
ขอรับกระผม

๙๙๙ผมจำเป็นต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะคนมันไม่มีสัจจะ๙๙๙
[email protected]

                                                          ----------------------------------

30/01/2013 : 23:44:50
สวัสดีครับ
 
เขาคงไม่เสียดายหรอกครับคุณเดวิด เพราะเป็นเงินของเพื่อนภรรยา ถูกต้องครับคุณเดวิด ศรัทธาอย่างมีเหตุผลซึ่งผมได้เกริ่นไว้แล้วว่าจะต้องมาคุยกันต่อ เพราะเหตุผลของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็คิดกันแค่เพียงกระแสเป็นหลัก
 
สำหรับผมศรัทธาต้องเริ่มต้นที่องค์ผู้ปลุกเสก เดียวนี้คนจะคิดอย่างง่าย ๆ คือเชื่อคำบอกเล่าและเห็นการทดลองแบบเรื่องที่ผมเล่า แค่ทดลองว่าเหนียว ก็เชื่อและศรัทธาอย่างสุดหัวใจ แต่ก็ทำได้แค่ต่อหน้า พอลับตาก็ใช้ไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ศึกษาและคิดไกลออกไปอีก
 
เรื่องเล่าที่ยกมาเป็นแค่ตัวอย่างขั้นต้นเท่านั้น แต่ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่เป็นตัวหลักในการพิจารณา นั่นคือ ต้องพิจารณาระดับชั้นของผู้ปลุกเสกหรือผู้อธิษฐานจิตวัตถุมงคลนั้น ๆ ซึ่งคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ไม่มีความสามารถในด้านพลังจิต แต่ก็จะมีสิ่งบอกเหตุให้เราสัมผัสได้ แต่ก่อนจะคุยเรื่องนี้ผมอยากจะเล่าให้ฟังเรื่องที่เกี่ยวข้องเรื่องหนึ่ง
 
ในปี พ.ศ. 2527 ผมย้ายไปทำงานที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นบอกว่า มีหลวงพ่อองค์หนึ่งสืบทอดการทำตระกรุดคู่ของเจ้าคุณวัดมหาธาตุ ท่านทำได้เก่งแต่ไม่ค่อยทำให้ใคร ลองไปหาและขอท่านไหมว่า ท่านจะทำให้หรือเปล่า เราจึงพากันไปกราบท่านและขอให้ท่านทำตระกรุดคู่ให้ ท่านก็รับปากทำให้ทันที ตอนกลับเพื่อนร่วมงานยังบอกว่า ทำไมวันนี้ท่านใจดีจัง ปกติมีแต่คนกลัวไม่กล้าขอ
 
เดี๋ยวจะลืมบอกไป ท่านคือหลวงพ่อนิตย์ วัดกำแพงแลง (ตามประวัติกล่าวกันว่าสร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )
 
หลังจากที่ท่านรับปากว่าจะทำให้แล้ว ก็ได้คุยกันต่อในเรื่องการทำวัตถุมงคล ท่านบอกว่าในเรื่องการทำวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังนั้น ถ้าใช้พลังจิตแบบสมถะก็ใช้ไม่ได้ ต้องใช้แบบวิปัสสนาถึงจะศักดิ์สิทธิ์และอยู่ทน อย่างสมถะถ้าเขียนยันต์ตัวเดียวใส่ลงในกระดาษโยนไปที่พื้นแล้วเอาปืนยิง ก็สามารถทำให้ปืนยิงไม่ออกได้ แต่พอผ่านไปเดี๋ยวเดียวก็ยิงออก
 
ในสมัยนั้นผมรู้แต่เพียงว่า สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน นั้นต่างกัน แต่ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร
 
นี่ก็เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่ทำให้เราต้องนำมาคิดและพิจารณา
 
พูดถึงตอนนี้ต้องไปค้นหาตะกรุดคู่นี้ เพราะท่านพูดอย่างนี้แสดงว่าท่านไม่ธรรมดา
 
ยาวมากแล้ว ถ้าเพื่อนสมาชิกยังไม่เบื่อ ค่อยมาคุยกันต่อ

สุวัฒน์

                                                           -----------------------------

 
31/01/2013 : 22:45:16
สวัสดีครับ
 
ก็ขอต่อเลยครับ สิ่งที่ผมเล่ามาเพื่ออยากจะชี้ให้เห็นว่า ตามความเห็นของผมแล้ว สิ่งสำคัญในการทำให้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือ พลังจิต และญาณสมาธิ จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับระดับ และก็ยังมีความแตกต่างกันออกไปอีก ซึ่งก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ผมขอย้อนกลับมาถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ
 
เรื่องคาถาอาคมและวิธีทางไสยศาสตร์ ซึ่งหลายท่านอาจจะถามว่า แล้วเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญหรือ มีครับ แต่ยังเป็นรองในเรื่องของอำนาจพลังจิต ยกตัวอย่างเช่นพวกเราที่ไม่ได้มีญาณสมาธิพลังจิต ลองไปซื้อตำรับตำราของคาถาอาคมที่มีวางขายอยู่ทั่วไป และมีคาถาที่มีรายละเอียดว่าพิเศษพิสดารอยู่มากมาย เราก็มาเขียนมาลงได้ แต่ทำให้ขลังไม่ได้ เพราะไม่มีญาณสมาธิ ซึ่งเรื่องนี้ยังค้างอยู่ ค่อยว่ากันที่หลัง
 
สำหรับคาถาอาคมมีความสำคัญอย่างไร ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ผมขอเล่าเรื่องให้ฟังเป็นข้อมูลเสียก่อนนะครับ
 
ในปี พ.ศ. 2529 ผมย้ายไปเป็นผู้จัดการสาขาที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกเย็นผมจะไปกราบหลวงปู่ทองดำ ที่วัดท่าทอง อยู่คุยกับท่านจนถึง 2-3 ทุ่มเกือบทุกวัน เรื่องที่คุยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องวัตถุมงคล เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องวิชาอาคม
 
ท่านเล่าว่าท่านเรียนวิชาอาคมจากอาจารย์ของท่านหลายองค์ ท่านทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือการรักษาบาดแผลที่ถูกหมากัด อาจารย์ท่านรักษาเก่งมาก ใครถูกหมากัดต้องไปหา
 
ที่ท่านเรียนไม่สำเร็จ ท่านบอกว่า เพราะท่านไม่เชื่อคาถาที่อาจารย์ท่านสอน คาถารักษาแผลหมากัดที่ว่าคือ
 
" โอม.. จระเข้ไข่ตายในรัง "
 
หลวงปูทองดำท่านบอกว่า ท่านไม่เชื่อว่าคาถาแบบนี้จะรักษาได้ จึงเรียนไม่สำเร็จ
 
อีกเรื่องหนึ่ง มีลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า อาจารย์ของเขาห้ามเลือดได้เก่งมาก เมื่อใครถูกมีดบาด ท่านจะท่องคาถาเป่าพรวด เลือดจะหยุดทันที่ อาจารย์เห็นเขาสนใจก็เลยสอนคาถาให้ เขาท่องจำคาถาได้ก็มาทำการห้ามเลือด แต่ไม่เคยสำเร็จสักที คาถาห้ามเลือดนั้นคือ
 
" สาวน้อยนั่งอยู่ใต้ต้นมะกอก เด็กวิ่งมาบอก ว่าหยุดแล้ว หยุดแล้ว "
 
ยังมีเรื่องให้พิจารณาอีก แต่วันนี้ยาวมากแล้ว ค่อยมาคุยกันต่อนะครับ

สุวัฒน์

                                               ------------------------------

03/02/2013 : 12:44:54
สวัสดีครับ
 
ขออนุญาติมาคุยต่อนะครับ และขออภัยต้องท้าวความกลับไปยาวนิดหนึ่ง คือ ในสมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ปี 2 ประมาณ พ.ศ. 2516 ทางชมรมพุทธศาสนา ได้จัดงาน โดยอาราธนาพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มาประทับนั่งตามซุ้ม เพื่อให้นิสิตเข้าไปกราบไหว้และสอบถามปัญหาต่าง ๆ ผมและเพื่อน ๆ จึงพากันไป โดยผมเลือกเข้าไปกราบท่านโพธิ์รักษ์ เหตุที่ผมเลือกก็มีสาเหตุอยู่นิดเดียว นั่นคือ
 
ในสมัยที่ผมเรียนชั้น ม.ศ. 2-3 โดยประมาณ ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ทางโรงเรียนได้ส่งผมไปเป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ออกอากาศทางสถานีวิทยุแถว ๆ สี่แยกคอกวัว (น่าจะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย) โดยพิธีกรคือ คุณรัก รักพงษ์ ซึ่งท่านก็คือ สมณะโพธิรักษ์
 
ในขณะนั้นท่านมีชื่อเสียงและข่าวคราวโด่งดังมาก เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าท่านจะไปบวช ตัวผมเองก็สงสัยและแปลกใจที่ท่านเป็นคนมีชื่อเสียง มีรายได้ดี แต่ท่านก็สละทางโลกไปอย่างไม่อาลัย ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกเข้าไปกราบท่าน
 
เมื่อเข้าไปถามปัญหาต่าง ๆ ท่านก็ตอบได้ดีมาก เมื่อกลับมารวมตัวกันกับเพื่อน ๆ จึงเล่าให้ฟังและต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กัน ปรากฎว่ามีรุ่นพี่คนหนึ่งยืนฟังอยู่ พูดโพร่งออกมาว่า ผมไปมาแล้วหลายองค์ไม่เห็นมีอะไรเลย นี่ดีกว่า ! มีอยู่องค์หนึ่งสุดยอดเลย ท่านคือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านเพิ่งเข้ากรุงเทพ ฯ ไปหาไม๊
 
พวกเราก็ตกลงใจไปกันเดี๋นวนั้นเลย ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นซอยสายลม ถนนพหลโยธิน (คงต้องถามคุณพุฒิพงศ์) เข้าไปกราบท่าน ๆ ก็จะคุยแต่เรื่องพระพุทธเจ้า (ซึ่งเรื่องนี้ต้องคุยกันต่อในภายหลัง) พวกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของท่าน เพราะในสมัยนั้นเรายังแยกไม่ออก เป้าหมายของพวกเราก็คืออยากเจอพระที่มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์
 
เดี๋ยวต่อครับ

สุวัฒน์

                                                                 -------------------------

 
03/02/2013 : 13:16:11
ต่อครับ
 
ต่อมาเมื่อทำงานแล้วก็มีคนที่ทำงานชวนให้ไปหาท่านที่วัดท่าซุง จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปสักที เขาก็เอาหนังสือมาให้อ่าน จึงได้ทราบว่าท่านเริ่มต้นมาทางสายอิทธิฤทธิ์ ศึกษาวิชาอาคมมาก่อน โดยท่านไปบวชกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
 
ท่านเล่าว่า ตอนเป็นเณรท่านกลัวผี และในวัดก็มีผีดุมาก ตอนกลางคืนจะมาหลอกทุกคืน ท่องคาถากันผีบทไหนก็ไม่ได้ผล ท่านจึงไปขอคาถาจากหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่าขอคาถาแบบสุดยอดเลยนะครับหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็ให้มา บอกว่าเป็นคาถากันผีที่ขลังที่สุด
 
ท่านดีใจมาก คิดในใจว่าคืนนี้มาเหอะไอ้ผีตัวนี้ต้องเจอดีแน่ ตกกลางคืนผีก็มาอีก กระโดดขึ้นมายืนบนปลายเตียงและทำหน้าหลอกหลอน ท่านจึงท่องคาถาไล่ผีที่ได้มา
 
ท่านท่องไปได้ 2 คำ ส่วนที่เหลือผีตัวนั้นก็ท่องต่อให้จนจบ
 
ท่านนึกในใจว่า คาถาอย่างดียังเอาไม่อยู่ ทำอย่างไรดี ท่านก็นึกถึงว่าต้องใช้บารมีของพระพุทธเจ้า ท่านจึงตั้งใจและท่องคำว่า พุทโธ และเป่าออกไป ปรากฏว่าผีหงายหลังตกเตียงและวิ่งหนีไปเลย นี่ก็คือการที่จิตตั้งมั่น จึงทำให้มีพลัง
 
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในสมัยที่หลวงพ่อปานท่านศึกษาวิชาอาคมนั้น ท่านไปกราบหลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอศึกษาวิชาเพราะในสมัยนั้นหลวงพ่อเนียมเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งมาก และมีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อไปถึงหลวงพ่อเนียมท่านก็บอกว่า ฉันไม่มีวิชาอะไร หลวงพ่อปานจึงถามว่า อย่างนี้เวลาปลุกเสก จะใช้คาถาอะไรล่ะครับ
 
หลวงพ่อเนียมท่านบอกว่า
 
บทไหนก็ได้ในหนังสือเจ็ดตำนาน ใช้ได้ทั้งนั้น

สุวัฒน์

                                                      ------------------------------


04/02/2013 : 07:09:24
ต่อเลยครับพี่ (สงสัย เลขาฯ เมื่อยมือ อิ อิ)
 
เหมือนอ่านนิตยสารฟ้าเมืองไทยครับ
เดวิด

                                                           -------------------------
04/02/2013 : 11:55:07
 
ขอใช้สิทธิ์พาดพิงนิดนึง
ประวัติหลวงพ่อปาน หน้า 271
ท่านว่าไว้อย่างนี้ครับ คราวหนึ่ง นายประยงค์ ตั้งตรงจิต พิมพ์ผ้ายันต์(เกราะเพชร?) มาถวายท่านหลายพันผืน ท่านสั่งให้หลวงพ่อเล็ก เกสโร(ภายหลังเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน)เอาไปเสก หลวงพ่อเล็กท่านเข้าสมาบัติ8 แล้วถอยลงมาใช้วิปัสสนาญาณจนจิตเป็นแก้วประกายพรึก(โลกุตรญาณ) ทุกวันวันละ3ชั่วโมง เป็นเวลา3เดือน แล้วพาไปถวายหลวงพ่อปาน
ยังไม่ทันถึงห่างสัก10วาได้ หลวงพ่อปานบอกว่าไม่เอา ๆ ยังไม่เสร็จ หลวงพ่อเล็กท่านเอาใหม่ คราวนี้ท่านบวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราชธนาบารมีตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ พรหมเทวดา ท่านยกยอดทั้งหมด ท่านมาทั้งหมดก็ทำคืนละ10นาทีแล้วท่านก็กลับ ท่านบอกให้เลิกก็นอน
ทำอยู่หกคืน คืนที่7 ทุกท่านมาแต่ไม่มีใครทำ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว ท่านก็เลยเลิกแล้วให้นำไปถวายหลวงพ่อปานเห็นแต่ไกลก็กวักมือเรียก บอกเออๆอย่างนี้ถึงจะใช้ได้
อีกเรื่องหนึ่งคือหลวงพ่อโหน่ง เวลาใครมานิมนต์ท่านไปเทศน์ท่านจะจุดธูปเทียนบูชาพระ แล้วถามพระถ้าท่านให้ไปท่านก็ไป ถ้าท่านไม่ให้ไป จะเป็นใครนิมนต์ก็ตามทีท่านก็ไม่ไป
สวัสดี
               พุฒิพงศ์

มนุษย์ลุ่มฟ้า โลกหล้าใจ๋เหนียว เลิ้กข้อมือเดียว ไผหลอนหยั่งได้
สาครา คงคาเหนือใต้ จ๋าเตียมไปเชี่ยวเลิ้ก สิบซาววา ยังฮู้หยั่งเติ๊ก
 

                                                         -------------------------
 
 
04/02/2013 : 15:53:46
สวัสดีครับ
 
คุณเดวิดครับ ผมพิมพ์เองนะครับไม่ได้ใช้เลขา เพราะไม่มีเงินจ้าง และขอบคุณ ๆ พุฒิพงศ์ นึกว่าหายไปไหนที่แท้ยังอ่านอยู่ใช่ไหมครับ เรื่องที่คุณพุฒิพงศ์เล่าก็เป็นอีกหลักการหนึ่งที่ต้องคุยกัน เรื่องที่จะคุยต่อไป คงได้ความเห็นที่เป็นประโยชน์จากคุณพุฒิพงศ์อีกมาก
 
เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด เป็นข้อมูลที่นำมาเสนอให้ทุกท่านพิจารณา ส่วนผมได้พิจารณาและพินิจพิเคราะห์แล้วว่า พลังจิตคือสิ่งที่ทำให้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ หรือ เป็นสิ่งที่แสดงอภินิหาร อักขระเลขยันต์ก็คือเครื่องมือที่ใช้โน้วน้าวให้จิตตั้งมั่น และนำจิตมุ่งไปในทางที่ต้องการให้วัตถุมงคลนั้นศักดิ์สิทธิ์ตามต้องการ หรือการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
 
เช่นการรักษาแผลหมากัด คาถาไม่ได้บ่งบอกสักนิดนึงว่าเกี่ยวข้องกับการรักษาแผล แต่คนรักษานั้นตั้งจิตมั่นว่าจะรักษาแผลหมากัด ด้วยพลังจิตนั้นจึงทำให้หาย เหมือนกับการห้ามเลือดก็เช่นเดียวกัน จิตมั่นในเรื่องการหยุดเลือดจึงหาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีพลังจิตคาถาเล่านั้นก็ไม่มีความหมาย รวมทั้งคาถาที่เป็นภาษาบาลีและอักขระขอม
 
ไม่ใช่แค่เรื่องคาถาเหล่านี้เท่านั้นที่ไม่เกี่ยวข้อง คาถาอื่น ๆ ที่ใช้ทำเครื่องรางของขลังก็เช่นกัน อย่างเช่น บทอิติปิโส เป็นบทสรรเสริญพุทธคุณ ไม่ได้บอกกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์ในความศักดิ์สิทธ์ใด ๆ แต่นำไปใช้ในการทำของศักดิ์สิทธิ์ และแสดงฤทธิ์มากมาย
 
เพราะฉะนั้นผู้ใช้จะต้องมีพลังจิต หรืออย่างน้อยจิตจะต้องนิ่งจึงจะเกิดผลได้ตามที่ต้องการ จะน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับระดับของจิตนั้น ๆ
 
เอาละครับ เมื่อตีวงให้แคบเข้ามาแล้ว จุดที่จะนำมาพิจารณาต่อไปก็คือเรื่องของอำนาจญาณสมาธิ และอำนาจญาณบารมี ที่จะทำให้เราใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้ว่าจะเลือกเก็บสะสมของแบบไหน ขององค์ไหน นี่คิดในแง่ของเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใชพาณิชย์
 
เมื่อมาพูดกันถึงเรื่องนี้ จะต้องพูดกันอีกยาวเยอะแยะมากเลยครับคุณเดวิด ถ้าจะย่อ ๆ หรือรวบรัดก็อาจจะตกหล่น ซึ่งเกรงว่าจะเบื่ออ่านกันเสียก่อน และทำให้ไม่มีโอกาสจะคุยกันเรื่องอื่น ๆ ก็เลยต้องเรียนว่าใครอยากจะคุยเรื่องอะไร ก็เข้ามาคุยได้ตามสบายเลยครับ ของผมพัก ๆ ไปบ้างก็ได้ครับ

สุวัฒน์

                                                                 --------------------
05/02/2013 : 22:26:21
 
สวัสดีครับ
 
มีบางท่านบอกผมว่า ถ้าพี่ว่างก็ต่อไปเลยครับเดี๋ยวลืมหมด
 
ผมก็เลยเข้ามาต่อนะครับคุณเดวิด ที่ผ่านมาได้ข้อสรุปว่าอำนาจญาณสมาธิ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์มากน้อยต่างกัน ซี่งตรงนี้เป็นจุดที่เราจะต้องมาศึกษาว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไร
 
ก่อนอื่นผมขอแยกเรื่องการฝึกสมาธิเพื่อขึ้นสู่ระดับสูง และไปจนถึงความหลุดพ้นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
 
-ฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ฤทธิ์
 
-ฝ่ายที่เริ่มต้นมาทางอิทธิฤทธิ์
 
ขอเริ่มตรงกลุ่มที่ใช้ฤทธิ์ เอาเป็นว่าเริ่มต้นที่พระสงฆ์ก็แล้วกัน บางท่านก็เริ่มที่การเรียนวิชาคาถาอาคม ซึ่งก็จะเริ่มฝึกจิตให้มีสมาธิเพื่อทำให้เกิดพลัง และขณะเดียวกันก็ฝึกกสิณไปด้วย การฝึกกสิณเป็น 1 ใน 40 วิธีของการเริ่มต้นฝึกสมาธิเพื่อความหลุดพ้นตามที่พระพุทธองค์กำหนดไว้ บางท่านเข้ามาก็ฝึกกสิณกันเลย
 
ขอกลับมาที่ผู้เริ่มเรียนวิชาอาคมกันก่อน ผู้ที่เริ่มฝึกตรงนี้เพียงแค่ได้อุปจารสมาธิก็สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ในเรื่องคงกระพันได้แล้ว และสามารถปลุกเสกวัตถุมงคลได้ แต่ก็มีความขลังแค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
 
สำหรับผู้ฝึกกสิณได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอิทธิฤทธิ์มาก เพราะเพียงแค่อุปจารสมาธิก็สามารถฝึกสำเร็จ และการฝึกสำเร็จนั้นเป็นการได้เครื่องมือมาใช้ จะใช้ได้อย่างมีอิทธิฤทธิ์ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับญาณสมาธิ ยกตัวอย่าง เช่น ยืนอยู่บนที่สูง องค์ที่มีญาณสมาธิระดับสูงก็กระโดดลงมาได้เลยโดยเปลี่ยนด้านล่างเป็นน้ำ แต่บางองค์ต้องบริกรรมเป็นชั่วโมง เป็นวันถึงจะทำให้กลายเป็นน้ำ บางองค์ก็อาจจะยังอยู่ในขั้นที่ไม่สามารถทำได้
 
ทีนี้การจะทำให้เกิดฤทธิ์มากได้ต้องระดับไหน ก็ต้องระดับฌาณ 4 ขึ้นไป ตรงนี้ก็เริ่มเป็นเรื่องยากที่เราจะพิจารณา ถึงแม้ว่าระดับนี้พลังก็ยังอยู่ไม่ทน แต่ก็เป็นจุดที่กระชับเข้ามาอีก
 
ผมอยากจะเล่าเรื่องหลวงพ่อเงินบางคลาน เรื่องมีอยู่ว่า มีพ่อค้าชาวจีนอายุมากคนหนึ่ง เอาขันใส่น้ำเข้าไปหาหลวงพ่อเงิน ซึ่งขณะนั้นท่านมีแขกอยู่จำนวนมาก พอหลวงพ่อเงินหันมาเห็นก็ถามว่า เถ้าแก่มาทำไม
 
เถ้าแก่ก็ตอบว่า เอาน้ำมาให้หลวงพ่อทำน้ำมนต์
 
หลวงพ่อเงินท่านก็พยักหน้าและบอกว่า เออ ..เสร็จแล้ว
 
เถ้าแก่นั่นก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หาว่าหลวงพ่อไม่เมตตา ไม่ยอมปลุกเสกให้ เดินออกมาข้างนอกวัดจะกลับบ้าน พอพ้นวัดก็เทน้ำในขันทิ้ง ปรากฏว่าน้ำไมยอมออกจากขัน นี่ก็คืออิทธิ์ฤทธิ์อันเกิดจากกสิณ
 
ขอเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง ในสมัยที่มีการทำพิธีพุทธาภิเษกพระ 25 พุทธศัตวรรษ ได้มีการนิมนต์พระเกจิอาจารย์มาจำนวนมาก ได้มีคนนำเอาขวดเปล่าไปวางตรงหน้าหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ต่อหน้าคนทั่วไปและพระเกจิจำนวนมาก เพื่อขอให้หลวงพ่อทำน้ำมนต์ หลวงพ่อจงท่านก็บริกรรมแล้วเป่าพรวด น้ำมนต์ก็ปรากฏขึ้นมาเต็มขวด อิทธิ์ฤทธิ์นั้นทำให้พ่อท่านคล้าย แห่งวัดสวนขัน ก้มลงกราบหลวงพ่อจง พร้อมกับพูดขึ้นว่า ยอมแล้ว ๆ
 
ค่อยมาต่อครับ

สุวัฒน์

                                                                  ----------------------

 
 

เจ้าหน้าที่ดูแลเว็บ
 
07/02/2013 : 11:15:38
สวัสดีครับ
 
ดักคอเลยนะครับคุณนิคว่ากำลังขาดตอน
 
กลับมาต่อนะครับ ผมอยากจะย้อนไปตรงจุดที่ว่า ผู้ที่มีสมาธิแค่เบื้องต้นก็สามารถแสดงฤทธิ์ได้ โดยเฉพาะเรื่องคงกระพัน เพราะแค่เรื่องนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้ง จะมีความเชื่อ ความศรัทธาในคนที่ทำได้ และคิดว่าคนนั้นหรือเกจิองค์นั้นสุดยอด ด้วยเหตุนี้ก็จะถูกชักจูงใด้ง่าย แม้แต่คนที่เล่นพระมานานหรือเซียนพระเก่าแก่ก็ยังหลงไปด้วย และแบบนี้ก็จะนำไปใช้ในโฆษณาประชาสัมพันธ์กันเอิกเริก
 
ดังนั้นเมื่อเห็นแบบนี้ก็ต้องตั้งสติและใช้เวลาในการศึกษา ดูวัตรปฏิบัติและอภินิหารในด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำด้วยตัวเองหรือรับฟังจากคนที่เชื่อถือได้ ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กน้อย เมื่อกลางปี 2554 มีน้องคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ผมฟังว่าเขาพบอดีตสามเณรคนหนึ่ง มีความรู้และศึกษาเรื่องวิชาอาคมจนมีชื่อเสียงในภาคเหนือ หลังจากสึกแล้วก็ยังศึกษาวิชาอาคมอยู่ เขาเขียนยันต์ใส่แผ่นโลหะม้วนเป็นตะกรุดให้น้องคนนี้ถือ แล้วใช้มีดโกนกรีด ปรากฏว่าไม่เข้า น้องคนนี้ตื่นเต้นมาก และกล่าวยกย่องอดีตสามเณรคนนี้ ทั้ง ๆ ที่ เมื่อกลับบ้านไปแล้ว เอาตะกรุดดอกนั้นไปทดลองปรากฏว่าเลือดโชก แสดงว่าความศรัทธาก็ยังมีอยู่ อยู่ต่อมาเมื่อปีที่แล้ว พรรคพวกผมโทรมาบอกว่าอดีตสามเณรคนดังกล่าว ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในขณะที่พกเครื่องรางของขลังและแขวนพระเต็มคอ ไว้มีเวลาค่อยคุยกันอีกที
 
ผมขอเพิ่มเรื่องอภินิหารจากเรื่องของหลวงพ่อเงิน บางคลาน และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก เพื่อให้มีข้อมูลมากขึ้นสำหรับนำมาวิเคราะห์
 
เรื่องแรกคือ เรื่องของหลวงพ่อวัน วัดปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ที่เล่าขานกันมาว่า ท่านนั่งเรือข้ามทะเลสาบสงขลา และปรากฏว่าเรือล่ม ท่านได้ช่วยเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็นคนหนึ่ง โดยจูงเด็กเดินบนน้ำจนไปถึงฝั่งต่อหน้าผู้โดยสารหลายคน
 
อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของหลวงปู่แก้ว เกสาโร ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดละหารไร่ ท่านเคารพนับถือหลวงปู่ทิมมาก เรียกหลวงปู่ทิมว่าพ่อ มีคนที่เห็นอิทธิฤทธิ์ของท่านเล่าให้ผมฟังว่า ท่านหยิบใบไม้ที่เป็นใบเล็ก ๆ เรียงกันแบบใบมะขาม แต่เขาจำไม่ได้ว่าเรียกใบอะไร มารูดใส่ในกำมือแล้วขว้างออกไป ปรากฏว่า ใบไม้นั้นกลายเป็นตัวต่อบินไปเป็นฝูง มีบางคนรีบก้มลงกราบท่านพร้อมกับพูดว่า เคยได้ยินแต่เรื่องเล่า ไม่นึกว่าจะได้เห็นของจริง
 
เดี๋ยวค่อยคุยต่อนะครับ

สุวัฒน์

                                                                 ------------------------------

 
 
 
12/02/2013 : 20:58:50
สวัสดีครับ
 
ขอเป็นอาทิตย์หน้าครับคุณต้อม
 
ขอต่อเรื่องที่ผมค้างอยู่ คือกลุ่มที่เริ่มต้นด้วยอิทธิฤทธิ์ ตามที่เรียนไปแล้วว่า การได้กสิณคือการได้เครื่องมือในการใช้เพื่อการปลุกเสก และแสดงฤทธิ์ แต่จะแสดงฤทธิ์ได้ชัดเจนก็ต้องได้ฌาณ 4 แต่การแสดงที่ว่องไวต้องมีฌาณที่สูงกว่า 4 และการแสดงที่พิศดารต้องเข้าสู่ขั้นของอภิญญา
 
ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นมีทั้งการใช้เพียงกสิณแต่มีฌาณสูง เช่นหลวงพ่อเงินบางคลาน และ หลวงพ่อวัน วัดปากพะยูน และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ซึ่งในความเป็นจริงทั้ง 3ท่านคงได้อภิญญาแล้วถึงแสดงเช่นนั้นได้ เพียงแต่ใช้เครื่องมือขั้นต้น คือกสิณ ทำให้คนเข้าใจว่าท่านแค่ได้กสิณ แต่ผมพิจารณาว่าต้องมีอภิญญาถึงแสดงได้ และอภิญญาข้อสำคัญก็คือ การได้อิทธิวิธี นั่นคือรู้จักเข้าใจวิธีการแสดงฤทธิ์ อย่างกรณีของ หลวงปู่แก้ว เริ่มต้นก็เห็นชัดว่าต้องอภิญญาแน่นอน
 
เดี๋ยวมาต่อครับ
สุวัฒน์

                                                            -------------------------

13/02/2013 : 15:10:15
สวัสดีครับ
 
ขอคุยต่อครับ ดังที่กล่าวมาผู้ที่ได้กสิณแล้วก็แบ่งได้เป็นกลุ่มที่ ฝึกปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้น แต่จริตบางท่านจะยังอยากรู้อยากเห็น ทำให้สนใจมาฝึกต่อทางด้านอิทธิฤทธิ์ คือต่อด้วยอภิญญา ซึ่งจะเริ่มต้นที่ฌาณ 4 เป็นต้นไป
 
การได้อภิญญาถึงจะสามารถแสดงฤทธิ์ที่พิเศษพิศดารมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละท่านจะแสดงได้ไม่เท่ากัน เช่นเยวกับการได้กสิณแต่ละท่านก็ชำนาญไปคนละอย่าง และแต่ละอย่างก็ยังไม่เท่ากัน ดังที่เรียนมาว่าขึ้นอยู่กับระดับของญาณสมาธิ และความกล้าแข็งของพลังจิต
 
เรื่องของการได้อภิญญานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และพระที่มีอภิญญาตั้งแต่ 5 - 6 นั้นมีน้อยมาก ที่พูดกันว่าองค์นั้นองค์นี้ได้อภิญญา ก็เป็นการพูดเพื่อยกย่อง หรือเพื่อการโฆษณา เพราะไม่มีปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็น
 
ส่วนพระที่มีปรากฏการณ์ให้คนเห็นและเล่าต่อกันมา จึงเป็นพระที่ยืนยงต่อมาอย่างยาวนาน ผมอยากจะยกตัวอย่างของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเล่าโดยพระธรรมปัญญาบดี อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
 
ท่านเจ้าคุณพระธรรมปัญญาบดี เริ่มบวชเป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ทองล่าง ที่จังหวัดนนทบุรี วัดนี้มีท่านหลวงพ่อเชย เป็นเจ้าอาวาส และเป็นอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ศุข ซึ่งบวชที่วัดนี้ภายหลังท่านจึงได้ไปอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่ศุขท่านจะเดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่อเชยเป็นประจำ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปัญญาบดีเล่าว่า ท่านอยู่ทันหลวงปู่ศุขมาที่วัดนี้อยู่ 2 ครั้ง
 
มีครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ศุขมา ท่านให้เด็กวัดไปเก็บหัวปลีมา 2 หัว หลวงปู่ศุขท่านหยิบหัวปลีขึ้นมาบริกรรม แล้ววางหัวปลีลงที่พื้นต่อหน้าเด็ก ๆ และลูกศิษย์มากมาย ปรากฏว่าหัวปลีกลายเป็นไก่ 2 ตัว จิกตีกันเป็นที่สนุกสนาน สักพักหนึ่งหลวงปู่ศุขก็จับไก่ขึ้นมาไว้ในมือ ไก่ก็กลายเป็นหัวปลี
 
อภินิหารลักษณะนี้ของหลวงปู่ศุข เกิดขึ้นหลายครั้งเช่นการเสกให้หัวปลีเป็นกระต่าย เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ เป็นที่รับรู้ของคนจำนวนมาก ชื่อเสียงของท่านขจรกระจายไปทั่ว เมื่อผมเริ่มจำความได้ก็รู้จักชื่อท่านแล้ว
 
อิทธิฤทธิ์ของท่านนั้นต้องไม่ใช่อภิญญาธรรมดา ต้องเป็นระดับสูง และพลังจิตก็ต้องสุดยอด
 
แล้วค่อยมาต่ออีกหนึ่งเรื่อง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์นะครับ

สุวัฒน์

                                                         ---------------------------

14/02/2013 : 06:58:07
ขอยกนิ้วโป้งทีเดียวสองนิ้ว ครับพี่ อิ อิ     

เดวิด

ปัญญาเท่านั้นที่จะเอาชนะความเขลาทั้งปวง

                                                          ---------------------------

 
14/02/2013 : 20:14:30

สวัสดีครับ
 
รู้สึกเขิน ๆ นะครับคุณเดวิด
 
มาต่อกันอีกเรื่อง สองเรื่อง ก่อนจะมาวิเคราะห์และคุยกันถึงหลักการกันต่อไป
 
เรื่องแรกก็คือเรื่องของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เรื่องนี้เปิดเผยโดยท่านเจ้าคุณพระสิทธิสารโสภณ เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ซึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกับคุณแม่บุญเรือน
 
ท่านเล่าว่า ในสมัยที่คุณแม่บุญเรือนยังมีชีวิตอยู่ หลังจากสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเสร็จ คุณแม่ก็เก็บกวาดดอกไม้แห้งและจะนำไปทิ้ง ท่านเจ้าคุณ(สมัยนั้นท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ) จึงถามว่าท่านจะเอาดอกไม้ไปไหน คุณแม่จึงบอกว่า จะเอาไปทิ้ง
 
ท่านเจ้าคุณจึงบอกว่า ขอได้ไหมจะเอาไปผสมทำพระ
 
คุณแม่ท่านก็บอกว่า ได้
 
ท่านเจ้าคุณจึงบอกต่อว่า งั้นท่านเสกให้ด้วย
 
คุณแม่บอกว่า เสกไม่เป็น
 
ท่านเจ้าคุณจึงบอกว่า ทำไมจะทำไม่ได้ ก็เวลาท่านอธิษฐานปลูกมะม่วงวันนี้แล้วขอให้ออกลูกกินได้พรุ่งนี้ ยังทำได้เลย (ท่านพูดต่อหน้าลูกศิษย์หลายคน)
 
คุณแม่จึงยอมรับว่าจะไปเสกให้
 
เป็นที่รู้กันว่าคุณแม่ท่านได้อภิญญา 6 เพราะเมื่อท่านมรณะแล้วกระดูกท่านเป็นพระธาตุ แสดงว่าท่านสำเร็จอาสวักขยญาณ แต่ท่านบอกกับคนใกล้ชิดเองว่า มีอยู่ข้อหนึ่งที่ท่านไม่ยอมรับเอาไว้ ท่านทำแค่ 5
 
อีกเรื่องหนึ่งคงไม่ต้องเล่ารายละเอียด เพราะเป็นเรื่องของหลวงพ่อภัทร ซึ่งผมได้เล่าไว้ในบทความของท่าน คือเรื่องที่ท่านสะกดให้คนร้าย 4 คน ไม่สามารถลุกไปไหนได้เป็นเวลา 6-7 ชั่วโมง
 
แล้วค่อยมาว่ากันต่อนะครับ

สุวัฒน์

                                                           -----------------------------------


17/02/2013 : 16:19:18
สวัสดีครับ
 
ขอคั่นรายการหน่อยนะครับ พอดีตอนที่แล้วจบลงด้วยการกล่าวถึงหลวงพ่อภัทร ประจวบกับเมื่อวาน พรรคพวกโทรมาเล่าเรื่องของหลวงพ่อภัทรให้ฟัง ก็เลยนำมาเปิดเผยต่อ
 
เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อกลางปีที่แล้วผมได้มอบเหรียญรุ่นรัตน หรือเหรียญสี่เหลี่ยมเนื้อเงินพิมพ์นั่งเก้าอี้ของหลวงพ่อภัทร ให้พรรคพวกคนหนึ่งที่นครฯ เพราะเห็นว่าเขาอยากได้ ต่อมาไม่นานเขาก็โทรมาเล่าว่า ภรรยาเขามาบ่นว่าขายของไม่ค่อยได้ วันหนึ่งได้พันกว่าบาทไม่พอค่าเช่า ถ้าเป็นเช่นนี้เจ้าของร้านคงต้องเลิก เขาก็คงไม่มีงาน
 
เขาจึงนำเหรียญอันนี้ให้ภรรยาแขวน พร้อมกับบอกว่าให้ขอกับหลวงพ่อ ปรากฏว่า วันแรกที่ใส่ไปขายได้หมื่นกว่าบาท และหลังจากนั้นก็จะได้วันละ 6-8 พันบาท ขายดีจนร้านข้าง ๆ ต้องพากันออกมายืนดู ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาเชื่อมั่นและศรัทธาในหลวงพ่อภัทรมาก (เขาศรัทธาองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพด้วย แต่ไม่มีวัตถุมงคล)
 
จนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณพ่อของเขาจะต้องไปลอกต้อในวันนี้ (17) พี่น้องจะต้องลงขันกัน น้องเขาบอกว่าพื่ออก 1 หมื่น ทำให้เขากลุ้มใจมาก เพราะไม่มีเงินติดตัวเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงขอเหรียญหลวงพ่อภัทรจากภรรยามากำไว้แล้วไปนั่งสงบใจพร้อมกับบอกหลวงพ่อภัทรว่า หลวงพ่อผมไม่รู้จะทำอย่างไร ช่วยผมที่เถอะครับ
 
จากนั้นก็ก้มลงมองที่เหรียญ เหรียญที่ผมให้ไปเป็นหมายเลข 38 และเขียนอายุของท่านว่า 86 เขาเห็นว่าเลข 8 ซ้ำกัน เลยได้เลข 386 จากนั้นก็โทรไปซื้อล็อตเตอรี่ที่ร้านเพื่อน 2 คู่ เพราะมีเงินแค่นั้น แต่เพื่อนบอกว่า กูมีอยู่ 3 คู่ มึงจะเอาหมดไหม เขาก็เลยตัดใจตอบตกลงว่าก็ได้ เพราะยังไม่ต้องจ่ายตังค์
 
เมื่อวานหลังจากหวยออกเขาก็รีบโทรมาเล่าให้ผมฟัง ผมเห็นว่าพ่อหลวงคงเห็นใจ บันดาลให้ได้ 3 คู่เลย เงินจะได้พอและเหลือให้กินขนมอีกหน่อย เรื่องนี้ทำให้เขายิ่งเชื่อมั่นในพ่อหลวงมากขึ้นอีก
 
เขาบอกว่า ผมไม่เคยถูกหวยถูกล็อตเตอรี่เลย อย่างที่เฮียเคยดูดวงผมแล้วบอกว่าคุณเลิกซื้อไปเลย เพราะดวงคุณไม่มีทางด้านนี้

สุวัฒน์ 

                                                       ----------------------------------


21/02/2013 : 21:56:06
สวัสดีครับ
 
คงต้องรออีกหน่อยละครับ เพราะเรื่องเก่ายังไม่จบเลย
 
ต้องขออภัยนะครับที่หายไปหลายวัน ไปไหว้ท่านพ่อที่นครมาครับ
 
ขอต่อเรื่องที่ค้างไว้นะครับ ตามที่ได้เล่าอภินิหารที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผู้สำเร็จกสิณ และต่อด้วยอภิญญามาแล้ว ซึ่งผมได้เรียนไปแล้วว่าการได้อภิญญาจะทำให้การแสดงฤทธิ์ได้มากและมีอภินิหารเหมือนเล่นกล ซึ่งในอดีตก็มีการกล่าวหาพระที่สามารถทำได้จริงว่าเล่นกลก็เกิดขึ้นอยู่หลายองค์
 
ดังที่เรียนว่าผู้ที่ได้กสิณเมื่อถึงฌาณ 4 ก็จะฝึกอภิญญา แต่บางองค์ก็ไม่ จะมุ่งไปสู่ความหลุดพ้นเลย ส่วนผู้ที่ต่ออภิญญาเมื่อได้แล้ว บางองค์จริตของท่านยังมีความอยากรู้อยากเห็นและอยากจะสำผัสให้ได้ขั้นสุดยอด ก็จะทำให้ได้วิชาแปดประการ ซึ่งถือเป็นสุดยอดของกลุ่มอิทธิฤทธิ์
 
จากเรื่องอภินิหารที่เล่ามาจะมีความแตกต่างกันออกไป ก่อนที่จะมาวิเคราะห์ ผมอยากจะกล่าวถึงอีก 2 เรื่องคือ
 
- ความชำนาญที่แตกต่างกันในแต่ละองค์
 
- ความกล้าแข็งและความมั่นคงของจิต
 
ในเรื่องความชำนาญนั้นก็ขอยกตัวอย่างตั้งแต่ กสิณ บางองค์ก็ชำนาญในกสิณไฟ บางองค์ก็กสิณน้ำ บางองค์ก็กสิณดิน และอื่น ๆ เมื่อมาถึงอภิญญา แต่ละองค์ก็อาจจะชำนาญในเรื่องที่แตกต่างกันออกไป (ส่วนวิชาแปดประการค่อยคุยต่อทีหลัง)
 
นอกจากนี้ในความชำนาญแต่ละเรื่องที่กล่าวมาในทุกขั้น ก็ยังทำได้ไม่เท่ากัน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับผู้ที่จบการศึกษาในระดับเดียวกัน เช่นปริญญาตรี ก็อาจจะได้เกรด 2 เกรด 3 จนถึงเกียรตินิยม ถ้าไปถามความรู้ในเรื่องที่จบมา พวกเกียรตินิยมก็จะตอบได้ดีกว่าและเร็วกว่า พวกคะแนนไม่ดีก็จะต้องใช้เวลาคิดและตอบได้ไม่ดีเท่า
 
เดี๋ยวค่อยต่อนะครับ

สุวัฒน์

                                                     ---------------------------------------


 
23/02/2013 : 15:29:09
สวัสดีครับ
 
ส่วนใหญ่เข้ามารอฟังเรื่องเหล็กไหล สงสัยเรื่องที่ค้างอยู่คงไม่อยากฟังกันแล้ว ถ้าจะข้ามไปก็คงจะค้างคา ต้องขออนุญาตเล่าต่อก็แล้วกันนะครับ ทนฟังอีกหน่อย
 
ต่อเรื่องความกล้าแข็งและความมั่นคงของจิต เรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเข้มขลังในวัตถุมงคลไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าจะมีฌาณระดับเดียวกัน และมีวิชาในด้านอิทธิฤทธิ์แบบเดียวกัน เช่น ได้อภิญญาเหมือนกัน
 
เพราะฉะนั้นความกล้าแข็งและจิตที่ตั้งมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป้าหมายในเรื่องนี้ก็คือการก้าวหน้าในเรื่องของการปฏิบัติกรรมฐาน ส่วนเรื่องการนำไปใช้ในการปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นผลพลอยได้
 
ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องมีการฝึกฝน โดยเฉพาะพระในยุคก่อน ๆ จะมีพลังจิตที่กล้าแข็งมากกว่าในสมัยปัจจุบัน เพราะในสมัยก่อนจะมีการออกธุดงค์กันอย่างจริงจัง การธุดงค์คือการฝึกความเข้มแข็งของจิตใจ
 
สมัยก่อนพระที่ศึกษากรรมฐานและวิชาอาคมจะออกธุดงค์กันครั้งละนาน ๆ บางองค์ออกหลายครั้ง บางองค์ครั้งเดียวแต่ไปเป็น 10 ปี พระที่ผ่านธุดงค์เป็นเวลานานและรอดมาได้ โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่ธุรกันดาร จะเป็นผู้ที่มีจิตมั่นคงเข้มแข็ง จะมีความแน่วแน่ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
 
ลองนึกสิครับ เข้าไปนอนในป่า ต้องผจญกับสัตว์ร้ายบ้าง ภูติผีปีศาจบ้าง พวกเล่นวิชาอาคมมาลองวิชาบ้าง ถ้าใจไม่ถึงไม่แข็งจริง ๆ ก็ต้องเผ่นกันป่าราบ ผมว่าแค่ไปปักกรดข้างบ้านคนมีแสงไฟ ให้นอนตรงนั้นก็ไม่กล้าแล้ว
 
ส่วนในสมัยใหม่นี้ หาไม่ค่อยได้แล้วกับการธุดงค์ จะมีบ้างก็ไปกันเป็นกลุ่มเป็นคณะและไม่ได้เข้าป่า บ้านเมืองมีแต่ความเจริญ ไปปักกรดอยู่ใกล้ชุมชน เผลอ ๆ ก็มีสิ่งยั่วยวนทำให้เสียสมาธิเข้าไปอีก ไม่ได้ทำให้จิตแข็งกลับกลายเป็นทำให้ใจอ่อน
 
ดังนั้นวัตถุมงคลของเกจิสมัยก่อนหลายองค์ จึงเข้มขลังขมังเวทย์ แนวโน้มที่นักเล่นหันกลับไปหาพระเกจิเก่า ๆ จึงมีสูงขึ้น แต่ก็ต้องพินิจพิจารณาด้วย
 
เดี๋ยวค่อยต่อครับ
สุวัฒน์

                                                          --------------------------------
03/03/2013 : 21:39:56
สวัสดีครับ
 
ขอต่อในเรื่องที่ค้างไว้นะครับ จากที่ได้คุยมาทั้งหมดเป็นขั้นตอนและระดับของผู้ปลุกเสกวัตถุมงคล ทั้งในเรื่องของความรู้ทางด้านอิทธิฤทธิ์ และระดับความเข้มแข็งของญาณสมาธิ และระดับของฌาณ โดยกล่าวถึงระดับของฌาณ 8 และอิทธิฤทธิ์ถึงอภิญญา
 
ทั้งหมดนี้ปลุกเสกวัตถุมงคลแล้ว วัตถุมงคลนั้นก็เสื่อมอยู่ดี แต่ระยะเวลาในการเสื่อมนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับพลังที่มีอยู่ในวัตถุมงคลนั้น ๆ และระดับของฌาณและอิทธิฤทธิ์ ความหมายของตอนนี้ผมขอเน้นว่า องค์ผู้ปลุกเสกมรณะภาพโดยที่ยังไม่ขึ้นถึงอริยสงฆ์ ซึ่งก็คือยังอยู่ในโลกียฌาณ
 
ตามที่คุณนิคถามถึงว่าอย่างไรคือการปลุกเสกแบบโลกียะ และอย่างไรคือปลุกเสกแบบโลกุตตระ ต้องขอเรียนว่า อันนี้ไม่ใช่วิธีปลุกเสก แต่เป็นเรื่องของระดับและรูปแบบของญาณสมาธิ
 
เดี๋ยวค่อยมาต่อนะครับ
 
อยากฟังประสบการณ์ของคุณหมอเบิร์ด มารอฟังกันก่อนดีกว่านะครับ
 
และขอให้ทารกผู้นั้นโชคดีครับ
 สุวัฒน์

                                                            ----------------------------

07/03/2013 : 16:59:02
 
ผมกำลังจะเข้ามาต่อพอดี บังเอิญจริง ๆ
 
ตอนที่แล้วได้เรียนไปว่าถ้ายังไม่ถึงขั้นอริยสงฆ์ ปลุกเสกแล้วของก็เสื่อมอยู่ดี จะช้าเร็วขึ้นอยู่กับพลังที่บรรจุในวัตถุมงคลนั้น ๆ
 
จึงมีคำถามว่า แล้วทำไมถึงขั้นอริยสงฆ์แล้วไม่เสื่อม
 
คำตอบก็คือ ท่านเปลี่ยนญาณสมาธิมาทางด้านวิปัสสนาแล้ว จึงได้สำเร็จขั้นต้นคือโสดาบัน ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นของญาณโลกุตระ ซึ่งเรื่องนี้ผมมาเข้าใจในภายหลัง จากที่ท่านหลวงพ่อนิตย วัดกำแพงแลงเคยบอกไว้
 
แต่กรณีนี้ต้องขึ้นถึงขั้นอริยสงฆ์ เพราะบางองค์ท่านก็ฝึกปฏิบัติทางด้านวิปัสนาแต่ยังขึ้นไม่ถึงระดับ
 
ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาอีกว่าพระที่ขึ้นถึงระดับอริยสงฆ์ท่านผ่านมาทางไหน เพราะบางองค์เมื่อได้ฌาณแล้วก็ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งความหลุดพ้น แต่บางองค์มีจริตที่อยากรู้อยากเห็น ก็จะฝึกผ่านทางด้านอิทธิฤทธิ์ เพราะบางองค์เมื่อมาทางนี้ พลังจิตและญาณสมาธิแน่น จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า
 
ดังนั้นก็ต้องมาพิจารณาความแตกต่างของพระที่มาทางอิทธิฤทธิ์ และไม่ได้มาทางนี้ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร
 
แล้วค่อยมาต่อนะครับ
สุวัฒน์

                                                   ---------------------------------
17/03/2013 : 17:34:11
สวัสดีครับ
 
ขออภัยครับ หายไปนานที่เดียวเพราะติดโน่นติดนี่ ขอกลับมาต่อเรื่องเก่ากันก่อนนะครับ คราวที่แล้วมาถึงตรงญาณโลกุตระที่ปลุกเสกวัตถุมงคลแล้วไม่เสื่อม ซึ่งเริ่มต้นที่โสดาบัน และลงท้ายไว้ว่า ก็ต้องพิจารณากันว่าอริยสงฆ์องค์นั้นผ่านมาทางฤทธิ์หรือไม่
 
การผ่านมาทางฤทธิ์นั้นหมายถึงว่า บางองค์ผ่านมาแค่กสิณ บางองค์ได้กสิณและอภิญญา บางองค์ได้ทั้งกสิณ อภิญญา และวิชชาแปดประการ
 
ส่วนพระอริยสงฆ์ที่ไม่ได้ผ่านมาทางฤทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่า วัตถุมงคลนั้นจะไม่ค่อยเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระในส่วนนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ประเภท นั่นคือประเภทที่เข้ามาศึกษาและฝึกกรรมฐานมุ่งสู่ความหลุดพ้นอย่างเดียว กับอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีมากและเป็นส่วนใหญ่ของพระในประเทศไทย นั่นคือพระที่เริ่มต้นทำสมาธิฝึกกรรมฐานด้วยการศึกษาไสยศาสตร์ เวทย์วิทยาอาคม ทำให้มีหลักการนี้ติดตัวไปจนถึงขั้นอริยะสงฆ์ ย่อมทำให้วัตถุมงคลเข้มขลังได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็จะสู้ส่วนที่ผ่านมาทางฤทธิ์ไม่ได้
 
สำหรับกลุ่มที่มุ่งสู่ความหลุดพ้นอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าปลุกเสกไม่ได้ เมื่อถึงขั้นอริยะสงฆ์แล้วท่านสามารถใช้วิธีอธิฐานจิตได้ แต่ผลที่ได้ส่วนใหญ่จะแตกต่างจากกลุ่มที่มาทางฤทธิ์ แต่ก็ต้องพิจารณาอีกว่าทางฤทธิ์นั้นขั้นไหน
 
เดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อนะครับ
 สุวัฒน์

                                                           ------------------------------

26/06/2013 : 14:36:07
หลวงพ่อฤาษีไปธุดงค์เจอคนลองของ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=994
 
ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นจังหวัดขอนแก่นหรือจังหวัดสุรินทร์ อาจจะเป็นจังหวัดสุรินทร์ขอโทษด้วยนะ เพราะว่ามีต้นลานมาก ขณะที่ไปถึงดงลาน ก็ถามท่านอินทกะว่า ที่นี่จะปักกลดได้ไหม ท่านบอกว่า ที่ไหนก็ปักได้ ในเมื่อพวกกระผมคอยคุ้มครองท่านอันตรายย่อมไม่มี ก็ถามว่า ในเขตนี้จวนจะหมดเขตประเทศไทยหรือยัง ท่านก็บอกว่า ยัง..ถ้าหมดเขตประเทศไทยต้องเดินไปอีกนานหน่อยก่อนที่จะปักกลด ก็ชุมนุมเทวดาบวงสรวงตามที่เคยปฏิบัติ แล้วก็อาบน้ำอาบท่ากันตามสบาย
 
เมื่อปักกลดไปแล้ว กลางคืนนั่งกรรมฐาน ปรากฏว่าเวลาประมาณตี ๒ มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ยอดกลด ก็รู้สึกแปลกใจว่า ตามธรรมดานกอะไรจะมาตอนเวลาตี ๒ จะว่าเป็นนกแร้งก็ไม่ใช่จะว่าเป็นนกกระเรียนก็ไม่ใช่ จะเป็นเหยี่ยวก็ไม่ใช่แน่ เพราะโตกว่าเหยี่ยวมาก ก็มีความเข้าใจว่า ที่นี่มีไสยศาสตร์มาก จึงถามท่านอินทกะว่า นกนั่นคืออะไร
 
ท่านก็บอกว่า หนังควาย เขาทำมาเพื่อให้เข้าตัวพวกท่าน แต่ผมกันไว้ ถ้าท่านอยากรู้ ก็เอาไม้แหลม มันมีไม้แหลมเล็ก ๆ อยู่ ๒-๓ อัน สำหรับไว้แคะเล็บบ้าง อะไรบ้าง เพราะมีมีดไปไม่ได้ก็แทงทะลุกลดขึ้นไปถูกนก นกก็กลายเป็นหนังควายผืนใหญ่ หล่นลงมา เป็นอันว่าอีก ๒ กลดก็เหมือนกัน เขาก็ถูกนกจับเหมือนกัน พร้อม ๆ กัน เขาก็ทำแบบเดียวกัน เขาก็ถามท่านอินทกะเหมือนกัน
 
พอตอนเช้าท่านอินทกะก็บอกว่าไม่ต้องบิณฑบาตกับต้นไม้ เพราะว่าที่นี่ประเดี๋ยวคนจะมาทำบุญ นั่งรอคนไม่ไปบิณฑบาต คนเขาก็นำอาหารมา พวกเราทั้ง ๓ คน ก็เอาหนังควายที่ได้เมื่อคืนนี้ มารองนั่งเป็นพรมรองนั่ง ขณะที่นั่ง ๆ อยู่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ไอ้หนังที่รองนั่งมันค่อย ๆ เล็กมาทีละน้อย ๆ จนกระทั่งถึงเข่า ท่านอินทกะก็เตือนบอกว่า นี่มันเริ่มทำแล้วนะ จะให้หนังเข้าตัว เอาน้ำสำหรับจะฉันมาพรมซิ ก็พรมน้ำลงไป ปรากฏว่าหนังยืดไปตามเดิม
 
แต่ว่าคนที่มาก่อนคณะอื่นทั้งหมด ก็มีคนแต่งตัวดี ๒ คน นุ่งขาว ห่มขาว ท่าทางเรียบร้อย มีข้าวสุกสีขาวมาก และมีต้มยำพุงกับไข่ปลา ไม่เป็นอาหารของภาคอีสาน เป็นอาหารของภาคกลาง แต่คนอื่นทั้งหมดแต่งตัวรุงรังมากกว่า แต่ใช้อาหารของภาคอีสาน มีข้าวเหนียว แล้วก็มีปลาร้า ปลาจ่อม และมีส้มตำ เป็นต้น
 
ทั้ง ๓ องค์ ก็มองดูหน้ากัน สงสัยว่าคน ๒ คนแต่งตัวเรียบร้อยมาก ลีลาดีกว่าคนอื่นทั้งหมดก็ถามท่านอินทกะ อินทกะท่านบอกว่า ไอ้เจ้า ๒ คนนี่แหละ ที่มันทำให้นกมาจับบนหลังคากลด พุงปลากับไข่ปลาก็ฉันไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นหนาม หนามผูกไขว้กันไว้ ถ้าฉันเข้าไปลำไส้จะทะลุ เอาวางไว้เฉย ๆ ก่อน แล้วก็ฉันอาหารของคนอื่น
 
เมื่อฉันอาหารของคนอื่นเสร็จ ท่านอินทกะก็บอกว่า ให้ตั้งนะโม ฯ ๓ จบ ว่า อิติปิโสฯ ๑ จบ นึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเมื่อฉันอิ่มเสร็จ ท่านอินทกะก็บอกว่า เอาน้ำที่ฉันนี่ไปพรหมข้าว พอพรมข้าว รู้สึกว่าข้าวเป็นทรายทั้งหมด พอพรมต้มยำ ต้มยำก็เป็นน้ำธรรมดา มีหนามผูกไขว้ คนทั้งหลายพอเห็นเข้าอย่างนั้น ก็เข้าใจว่า คน ๒ คน ที่ทำมาเพื่อจะฆ่าพระธุดงค์
ปล.ท่านครับ วันนั้นตามองฟ้าเห็นเหมือนนาคปรก แต่ใจรู้สึกว่าท่านประทานพรครับ

พุฒิพงศ์
                                            
                                                          -----------------------------

27/06/2013 : 06:26:48
ถ้ามีอีกก็ลงให้อ่านด้วยนะครับ... . ชอบอ่านครับ พี่ลงอะไรมาบีอ่านหมดละครับ ถ้าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ความรู้ใหม่ๆ ... . ชอบครับ สนุกดีครับ
 
.
 
บี สบายดีครับ... . (ตอบให้ไว้ก่อนเลย).
 
.
 
ขอโชว์นิ๊สสสส.... .
 
หาท่านมาพักนึงแล้ว ตอนแรกอยากได้ของ หลวงพ่อเต๋ รุ่น1 หรือ รุ่น2 ก็ได้ แต่ต้องลงสีด้วย สะไบสีเขียวได้ยิ่งดี (เรื่องมากอีก)... 555
 
สุดท้ายก็หาไม่ได้ครับ (ยอมรับเลยครับว่าหาของไม่เก่ง) คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/icon_smile_sad.gifคำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/icon_smile_sad.gif... . เศร้าเลย... ..
 
.... . . แต่พอมาเจอองค์นี้กลับชอบแฮะ.. .
คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20130627-6310.jpg.
 
ท่านดูใจดีดีจังเลย... . . ก็เลยถือโอกาสเชิญท่านมาซะเลย คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/icon_smile.gifคำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/icon_smile.gif
 
แม่นางกวัก หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จ.นครนายก
 
เซงลี้ฮ่อ เซงลี้ฮ่อ ทุกๆท่านเลยนะคร๊าบบบบบ... .

บี

                                                          -------------------------------

 

Edited by - bee on 27/06/2013 06:30:28
 
 
 
09/11/2013 : 20:28:27
 
สวัสดีครับ
 
ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าคุณรังสิตไปจีน
 
พอดีขึ้นไปจัดของเลยถีอโอกาสอัญเชิญรูป (ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก มาลงให้เพื่อน ๆ ดู ผมเก็บมาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว เป็นภาพวาดของศิลปินจีน ถ้าจำไม่ผิดเป็นจีนชาวอินโดนีเซีย เป็นรูปที่แจกในวันคล้ายวันเกิดปี 2529
คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20131109-8575.jpg
 
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ ทรงเป็นพระสุปฏิปันโณ มีวัตรปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม ทรงมีญาณสมาธิและสติปัญญาที่กว้างใหญ่ไพศาล
 
ผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปกราบท่านครั้งหนึ่งที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณปี 2535 ยังรู้สึกว่าตัวเองมีบุญและมีความซาบซี้งใจมาจนกระทั่งทุกวันนี้

สุวัฒน์

                                                           ---------------------------
01/10/2014 : 21:31:35
สวัสดีครับ
 
ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับคุณรังสิต
 
วันนี้ขอกล่าวถึงวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างขึ้น โดยมีรายละเอียดอยู่ในเรื่องของหลวงปู่สิงห์ ซึ่งผมจะนำรูปมาให้เพื่อน ๆ ชม และพูดคุยกันถึงพระรุ่นนี้ นั่นคือพระพุทธเมตตา ซึ่งมีนักเล่นพระหลายคนบอกว่า สร้างไปทำไม เพราะสร้างเหรียญพระพุทธไม่ดัง
คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20141001-8521.jpgคำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20141001-1854.jpg
 
เหรียญพระพุทธเมตตาเนื้อเงิน
 
แต่ก่อนนี้ผมไม่ได้ทราบประวัติขององค์ท่าน เมื่อทางวัดจัดสร้างขึ้นผมจะช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้ต้องค้นประวัติของท่าน เมื่อทราบและเห็นเหรียญแล้วทำให้ผมเกิดศรัทธาด้วยความมีบุญบารมีของท่าน และข้างหลังเหรียญมีคำว่า อภัย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า การให้อภัยคือเมตตาสูงสุด
 
ผมจึงมาคิดว่าเราเองก็ถูกทำร้าย ถูกกล่าวหาด่าว่าต่าง ๆ นานา ในสมัยก่อนนั้นก็รู้สึกว่าโกรธและเกลียด เคียดแค้นชิงชังอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่มาสัมผัสรับรู้เรื่องพระพุทธเมตตา ผมก็ให้อภัยคนที่มาคิดร้ายและคิดทำลายผมทั้งหมด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกสบายใจ
 
ทุกอย่างที่ทุกคนทำต้องเป็นไปตามกรรม สมัยที่ผมอยู่กับคุณยายตอนที่ผมเรียนอยู่ ป.1 - ป.4 คุณยายจะพูดอยู่เสมอว่า วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น เป็นคำเปรียบเทียบของคนโบราณที่ตรงประเด็นนั่นคือ กรรมใครกรรมมันนั่นเอง
 
และผมได้มาคิดถึงคำของพระครูปิยะธรรมากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์(วัดหลวงปู่สิงห์) ที่ท่านบอกว่า โกรธเขาก็เผาตัวเราเอง
 
เพราะฉะนั้นเราต้องแผ่เมตตา
 
ตอนที่ผมคิดและให้อภัยนั้น เกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว เหรียญนี้ยังไม่ได้อธิษฐานจิตโดยหลวงปู่เลย ขนาดยังไม่ได้อธิษฐานจิตยังมีอานุภาพขนาดนี้ ต่อมาจึงได้ขอให้หลวงปู่อธิษฐานจิตเมื่อวานนี้เอง (30 กันยายน )
 
ผมนมัสการบอกหลวงพี่ว่า เรียนให้หลวงปู่ส่งจิตไปอันเชิญบารมีขององค์พระพุทธเมตตาที่อินเดียมาสถิตย์ในเหรียญนี้ หลวงพี่ก็เรียนกับหลวงปู่ตามนั้น หลวงพี่เล่าว่าหลวงปู่ได้ตั้งจิตและท่องคาถานานมาก จนเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านบอกกับหลวงพี่ว่า ท่านมาแล้ว

สุวัฒน์

                                                          ------------------------------

 
02/12/2014 : 14:08:12

เมื่อพูดถึงเรื่องของเหรียญพระพุทธเมตตาแล้ว ก็เลยอยากจะคุยถึงเรื่องนี้ต่อหน่อยนะครับ
 
บทความที่ผมเขียนลงใน คม ชัด ลึก เกี่ยวกับองค์ท่านพระพุทธเมตตา เป็นบทความหนึ่งที่ผมมีความภาคภูมิใจมาก เพราะมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งที่เผยแพร่บารมีขององค์ท่าน
 
แต่ก่อนผมไม่เคยทราบประวัติขององค์ท่านมาก่อน แต่เมื่อมาทราบและได้รู้เห็นสัมผัสกับเหรียญขององค์ท่านที่ถูกสร้างขึ้นให้หลวงปู่สิงห์อธิษฐานจิต ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของผมก็รู้สึกว่าจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้ใจเป็นสุขมากขึ้น
 
ที่สำคัญคือเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคิดอะไรได้ลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้น การมองปัญหาและข้อสงสัยก็สามารถหาเหตุผลมาสนันสนุนได้หนักแน่นและมีตรรกมากขึ้น ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ก็คือพี่แล่มนั่นแหละครับ ท่านบอกผมว่าใครได้ไปกราบพระพุทธเมตตาที่พุทธคยา กลับมาแล้วชีวิตจะดีขึ้น ที่สำคัญคือตรงนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ใครได้ไปกราบแล้วสติปัญญาจะดีขึ้น สมองจะแจ่มใส
 
ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงอยากไปสถานที่นี้ พี่แล่มบอกว่าคนไปนั่งสมาธิกันมากมายเต็มไปหมด ทำให้ผมเชื่อว่าอาถรรพ์บารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงยืนยงอยู่ ณ.ที่แห่งนี้ และก็ต้องเต็มไปด้วยเทพเทวดาผู้มีสติปัญญาสูงส่งสถิตย์อยู่อย่างมากมาย
 
ขนาดผมยังไม่ได้ไปที่พุทธคยา เพียงแค่สัมผัสกลับวัตถุมงคลที่เป็นตัวแทนองค์ท่าน ยังส่งผลต่อผมได้ถึงขนาดนี้ นี่คือสุดยอดพระพุทธ สมแล้วที่องค์ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปทั่วโลก
 
เหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือ องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพที่ผมอัญเชิญท่านประดิษฐานอยู่เหนือเกล้าทุกลมหายใจ ท่านบันดาลให้ผมได้ตัดสินใจไปพบมงคลบารมีที่มาเป็นเครื่องช่วยในเรื่องสติปัญญาและความรู้สึกนึกคิดในจิตใจ (เพราะการตัดสินใจของผมนั้นมีเหตุเกิดมาจากท่านจริง ๆ)

สุวัฒน์

                                                            ------------------------------

07/12/2014 : 22:48:16
 
เริ่มมีพื่อนสมาชิกเข้ามาแล้วครับ ค่อยมีกำลังใจหน่อย
 
ผมขอมาต่อเรื่องที่คุยไว้นะครับ
 
การเล่นพระในยุคปัจจุบันมีความสับสนและเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก และนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักเล่นบางกลุ่มเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการเล่นออกไป
 
ผู้ใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการพระท่านหนึ่งที่เคยเดินสนามทุกวันเล่าให้ผมฟังว่า ท่านไม่ได้เข้าสนามมาเป็นเดือนแล้ว เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรมีแต่พระเก๊ การซื้อขายทั่วไปก็ซบเซา พระแท้ขายไม่ได้ ขายกันได้แต่พระเก๊ มีคนค้าขายพระคุยให้ท่านฟังว่า ตอนนี้พระแท้พวกเนื้อโลหะราคา 7-8 ร้อยบาทไม่มีคนซื้อ แต่พระเก๊ราคา 3 พันบาทมีคนซื้อ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเก๊ เช่นพระสมเด็จวัดระฆัง บางขุนพรหม แค่เห็นว่าเนื้อดูดีก็ซื้อ ผมสงสัยว่าคงเอาไว้ปลอบประโลมหัวใจว่าตัวเองก็มีพระสมเด็จเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีองค์ที่ใกล้เคียงของแท้ คนนั้นยังบอกต่อไปว่า ตอนนี้พวกเขาต้องเข้าท่าพระจันทร์ ไปซื้อเหรียญเก๊ที่ดูดีหน่อยก็ราคาประมาณ 5-6 สิบบาท เอามาขายในราคา 200-250 บาท ก็พอได้ค่ากับข้าวไปวัน ๆ นึง
 
ต่อมาพี่แล่ม (คม ชัด ลึก ) คุยให้ผมฟังว่า ท่านเอาพระกรุของเซียนใหญ่ยุคเก่าท่านหนึ่งไปขาย ปรากฎว่าเซียนรุ่นใหม่ตีเก๊ ขอพูดถึงเซียนใหญ่ท่านนี้ก่อนนะครับ ท่านเป็นเซียนพระยุคเก่าที่พอเอ่ยชื่อ คนในวงการพระสมัยเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วทุกคนต้องรู้จักและยอมรับในความสามารถ ท่านเล่นพระชุดเบญจภาคีและพระกรุ เป็นกรรมการตัดสินพระมาแล้วโชกโชน โอกาสที่จะพลาดเรื่องพระกรุในสมัยก่อนนั้นต้องเรียกว่าปิดประตู เซียนท่านนี้ยังเคยพูดสนันสนุนให้ผมทำหนังสือเกี่ยวกับพระกรุ ผมยังบอกท่านไปว่าคงไม่ไหวหรอกพี่ ทางด้านพี่แล่มเองก็สงสัยว่าเดี๋ยวนี้เขาเล่นกันยังไง
 
ผมจึงเสนอความเห็นไปว่า เซียนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในช่วงย้อนหลังไปประมาณ 15 ปีที่แล้วเป็นต้นมา โอกาสที่จะได้เห็นของจริงนั้นมีน้อย หลายคนที่ได้พระเก๊จากเซียนที่ตัวเองนับถือเป็นอาจารย์แล้วเอาพระองค์นั้นมาเป็นองค์ครู ทีนี้เมื่อเห็นพระแท้ไม่เหมือนที่ตัวเองศึกษามาก็ตีเป็นเก๊ พี่แล่มกับพี่ท่านแรกที่ผมกล่าวถึงข้างต้นบอกกับผมว่า ใช่เลยผมเห็นด้วยกับพี่สุวัฒน์ พี่แล่มยังเพิ่มเติมว่า ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เซียนพระสมัยก่อนมักจะปิดบังความรู้ไม่ถ่ายทอดให้กับคนต่อมาอย่างหมดเปลือก ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน และนี่แหละผลถึงได้สะท้อนกลับที่พระของเซียนยุคเก่ากลายเป็นพระเก๊ไป
 
นอกจากนี้ผมยังพูดคุยกับทั้ง 2 ท่านในเรื่องของพระอีกหลายอย่างล้วนแล้วแต่มีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องพระหลวงปู่ทวดด้วยแล้วต้องเรียกว่าป็นมหากาพย์เลยที่เดียว
 
แล้วค่อยมาคุยกันต่อครับ
สุวัฒน์

                                                 ---------------------------------
11/12/2014 : 20:14:10
สวัสดีครับ
 
มาคุยกันต่อครับ ผมได้คุยกับเจ้าของศูนย์พระเครื่องท่านหนึ่งเป็นรุ่นน้อง แต่เล่นพระหลายหน้าตั้งแต่เกจิทั่วไปทั้งเก่าใหม่จนถึงพระระดับเบญจภาคี เขาบอกกับผมว่าช่วงนี้พระหลวงปู่ทวดราคาลงถึง 40 เปอร์เซนต์ เพราะพระออกมาเยอะมาก
 
ผมบอกเขาไปว่านอกจากเยอะมากแล้วราคายังขึ้นเร็วเกินไป และยังมีกรณีที่มีปัญหาเก๊แท้ไม่ลงตัว ไปตรงนั้นบอกว่าแท้ ไปอีกที่บอกว่าเก๊ แรก ๆ ก็ตื่นตัวไปตามกระแสพากันกระโดดลงไปซื้อกันใหญ่ ตอนนี้คนที่ซื้อตอนราคาพีคคงได้แต่นั่งกรอกตาไปมา น้องคนนั้นบอกว่าใช่เลยพี่
 
ยังมีข้อมูลที่ผมอยากจะคุยให้ฟังก็คือ เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมได้ไปบ้านนักขายพระคนหนึ่งทั้งขายพระแท้และทำพระเก๊ขายด้วย ได้ไปเจออุตสาหกรรมทำพระเก๊ที่ผมเห็นชัด ๆ ก็คือพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน ไขขึ้นแบบธรรมชาติเลย และก็ได้รู้ว่าขายเป็นพระแท้เข้ารังไปหลายองค์ ผมบอกกับทุกคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่า เชื่อไหมว่าตอนนี้พระเก๊เล่นเป็นพระแท้ไปหลายองค์แล้ว และพระแท้ก็ถูกตีเก๊ไปหลายองค์แล้ว ทุกคนบอกว่าใช่เลย (แต่ก็ยังมีคนที่ดูได้อย่างชัวร์ ๆ นะครับ เพียงแต่ว่ากลุ่มอื่นบางกลุ่มไม่ยอมรับ)
 
ต่อมาก็คือเรื่องเหรียญ พี่แล่มบอกผมว่ามีเซียนคนหนึ่งบอกว่าเหรียญรุ่น 3 มีทั้งหมด 60-70 พิมพ์ แต่เจ้าของศูนย์รุ่นนน้องบอกว่าไม่ถึงหรอกพี่มีแค่ 30-40 พิมพ์
 
ผมเลยบอกไปว่า พวกคุณคิดว่าวัดช้างให้กับกรุงเทพฯอยู่ใกล้กันแค่เดินข้ามถนนหรือเปล่า ท่านอาจารย์ทิมถึงได้เดินมาสั่งโรงงานให้แกะบล็อคเดือนละ 5 พิมพ์ ปีหนึ่งก็ 60 พิมพ์ เหรียญรุ่น 3 ทำแค่ปีเดียวคือ 2504 น้องคนนั้นบอกผมว่า เออ นี่มันก็เป็นเหตุผลธรรมดาสามัญเลยนะ
 
สมัยเมื่อปี 30-32 ผมเล่นกันอยู่แค่ 10 กว่าพิมพ์ ก็ถือว่ามากแล้วและซื้อกันในราคา 5 องค์ 1 พันบาท คนเลยไม่สนใจที่จะแยกพิมพ์และไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ก็เลยไม่รู้ลึกซึ้งกับของจริง พอความนิยมพรุ่งขึ้นอย่างมากพิมพ์ก็เลยงอกขึ้นอย่างสะใจ
 
ผมได้วิเคราะห์และถามทุกคนว่า คุณว่าไหมว่าในเหรียญรุ่น 3 นี้ต้องมีเหรียญที่ทำในภายหลังโดยทำอย่างดีไม่ถอดพิมพ์เดิม แต่แกะใหม่ให้ใกล้เคียง แทรกเข้ามาเล่นและถูกจัดเป็นของแท้ไปแล้ว เพราะไม่มีใครรู้ว่ามีพิมพ์อะไรบ้างในสมัยที่ท่านอาจารย์ทิมสร้าง
 
พี่แล่มบอกว่า เป็นไปได้เลยคุณสุวัฒน์
 
น้องเจ้าของศูนย์บอกว่า ผมเชื่อที่พี่บอกล้านเปอร์เซนต์ เขาพูดย้ำหลายครั้ง ผมคิดว่าคงเป็นเพราะเขาเองก็เล่นพระมานาน
 
เซียนภาคใต้อีกหลายคนก็บอกว่า ที่พี่พูดคงจะจริง เป็นไปได้เลยพี่
 
เพราะฉะนั้นก็มีเซียนบางคนที่เล่นเฉพาะพิมพ์หลัก ๆ ส่วนพิมพ์อื่น ๆ ถ้าขายได้ก็เอาเหมือนกัน
 
แล้วค่อยมาต่อครับ
สุวัฒน์

                                                          ---------------------------------


01/10/2014 : 21:31:35

สวัสดีครับ
 
ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับคุณรังสิต
 
วันนี้ขอกล่าวถึงวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างขึ้น โดยมีรายละเอียดอยู่ในเรื่องของหลวงปู่สิงห์ ซึ่งผมจะนำรูปมาให้เพื่อน ๆ ชม และพูดคุยกันถึงพระรุ่นนี้ นั่นคือพระพุทธเมตตา ซึ่งมีนักเล่นพระหลายคนบอกว่า สร้างไปทำไม เพราะสร้างเหรียญพระพุทธไม่ดัง
คำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20141001-8521.jpgคำอธิบาย: http://www.rachandam.com/chat/album/upload/20141001-1854.jpg
 
เหรียญพระพุทธเมตตาเนื้อเงิน
 
แต่ก่อนนี้ผมไม่ได้ทราบประวัติขององค์ท่าน เมื่อทางวัดจัดสร้างขึ้นผมจะช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้ต้องค้นประวัติของท่าน เมื่อทราบและเห็นเหรียญแล้วทำให้ผมเกิดศรัทธาด้วยความมีบุญบารมีของท่าน และข้างหลังเหรียญมีคำว่า อภัย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า การให้อภัยคือเมตตาสูงสุด
 
ผมจึงมาคิดว่าเราเองก็ถูกทำร้าย ถูกกล่าวหาด่าว่าต่าง ๆ นานา ในสมัยก่อนนั้นก็รู้สึกว่าโกรธและเกลียด เคียดแค้นชิงชังอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่มาสัมผัสรับรู้เรื่องพระพุทธเมตตา ผมก็ให้อภัยคนที่มาคิดร้ายและคิดทำลายผมทั้งหมด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกสบายใจ
 
ทุกอย่างที่ทุกคนทำต้องเป็นไปตามกรรม สมัยที่ผมอยู่กับคุณยายตอนที่ผมเรียนอยู่ ป.1 - ป.4 คุณยายจะพูดอยู่เสมอว่า วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น เป็นคำเปรียบเทียบของคนโบราณที่ตรงประเด็นนั่นคือ กรรมใครกรรมมันนั่นเอง
 
และผมได้มาคิดถึงคำของพระครูปิยะธรรมากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์(วัดหลวงปู่สิงห์) ที่ท่านบอกว่า โกรธเขาก็เผาตัวเราเอง
 
เพราะฉะนั้นเราต้องแผ่เมตตา
 
ตอนที่ผมคิดและให้อภัยนั้น เกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว เหรียญนี้ยังไม่ได้อธิษฐานจิตโดยหลวงปู่เลย ขนาดยังไม่ได้อธิษฐานจิตยังมีอานุภาพขนาดนี้ ต่อมาจึงได้ขอให้หลวงปู่อธิษฐานจิตเมื่อวานนี้เอง (30 กันยายน )
 
ผมนมัสการบอกหลวงพี่ว่า เรียนให้หลวงปู่ส่งจิตไปอันเชิญบารมีขององค์พระพุทธเมตตาที่อินเดียมาสถิตย์ในเหรียญนี้ หลวงพี่ก็เรียนกับหลวงปู่ตามนั้น หลวงพี่เล่าว่าหลวงปู่ได้ตั้งจิตและท่องคาถานานมาก จนเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านบอกกับหลวงพี่ว่า ท่านมาแล้ว
สุวัฒน์

                                                           ------------------------------

02/12/2014 : 14:08:12

เมื่อพูดถึงเรื่องของเหรียญพระพุทธเมตตาแล้ว ก็เลยอยากจะคุยถึงเรื่องนี้ต่อหน่อยนะครับ
 
บทความที่ผมเขียนลงใน คม ชัด ลึก เกี่ยวกับองค์ท่านพระพุทธเมตตา เป็นบทความหนึ่งที่ผมมีความภาคภูมิใจมาก เพราะมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งที่เผยแพร่บารมีขององค์ท่าน
 
แต่ก่อนผมไม่เคยทราบประวัติขององค์ท่านมาก่อน แต่เมื่อมาทราบและได้รู้เห็นสัมผัสกับเหรียญขององค์ท่านที่ถูกสร้างขึ้นให้หลวงปู่สิงห์อธิษฐานจิต ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของผมก็รู้สึกว่าจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้ใจเป็นสุขมากขึ้น
 
ที่สำคัญคือเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคิดอะไรได้ลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้น การมองปัญหาและข้อสงสัยก็สามารถหาเหตุผลมาสนันสนุนได้หนักแน่นและมีตรรกมากขึ้น ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ก็คือพี่แล่มนั่นแหละครับ ท่านบอกผมว่าใครได้ไปกราบพระพุทธเมตตาที่พุทธคยา กลับมาแล้วชีวิตจะดีขึ้น ที่สำคัญคือตรงนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ใครได้ไปกราบแล้วสติปัญญาจะดีขึ้น สมองจะแจ่มใส
 
ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงอยากไปสถานที่นี้ พี่แล่มบอกว่าคนไปนั่งสมาธิกันมากมายเต็มไปหมด ทำให้ผมเชื่อว่าอาถรรพ์บารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงยืนยงอยู่ ณ.ที่แห่งนี้ และก็ต้องเต็มไปด้วยเทพเทวดาผู้มีสติปัญญาสูงส่งสถิตย์อยู่อย่างมากมาย
 
ขนาดผมยังไม่ได้ไปที่พุทธคยา เพียงแค่สัมผัสกลับวัตถุมงคลที่เป็นตัวแทนองค์ท่าน ยังส่งผลต่อผมได้ถึงขนาดนี้ นี่คือสุดยอดพระพุทธ สมแล้วที่องค์ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปทั่วโลก
 
เหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือ องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพที่ผมอัญเชิญท่านประดิษฐานอยู่เหนือเกล้าทุกลมหายใจ ท่านบันดาลให้ผมได้ตัดสินใจไปพบมงคลบารมีที่มาเป็นเครื่องช่วยในเรื่องสติปัญญาและความรู้สึกนึกคิดในจิตใจ (เพราะการตัดสินใจของผมนั้นมีเหตุเกิดมาจากท่านจริง ๆ)
สุวัฒน์

                                                      ----------------------------------

 
11/12/2014 : 20:14:10
สวัสดีครับ
 
มาคุยกันต่อครับ ผมได้คุยกับเจ้าของศูนย์พระเครื่องท่านหนึ่งเป็นรุ่นน้อง แต่เล่นพระหลายหน้าตั้งแต่เกจิทั่วไปทั้งเก่าใหม่จนถึงพระระดับเบญจภาคี เขาบอกกับผมว่าช่วงนี้พระหลวงปู่ทวดราคาลงถึง 40 เปอร์เซนต์ เพราะพระออกมาเยอะมาก
 
ผมบอกเขาไปว่านอกจากเยอะมากแล้วราคายังขึ้นเร็วเกินไป และยังมีกรณีที่มีปัญหาเก๊แท้ไม่ลงตัว ไปตรงนั้นบอกว่าแท้ ไปอีกที่บอกว่าเก๊ แรก ๆ ก็ตื่นตัวไปตามกระแสพากันกระโดดลงไปซื้อกันใหญ่ ตอนนี้คนที่ซื้อตอนราคาพีคคงได้แต่นั่งกรอกตาไปมา น้องคนนั้นบอกว่าใช่เลยพี่
 
ยังมีข้อมูลที่ผมอยากจะคุยให้ฟังก็คือ เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมได้ไปบ้านนักขายพระคนหนึ่งทั้งขายพระแท้และทำพระเก๊ขายด้วย ได้ไปเจออุตสาหกรรมทำพระเก๊ที่ผมเห็นชัด ๆ ก็คือพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน ไขขึ้นแบบธรรมชาติเลย และก็ได้รู้ว่าขายเป็นพระแท้เข้ารังไปหลายองค์ ผมบอกกับทุกคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่า เชื่อไหมว่าตอนนี้พระเก๊เล่นเป็นพระแท้ไปหลายองค์แล้ว และพระแท้ก็ถูกตีเก๊ไปหลายองค์แล้ว ทุกคนบอกว่าใช่เลย (แต่ก็ยังมีคนที่ดูได้อย่างชัวร์ ๆ นะครับ เพียงแต่ว่ากลุ่มอื่นบางกลุ่มไม่ยอมรับ)
 
ต่อมาก็คือเรื่องเหรียญ พี่แล่มบอกผมว่ามีเซียนคนหนึ่งบอกว่าเหรียญรุ่น 3 มีทั้งหมด 60-70 พิมพ์ แต่เจ้าของศูนย์รุ่นนน้องบอกว่าไม่ถึงหรอกพี่มีแค่ 30-40 พิมพ์
 
ผมเลยบอกไปว่า พวกคุณคิดว่าวัดช้างให้กับกรุงเทพฯอยู่ใกล้กันแค่เดินข้ามถนนหรือเปล่า ท่านอาจารย์ทิมถึงได้เดินมาสั่งโรงงานให้แกะบล็อคเดือนละ 5 พิมพ์ ปีหนึ่งก็ 60 พิมพ์ เหรียญรุ่น 3 ทำแค่ปีเดียวคือ 2504 น้องคนนั้นบอกผมว่า เออ นี่มันก็เป็นเหตุผลธรรมดาสามัญเลยนะ
 
สมัยเมื่อปี 30-32 ผมเล่นกันอยู่แค่ 10 กว่าพิมพ์ ก็ถือว่ามากแล้วและซื้อกันในราคา 5 องค์ 1 พันบาท คนเลยไม่สนใจที่จะแยกพิมพ์และไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ก็เลยไม่รู้ลึกซึ้งกับของจริง พอความนิยมพรุ่งขึ้นอย่างมากพิมพ์ก็เลยงอกขึ้นอย่างสะใจ
 
ผมได้วิเคราะห์และถามทุกคนว่า คุณว่าไหมว่าในเหรียญรุ่น 3 นี้ต้องมีเหรียญที่ทำในภายหลังโดยทำอย่างดีไม่ถอดพิมพ์เดิม แต่แกะใหม่ให้ใกล้เคียง แทรกเข้ามาเล่นและถูกจัดเป็นของแท้ไปแล้ว เพราะไม่มีใครรู้ว่ามีพิมพ์อะไรบ้างในสมัยที่ท่านอาจารย์ทิมสร้าง
 
พี่แล่มบอกว่า เป็นไปได้เลยคุณสุวัฒน์
 
น้องเจ้าของศูนย์บอกว่า ผมเชื่อที่พี่บอกล้านเปอร์เซนต์ เขาพูดย้ำหลายครั้ง ผมคิดว่าคงเป็นเพราะเขาเองก็เล่นพระมานาน
 
เซียนภาคใต้อีกหลายคนก็บอกว่า ที่พี่พูดคงจะจริง เป็นไปได้เลยพี่
 
เพราะฉะนั้นก็มีเซียนบางคนที่เล่นเฉพาะพิมพ์หลัก ๆ ส่วนพิมพ์อื่น ๆ ถ้าขายได้ก็เอาเหมือนกัน
 
แล้วค่อยมาต่อครับ
สุวัฒน์

                                                       ----------------------------------


29/01/2015 : 11:18:31
 
สวัสดีครับ
 
ห่างหายกันไปนานเลยครับ ก่อนอื่นต้องขอย้อนหลังไปนิดหนึ่งนะครับ พอดีอ่านเจอตรงที่คุณเดวิดบอกว่าผมเป็นคนสร้างเหรียญพระพุทธเมตตานั้น ต้องขอแก้ไข้ก่อนครับ จริง ๆ คือ ผมไม่ได้เป็นคนสร้างแต่เป็นหลวงพี่ที่วัดสร้าง เพียงแต่ผมเป็นคนตอกโค้ดและตอกหมายเลข (หมายเลขหลวงพี่ตอกครึ่งหนึ่ง ผมตอกครึ่งหนึ่ง) เนื่องจากไม่ต้องไปทำโค้ดใหม่จึงใช้โค้ดของพระกริ่ง ซึ่งอยู่ที่ผมเพือรอตอกพระกริ่งให้เสร็จ
 
ทีนี้ก็มาคุยกันต่อนะครับ พูดถึงสถานการณ์ของวงการพระในขณะนี้ก็คงยังนิ่งอยู่ หลายท่านไม่เข้าสนาม เจ้าของศูนย์คนหนึ่งบอกผมในวันที่มีตลาดนัดวันหนึ่งว่า มีแต่เซียนเดินกันเต็มไปหมดเลยครับพี่ คนซื้อไม่มีเลย
 
ถึงแม้ว่าจะเงียบแต่ผมคิดว่าก็ยังคงมีการซื้อขายกันอยู่นะครับ หลายคนก็ยังหาและซื้อพระที่ตัวเองรักตัวเองชอบ ไม่ว่าจะอย่างไรพระเครื่องพระบูชาเครื่องรางของขลังต่าง ๆ ก็ต้องอยู่คู่สังคมไทยไปตลอดแหละครับ
 
ก็อย่างที่ผมบอกแหละครับว่า วิธีการเล่นและสะสมคงต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงกันไปตามแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล
 
สำหรับการเล่นพระใหม่ตามที่ผมบอกไว้ว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ต้องขอเรียนว่าก็ต้องระวังต้องศึกษาและพิจารณาวัตถุประสงค์ที่จะบูชาพระรุ่นนั้น ๆ
 
ผมอยากจะให้ทุกท่านพิจารณาข้อมูลที่เป็นภาพรวมกันก่อนที่จะไปลงในรายละเอียดนะครับ ในปีที่ผ่านมาทางวงการศาสนาได้สำรวจพบว่า เฉลี่ยเดือนหนึ่งจะมีวัดที่สร้างพระจำนวน 400 วัด ถ้าเรากำหนดอย่างกลาง ๆ ค่อนข้างต่ำว่าวัดหนึ่งสร้างจำนวน 20,000 องค์ เดือนหนึ่งก็มีพระใหม่เกิดขึ้นประมาณ 8 ล้านองค์ 1 ปี ก็มีพระใหม่เพิ่มขึ้นจำนวน 96 ล้านองค์
 
ทีนี้เรามาดูจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผมต้องขอใช้ข้อมูลของปี 2556 (ของปี 2557 คงยังไม่สมบูรณ์) มีประชากรเกิดขึ้นประมาณ 8.2 แสนคน ประชากรตายประมาณ 4.5 แสนคน สรุปคร่าว ๆ ก็มีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 3.7 แสนคน
 
ใน 3.7 แสนคนนี้ก็ไม่ได้เล่นพระทั้งหมด แต่ก็กำหนดลงไปไม่ได้ว่าจะมีสักกี่คน ถ้าเราแบ่งครี่งว่าเป็นหญิงครึ่งหนึ่ง ชายครึ่งหนึ่ง ที่เราเห็นอยู่ก็คือผู้หญิงคงเล่นพระน้อยมาก ผู้ชายที่เหลือทุกท่านลองช่วยกันคิดนะครับว่าจะมาเล่นพระกี่เปอร์เซนต์ และคนเกิดใหม่นี้ก็ยังไม่มาเล่นทันที ตึเสียว่าอายุ 25 ปีถึงจะเริ่มเล่น เราก็ต้องรออีก 25 ปี คนที่จะมาเล่นเพิ่มก็คือคนที่เกิดเมื่อ 25 ปีที่แล้ว
 
ผมจึงอยากให้ทุกท่านลองเปรียบเทียบดูเล่น ๆ ว่า คนเกิดใหม่กับพระเกิดใหม่เป็นอย่างไรครับ
 
แล้วค่อยมาคุยกันต่อครับ
สุวัฒน์

                                                ------------------------------------

10/02/2015 : 10:28:18
ทีนี้เรามาคุยกันถึงการเล่นพระใหม่กันต่อนะครับ
 
การเล่นพระใหม่ในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่เล่นพระนั้นนอกจากจะอยากได้ของศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ยังอยากได้กำไรด้วย พระที่จะได้กำไรก็คือพระที่ผู้คนนิยมซึ่งก็คือพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง นั่นก็คือพระที่ได้รับการประชาสัมพันธ์ ถ้าพูดกันในภาษาทั่ว ๆ ไปก็คือต้องใช้ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่า โปรโมท
 
เรื่องนี้ก็แยกเป็น 2 ส่วน คือใครโปรโมท และเกจิองค์ไหนที่ได้รับการโปรโมท
 
ถ้าคนโปรโมทมีพาเวอร์มีบารมีและมีเครดิตอยู่ในวงการก็จะได้รับความนิยมมาก
 
สำหรับพระเกจิที่ได้รับการโปรโมทก็ต้องมาดูว่าเก่งจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คนธรรมดาก็ไม่สามารถเข้าไปพิสูจน์ได้ ได้แต่เพียงรับทราบข้อมูลและฟังเขาเล่าว่า รวมถึงพิจารณาจากความเชื่อถือของคนให้ข้อมูล
 
แต่ไม่ว่าจะเก่งจริงหรือไม่ จะมีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ จำนวนการสร้างวัตถุมงคล
 
ยกตัวอย่างหลาย ๆ หลวงพ่อ หลาย ๆ หลวงปู่ในรอบหลายปีที่ผ่านมามีความโด่งดังมาก ๆ วัตถุมงคลราคาขึ้นแบบถล่มทลาย แต่ตอนนี้เงียบหายราคาก็ลงแบบถล่มทลายเช่นกัน
 
จะไม่เป็นอย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับ ก็สร้างกันแบบถล่มทลาย แล้วคนเล่นจะเอาตังค์ที่ไหนไปซื้อ
มีน้องคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า หลวงปู่ที่มีชื่อและคนฮือฮามากเมื่อ5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งผมเองก็ได้ยินชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น มีคนเข้ามาเล่นวัตถุมงคลกันมาก ราคาขึ้นแบบฉุดไม่อยู่จากเหรียญที่ตอนออกใหม่ ๆ 2-3 ร้อย ผ่านไป2-3 เดือน ราคาขึ้นไปที่ 7-8 พัน
 
เขาเล่าให้ผมฟังในขณะแรง ๆ นั่นแหละ ผมบอกให้เขารีบขายไปเลย
 
เวลาผ่านไปไม่นานเขามาบอกผมอีกว่าตอนนี้ไม่รู้จะเล่นยังไง เพราะมีผู้อำนวยการสร้างเข้าไปสร้างเดือนละ 10 รุ่น
 
เราลองมาคิดกันดูเล่น ๆ นะครับว่า เดือนละ 10 รุ่น ตีเสียว่ารุ่นละ 2 หมื่นองค์ เดือนหนึ่งก็ 2 แสนองค์ แค่ 3-4 เดือนเท่านั้นแหละครับ วัตถุมงคลก็ปาเข้าไปเกือบล้านองค์แล้วต่อมามีคนเอาไปทดสอบก็ไม่เป็นไปตามโฆษณาไว้ก็เลย จบข่าว
 
ถึงแม้ว่าจะมีหลายองค์ที่เก่งจริง แสดงให้เห็นอภินิหารของตัวท่านเองบ่อย ๆ แต่ว่าสร้างปีหนึ่งหลายหมื่นองค์ หรือบางปีเป็นแสนหรือหลายแสนองค์ การที่จะให้ราคาขึ้นไปนั้นก็ยากครับ เพราะคนเล่นนั้นแยกเป็นกลุ่ม ๆ หลวงพ่อองค์หนึ่งจะมีคนเล่นสักกี่คน
 
ก็เข้าหลักของเศรษฐศาสตร์ในเรื่องของ ดีมาน และ ซับพลาย
 
ค่อยคุยกันต่อครับ
สุวัฒน์

                                                -----------------------------------

17/02/2015 : 14:08:58
สวัสดีครับเพื่อนสมาชิก
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีน้องคนหนึ่งโทรมาหาผม เพื่อสอบถามข้อมูลวัตถุมงคลของหลวงปู่ทองดำ น้องคนนี้อยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ดั้งเดิมของหลวงปู่ทองดำ
 
หลังจากคุยเรื่องหลวงปู่ทองดำเสร็จ ก็คุยกันถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปในวงการพระ สุดท้ายก่อนที่จะวางหูน้องคนนี้ก็พูดกับผมว่า แต่ตัวผมเองนั้นแขวนแต่องค์พ่ออย่างเดียวครับพี่ และทั้งบ้านผมก็แขวนแต่องค์พ่อทุกคน ทีนี้เรื่องวางสายก็เลยต้องเลื่นออกไปอีก
 
ผมบอกเขาไปว่า แสดงว่าคุณวันชัยเป็นคนฉลาด เพราะรู้จักแยกแยะและคิดโดยไม่ใช้โมหะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหลายคนนั้นหลง หลงใหลได้ปลื้มกับการไปซื้อพระราคาเป็นแสนเป็นล้านเอามาแขวน แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ยังภาคภูมิใจ
 
แต่พระท่านพ่อ ดูแค่รุ่นราคาหลักพันก็เกิดอภินิหารมากมาย ขอให้ท่านช่วยก็ได้อยู่เป็นประจำ แต่คนก็ทอดทิ้งไปเพราะตั้งอยู่บนความคิดที่ได้คืบจะเอาศอก คือคิดว่าต้องขอได้ทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ
 
การที่เราแขวนพระนั้นเราต้องการความศักดิ์สิทธ์ (ยกเว้นพวกแขวนใชว์หรือแขวนประชาสัมพันธ์เพื่อขาย) เพราะฉะนั้นคุณวันชัยคิดถูกแล้วครับที่เลือกแขวนพระศักดิ์สิทธ์ ในขณะที่หลายรุ่นของวัตถุมงคลท่านพ่อก็ไม่แพงด้วย
 
คุณวันชัยพูดกับผมว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลงแบบนี้ ผมคิดว่าหลายคนคงคิดถึงท่านพ่อ
 
ผมเลยบอกเขาไปว่า นี่แหละธรรมชาติของมนุษย์
 
สุวัฒน์

                                                     ---------------------------------

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top