บทความจตุคามรามเทพ / สุดยอดอภินิหาร ฯ แห่งอาณาจักรทะเลใต้

สุดยอดอภินิหารของวัตถุมงคลแห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 2

สุดยอดอภินิหารของวัตถุมงคลแห่งอาณาจักรทะเลใต้

 

ตอนที่ 2

 

บทความ : ลงพิมพ์ในนิตยสารพระเครื่อง กรุงสยาม ฉบับที่ 41  

 

 

 

             เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ไปในฉบับที่แล้วได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย   มีหลายคนที่ด่วนสรุปและบอกกับคนอื่นว่า "อย่าไปสนใจเลยมันเป็น การปั่น " ผู้เขียนอยากจะเรียนว่าตัวผู้เขียนทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลเรื่องราว รวมทั้งเรื่องราวจากบุคคลที่ผู้เขียนพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือต่อผู้อ่าน   ทุกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ จะสนใจหรือไม่ จะเชื่อหรือไม่ จะศรัทธา หรือไม่   เป็นวินิจฉัยของผู้อ่าน เรื่องของวัตถุมงคล เรื่องพลังจิต อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องนานาจิตตัง   จะรู้สึกอย่างไรเราไปว่ากันไม่ได้อยู่แล้ว แต่การที่พูดว่าข้อเขียนที่ลงไปในตอนที่แล้วเป็นการปั่น ผู้เขียนก็อยากจะถามว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่องของพระเครื่อง เรื่องของเกจิอาจารย์ มากมายหลายสิบเรื่อง ที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารพระเครื่อง และวางตลาดอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นการปั่นทั่งหมดใช่หรือไม่….? ถ้าบอกว่าไม่ใช่ ปั่นเฉพาะเรื่องของผู้เขียนเรื่องเดียว อย่างนี้ผู้พูดคงต้องถามตัวเองว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรพิจารณา  

 

               ความจริงผู้เขียนตั้งใจจะเข้าสู่เนื้อหาสาระของเรื่อง ในตอนที่สองนี้ แต่เมื่อมีเสียงวิพากษ์ในทำนองนี่เกิดขึ้น ผู้เขียนจำเป็นต้องขอใช้สิทธิ์พาดพิงถือโอกาสทำความเข้าใจกับแฟนคอลัมน์ประจำของผู้เขียนและผู้สนใจทั่วไปที่เพิ่งจะเริ่มอ่านเรื่องของผู้เขียนให้เข้าใจจิตเจตนาของผู้เขียนเสียตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนทีจะดำเนินเรื่องต่อไปโดยขอชี้แจงก่อนดังนี้ 

ดวงตราราห1-20070312-49.jpg ดวงตราราห1หลง-20070312-62.jpg

ดวงตราราห2หลง-20070312-34.jpg ดวงตราราห2-20070312-2.jpg
 

 1.    ถ้าคิดว่าจะปั่นราคาพระผงสุริยัน-จันทรา โดยเฉพาะดวงตราพญาราหู   ผู้เขียนคงยังไม่ลงเรื่องราวหรอกครับคงต้องวิ่งหาเก็บของไปเรื่อย ๆ  เพื่อนฝูงหลายคนก็บอกว่าอย่างเพิ่งลง ๆ หาของก่อน  แต่ผู้เขียนไม่ได้สนใจขณะที่ผู้เขียนตัดสินใจเขียนเรื่องลง   ด้วยความสัตย์จริงนะครับ เวลานั้นประมาณวันที่ 27 ธันวาคม 2542    ผู้เขียนมีพระผงดวงตราพญาราหู   พิมพ์ใหญ่สีน้ำตาล เพียง 1 องค์เท่านั้น    เมื่อผู้เขียนสืบเสาะข้อมูลได้พอสมควรแล้วก็ส่งต้นฉบับเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์  แต่ทางทีมงานกรุงสยามติดงานอะไรไม่ทราบ  หนังสือจึงออกหลังสงกรานต์ ผู้เขียนอยากจะเรียนว่า  ช่วงระยะเวลาเดือนกว่า ๆ สองเดือน ถ้าจะหาดวงตราพญาราหูในราคาทั่วๆ ไปที่เขาเช่าหากันให้ได้สักร้อยอัน   บอกได้เลยว่าไม่มีทางทำได้   ของไม่ได้มีเกลื่อนกราดมากมาย ถ้าจะปั่นก็ไม่รู้จะทำได้อย่างไร   แม้แต่ บ.ก.วัชรพงศ์ก็มีดวงตราพญาราหูอยู่เพียง 4 – 5 อันเท่านั้น ในขณะที่หนังสือออกวางตลาด ทั้ง ๆที่เมื่อ  ห้าปีที่แล้ว ก็เป็นคนที่นำมาเผยแพร่ด้วยคนหนึ่ง รวมทั้งตัวเองก็เลี่ยมทองอยู่ 2 องค์แขวนมาหลายปีแล้ว    โดยที่ผู้เขียนเองก็เพิ่งรู้และพบว่า บ.ก.วัชรพงศ์  ได้ผ่านพ้นอุปสรรคมามากมายก็ได้ดวงตราพญาราหูนี่แหละครับ  ที่เป็นหนึ่งในวัตถุมงคลที่คอยคุ้มครองดวงชะตา   ท่าน บ.ก. เป็นผู้จัดเรื่องของผู้เขียนลงหนังสือด้วยตัวเอง   ถ้าท่านอ่านแล้วคิดว่าเป็นการปั่นและเห็นว่าของจะขึ้นราคา   ท่านคงรีบไปหาเช่าเก็บไว้มากมายแล้ว    และด้วยศักยภาพของท่านก็คงจะเก็บได้ไม่น้อย    แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ    สิ่งที่พวกเราทำก็คือ ทำหน้าที่ของนักเขียนหนังสือ เพื่อแนะนำสิ่งที่ดี  และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ  

 

           2. ผู้คนในสมัยนี้ไม่มีใครโง่หรอกครับ   เรื่องข้อมูลข่าวสาร เดี๋ยวนี้เขาไปถึงไหน ๆ กันแล้ว อยู่ ๆ จะไปโกหกหลอกลวงกันได้ง่าย ๆ เสียเมื่อไหร่  ของไม่ดีจริง ประสบการณ์ไม่ชัดเจน คงจะเอามาพูดแบบยกเมฆเพื่อปั่นราคาไม่ได้หรอก  เพราะถ้าสามารถทำอย่างนั้นได้ ก็คงจะปั่นราคาพระกันสนุกสนานไปแล้วซิครับ   นอกจากการพูดถึงเรื่องของการปั่นราคา  ก็ยังมีเรื่องของการกล่าวถึงบุคคลที่ใช้   พระหลักเมืองนครศรีธรรมราชว่า มีคนใหญ่คนโต  บุคคลระดับสูงแขวนกันหลายคนทำไมไม่เอ่ยชื่อ   เรื่องนี้ผู้เขียนก็ได้เรียนไปแล้วว่าเอ่ยไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ได้ขออนุญาต บางท่านขอแล้วท่านไม่อนุญาต ความจริงผู้เขียนก็ได้กล่าวถึงชื่อคนที่มีประสบการณ์ไปมากมาย เพียงแต่ไม่ใช่เป็นคนมีชื่อเสียง   หรือเป็นคนระดับสูง ผู้เขียนอยากจะเรียนว่าประสบการณ์ เกิดขึ้นกับใครไม่ว่าจะเป็นคนมีชื่อเสียง   บุคคลระดับสูง   คนทั่วไป   คนรวย   คนจน  ก็แสดงว่าวัตถุมงคลนั้นศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน   เพียงแต่ที่ผู้เขียนพูดถึงคนระดับสูงขึ้นมาก็เพื่อเปรียบเทียบว่าบุคคลเหล่านั้นสามารถแขวนพระราคาเป็นแสนเป็นล้านได้  แต่เขาไม่แขวน กลับมาแขวนพระราคาไม่กี่สตางค์ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อมั่นศรัทธาในวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชมาก   ส่วนคนที่เขาไม่ห้ามให้ออกชื่อผู้เขียนก็จะใส่ลงไปเลย หรือเมื่อพบกันในภายหลังแล้วเขาอนุญาต ผู้เขียนก็จะนำมาบอกกล่าวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 ผู้เขียนได้ไปพบกับนายตำรวจที่ไปพบกับครูบาที่อยู่ทางเหนือ แล้วครูบากราบท่านตามที่ผู้เขียนได้เล่าไปในฉบับที่แล้ว ท่านบอกว่าลงชื่อไปเลย ก็ขอถือโอกาสบอกท่านผู้อ่านว่า นายตำรวจท่านนั้นก็คือ พันตำรวจเอกพิเศษ ตรีทศ รณฤทธิวิชัย รองผู้การตำรวจสันติบาล ทีนี้มาถึงสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเรียนต่อท่านผู้อ่านว่าทำไมผู้เขียนถึงได้นำเรื่องวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชมาแนะนำต่อท่านผู้อ่าน เหตุผลมีดังนี้ครับ      ประการแรก    ผู้เขียนต้องการเผยแพร่เกียรติคุณและอิทธิบารมี    แห่งองค์จตุคามรามเทพ ที่ผู้เขียนเชื่อมั่นศรัทธา   ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะทราบเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ท่าน   เมื่อประมาณเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง  

 

     ประการที่สอง ในยุคนี้มีผู้ตกทุกข์ได้ยากจำนวนมากจากภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้าย หลายคนต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ตัวเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน     ผู้เขียนอยากแนะนำวัตถุมงคลที่สามารถจะช่วยเหลือส่งเสริมดวงชะตาให้กับผู้เดือดร้อนและบุคคลทั่ว ๆ ไป    ที่สนใจทางด้านนี้ ด้วยผู้เขียนเห็นว่าวัตถุมงคลชุดนี้ศักดิ์สิทธิ์จริง    พิจารณาได้จากการบอกเล่าของบุคคลที่เชื่อถือได้ จากคนที่มีประสบการณ์เอง และที่ผู้เขียนได้ประสบด้วยตัวเอง    ซึ่งมีสิ่งไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นหลายเรื่องแต่ไม่สามารถเล่าได้เพราะไปกระทบกับบุคคลอื่นด้วย   มีบางเรื่องที่เล่าได้แต่เป็นเรื่องที่ผู้เขียนนำวัตถุมงคลไปให้บูชาลองดูสักเรื่องก็ได้ 
ยนตจตคามดำ-20070305-77.jpg ยนตจตคามเหลอง-20070305-67.jpg
ยนตจนทรภาณ-20070305-14.jpg ยนตโพธสตว-20070305-44.jpg


 

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หนังสือฉบับที่แล้ววางตลาดพอดี ผู้เขียนพร้อมครอบครัวถือโอกาสวันหยุดสงกรานต์ขึ้นไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยายที่จังหวัดลำปาง คงต้องบอกก่อนว่าธุรกิจครอบครัวท่านก็คือการเปิดอู่ซ่อมรถซึ่งเปิดมา 30 กว่าปีแล้วแต่ก่อนเป็นดีลเลอร์รถโฟล์กสวาเกน ภายหลังเลิกไปเปลี่ยนเป็นอู่และศูนย์บริการอะหลั่ยต่อมาทางพ่อตาผู้เขียนได้ยกให้บุตรชายคนโต คือคุณวิสุทธิ์ ศีลธรวิสุทธิ์ รับช่วงทำต่อ เนื่องจากอายุมาก ก่อนไปผู้เขียนได้หยิบ ผ้ายันต์ปีงูเล็ก ซึ่งเป็นปีของผู้เขียนใส่กรอบไว้เพื่อไปฝากคุณวิสุทธิ์ ซึ่งเกิดปีงูเล็ก เช่นเดียวกัน ไปถึงแล้วผู้เขียนได้วางไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่า เปิดอู่ก็เอาผ้ายันต์นี้ไปติดจะได้มีรถเข้ามาซ่อมเยอะ ๆ แม่ยายผู้เขียนยังพูดว่า ดีเหมือนกันพักนี้ไม่มีงานจริงๆ แล้วผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าขณะนั้นอู่ไม่ค่อยมีงาน จึงนึกขึ้นในใจว่า ท่านพ่อจตุคามรามเทพ อย่าทำให้ลูกเสียชื่อล่ะ หลังจากกลับถึงกรุงเทพ ฯ ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ทางคุณวิสุทธิ์ก็ได้โทรศัพท์มาหาภรรยาของผู้เขียน บอกว่าอยากได้ดวงตราพญาราหู พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า วันเปิดอู่คือวันที่ 17 เมษายน 2543 ได้นำผ้ายันต์ขึ้นติดและบูชา ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น ( วันที่ 18 ) รถโฟล์กเต่าก็วิ่งเรียงแถวเข้ามาเลย 3 คัน หลังจากนั้นก็มีขาจรจากไหนก็ไม่รู้มาใช้บริการตลอดจนถึงขณะที่ผู้เขียน เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ( 23 พฤษภาคม 2543 ) ยังไม่ได้พักเลย ปกคิหยุดวันอาทิตย์ นี่ไม่ได้หยุดเลย คุณวิสุทธิ์ยังบอกต่อไปอีกว่าในเดือนมีนาคม ก่อนติดผ้ายันต์ มีรายได้แค่ 100 บาท (หนึ่งร้อยบาทจริง ๆ )        และในขณะที่ผู้เขียน กำลังเขียนถึงตรงนี้ก็พอดีมีโทรศัพท์จาก คุณพิเชษฐ พานแก้วชูวงศ์ เจ้าของร้านเชษฐโฟโต้  บนห้างสรรพสินค้าบางลำภู งามวงศ์วาน โทร ฯ มาขอแบ่งผ้ายันต์จากผู้เขียน พร้อมกับเล่าว่าพี่ชายคือ  คุณมานิต พานแก้วชูวงศ์    เจ้าของร้านสูทเนรมิตร  ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งผู้เขียนได้สั่งตัดสูทเพื่อใส่ไปในพิธีเปิดศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช  และได้นำสูทมาส่งให้ผู้เขียนในวันที่ 19 พ.ค. 43    ก่อนกลับได้อ้อนวอนขอแบ่ง ผ้ายันต์สีน้ำเงินรุ่นแรก   (รุ่นเดียวกับที่นำไปติดที่ห้างดังแถวปทุมวัน   จนห้างดังกล่าว    แปรสภาพจากตึกร้างผู้คน  กลายเป็นห้างที่มีคนแน่นตรึม) จากผู้เขียน     ผู้เขียนเห็นว่ามาไกล จึงแบ่งให้ไป จริง ๆ   แล้วผู้เขียนหวงมากไม่ค่อยอยากให้ใคร เมื่อคุณมานิต   กลับไปอุบลราชธานี ในวันที่ 21 พ.ค. 43   ได้นำผ้ายันต์ตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน    รุ่งขึ้นก็มีลูกค้าเข้ามาในร้านสั่งตัดคนเดียวเป็นเงิน ห้าหมื่นบาท คุณมานิตรีบโทร ฯ มาเล่าให้คุณพิเชษฐฟังว่า   " ตั้งแต่กูเปิดร้านมายังไม่เคยมีใครเดินเข้ามาตัดผ้าทีเดียวห้าหมื่นบาท มีแต่ต้องออกไปรับงานนอกสถานที่ มึงช่วยหาแบบกลม ๆ (ดวงตราพญาราหู ) ให้กูสักอันสิ "             ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เรื่องเกี่ยวกับการทำมาค้าขาย เรื่องงาน นั้น ยังมีเรื่องที่จะเล่าอีกจำนวนมากเอาไว้จะค่อยๆเล่าให้ฟัง ในความคิดของผู้เขียนนะครับ งานสำคัญที่สุด เพราะงานคือชีวิต ถ้ามีงานก็ไม่อดตาย แต่ก็อยากจะเรียนให้เข้าใจว่า ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลของหลักเมืองที่ผู้เขียนเชื่อมั่นและนำมาบอกกล่าวต่อท่านผู้อ่านนั้นไม่ได้หมายความว่า พอให้บูชาแล้วจะทำให้คนจนกลายเป็นเศรษฐี ซึ่งท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ ฯ ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า " ไม่ได้หมายความว่าปลูกหญ้าแล้วจะกลายเป็นกล้วย แต่จะช่วยให้เป็นหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ เขียวขจี งอกงามดี นั่นก็คือจะต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานดวงชะตาของแต่ละบุคคลด้วย " จากที่ผู้เขียนสอบถามมาหลายท่านบอกว่าแขวนดวงตราพญาราหู หรือพระพิมพ์พระพุทธสิหิงค์แล้ว จะรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จะค่อยๆ เกิดขึ้นไปในทางที่ดี เรื่องนี้เป็นปัจจัตตัง คือ รู้ด้วยตัวเอง  

 

             มีผู้อ่านบางท่านโทร ฯมาถามผู้เขียนว่า ถ้าทุกคนเขื่อถือและพากันอยากได้วัตถุมงคลที่ผู้เขียนกล่าวมาบูชากันจะมีของพอหรือ สร้างทั้งหมดเท่าไร ผู้เขียนได้ตอบไปว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีคนเชื่อถือทั้งหมด จะมีบางคนเท่านั้นที่มีสิ่งดลใจโน้มนำให้ศรัทธาอยากได้ ถ้าคนเชื่อถือกันหมด ลำพังในท้องถิ่นก็ไม่พอแล้ว แต่นี่คนในท้องถิ่นไม่สนใจก็มีอยู่เยอะ แถมมีไม่น้อยที่ยังดูหมิ่นดูแคลน ธรรมชาติของคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว โดยส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า คนที่มีบุญบารมีเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะยกย่องวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชจนเลิศลอย แต่พูดเพราะเห็นว่าวัตถุมงคลเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ จริง คนที่ไม่มีโอกาสจะครอบครองก็จะให้มีอันไม่เชื่อถือ เพราะมีทิฐิมาขวางกั้น และถ้าเป็นเรื่องของทิฐิก็พูดกันยากครับ  มีหลายคนปรารภกับผู้เขียนว่า พอมีคนต้องการมาก พวกเราที่สนใจเก็บสะสมก็ต้องเช่าของแพง จะเช่าไหวหรือ? ผู้เขียนจึงบอกไปว่า วัตถุมงคลที่ศักดิ์สิทธิ์ แขวนแล้ว บูชาแล้ว ช่วยเหลือคุณได้ ราคาหลักพัน แพงหรือ ? ทีเวลาคุณเช่าพระองค์หนึ่งราคาเป็นแสนเป็นล้าน แขวนแล้วเฉย ๆ ไม่เห็นคุณบ่นกันเลย ผู้เขียนก็เคยแขวนมาแล้ว พระราคาหลักแสนหลักล้าน แขวนแล้วก็เฉย ๆ เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ในคอของผู้เขียน จึงมีแต่วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น เพราะผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ และความพิเศษที่วัตถุมงคลชุดนี้มีอยู่ในตัวเอง พระที่แขวนแล้วไม่รู้สึกอะไร ช่วยเหลือเราไม่ได้ อย่าว่าแต่หลักแสนหลักล้านเลย ร้อยเดียวก็แพงแล้ว ของดีจริงต้องพิสูจน์ได้ครับ 

ดวงตราราห4-20070312-19-1.jpgดวงตราราห4หลง-20070312-49-1.jpg

ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2543 ผู้เขียนและเพื่อนได้ไปหาข้อมูลที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปขอเข้าพบ ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช เพราะได้ทราบมาว่า ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับหลักเมืองนครศรีธรรมราช พวกเราไปโดยไม่ได้นัดหมายไว้ แต่เมื่อไปพบท่านที่บริเวณพระตำหนักเมืองนคร พอท่านทราบความประสงค์ของพวกเราก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี เมื่อพวกเราพากันดึงสร้อยในคอให้ท่านดูดวงตราพญาราหู ท่านก็บอกว่า อันี้เขาเรียก " ตราฮ่องเต้ " พอท่านเห็นพวกเราทำหน้างง ๆ ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า คนที่พกตราฮ่องเต้ ไปไหนเขาก็ให้ผ่านท่านเล่าว่าเคยเอาไปให้คนสมาธิสูงดู เขาบอกว่าอันนี้คือ " ตราวีซ่า " ซึ่งหมาย ถึงตราที่ให้ผ่านได้ นอกจากนั้นท่านยังเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่น่าตื่นเต้น น่าทึ่ง เกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลักเมือนครศรีธรรมราช ซึ่งผู้เขียนไม่สามารถเปิดเผยได้ ก่อนลากลับท่านได้ดึงสร้อยออกมาจากเสื้อให้พวกเราดู และบอกว่าตัวท่านเองก็แขวนดวงตราพญาราหู ที่พวกเราเห็นนั้นท่านเลี่ยมทองอย่างดี แขวนเดี่ยวเพียงองค์เดียวเท่านั้น ท่านยังบอกกับพวกเราว่า ที่เล่าให้ฟังน่ะ แค่ 1% เท่านั้นเอง ยังมีเรื่องอีกมาก เอาไว้โอกาสหน้าค่อยคุยกัน

 20F75~1.JPG
ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร ผู้เขียน และ คุณพงศ์พล นาคพันธ์ชีวิน
 

ครับ…!! ก่อนที่จะจบในตอนนี้ ผู้เขียนขอวกเข้ามาถึงเรื่องที่ตั้งใจจะพูดถึงสักเล็กน้อย เรื่องของเรื่องก็คือตั้งแต่ผู้เขียนได้เขียนเรื่องของวัตถุมงคลต่าง ๆ มา ไม่มีเรื่องไหนยากเท่าเรื่องนี้จริง ๆ เนื่องจากผู้เขียนได้รับข้อมูลต่าง ๆ มามากมายจนเต็มสมองไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอประสบการณ์ เรื่องการสร้าง เหตุการณ์ความลับต่าง ๆ ตลอดจนวิชาการทางด้านไสยศาสตร์ ซึ่งหลายเรื่องแตกต่างจากสิ่งที่เรารู้มาแต่เดิม ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือทำให้การเรียบเรียงทำได้ค่อนข้างยากเพราะในใจผู้เขียนอยากถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ เหมือนกับที่ผู้เขียนรู้มาทั้งหมดเสียเดียวเลย แต่ก็ทำไม่ได้ ค่อย ๆเล่ากันไปเรื่อย ๆก็แล้วกันครับ

ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่าวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง เป็นรากฐานสำคัญของไสยศาสตร์ ผู้ที่จะสร้างวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังให้ทรงพลังสูงสุด ต้องรู้วิธีสื่อโน้มนำเอาพลังแห่งจักรวาลเข้ามาบรรจุใน วัตถุมงคลนั้นได้ ความรู้อันนี้เป็นศาสตร์ที่ปกปิดเป็นความลับ ของชาวชวากะ จะถ่ายทอดกันเฉพาะ ในไศเลนทรวงศ์เท่านั้น พูดถึงคำว่า " ชวากะ " ต้องขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านเสียก่อนว่า อย่าเข้าใจผิดว่าหมายถึงพวกเกาะชวา หรือชาวอินโดนีเซีย แต่ ชวาะ เป็นคำที่ชาวศรีลังกาเรียกประชาชนชาวศรีวิชัยในสมัยโบราณ ซึ่งชาวชวากะมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่อาณาจักรตามพรลิงค์โบราณ ( นครศรีธรรมราช
)

1-10D6~1.JPG    2-180C~1.JPG
 

 เหรีญแสตมป์ ปี 2530 โหราศาสตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบจักรวาล รู้เรื่องสุริยคติ จันทรคติ พระราหู และกลุ่มดาว 12 นักษัตร ผู้ที่จะเรียนวิชานี้ต้องสมองดี มีความฉลาดล้ำลึก พูดง่ายๆ คือ เป็นอัจฉริยะนั่นเอง และเป็นที่น่าเสียดายว่า วิชาการเหล่านี้ได้สูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัย จะมีกระเซ็นกระสายหลงหลืออยู่บ้างก็เป็นเพียงกิ่งหรือแขนงเท่านั้น

ในอดีตที่เป็นยุคหลังการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัย ก็ปรากฏร่องรอยให้ทราบว่าผู้คนในอาณาจักรสิริธรรมนคร (นครศรีธรรมราช) ทราบเค้าความหมายแห่งดาว 12 นักษัตร และรู้ว่า
บรรพบุรุษของตนมีศาสตร์อันทรงพลังสูงสุด ดังปรากฏร่องรอยใน

บันทึกตำนานของพระธาตุเมืองนคร ที่กล่าว ถึงยุคของพญาศรีธรรมโศกราช ในการสร้างพระธาตุตอนหนึ่งว่า " เมืองานสร้างพระธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้วก็โปรดให้แต่งสำเภาไปยังเมืองลังกา เพื่อนิมนต์พระสงฆ์จากลังกามาฉลองพระธาตุ พร้อมกันนั้นก็ส่งตราไปยังเมืองขึ้น 12 นักษัตร อันได้แก่
 
เมืองสาย ( ตราหนู ) เมืองตานี ( ตราวัว )
 
 
เมืองกลันตัน ( ตราเสือ ) เมืองปาหัง ( ตรากระต่าย )
 
 
เมืองไทร ( ตรางู ) เมืองพัทลุง ( ตรางูเล็ก )
 
 
เมืองตรัง ( ตราม้า ) เมืองชุมพร ( ตราแพะ )
 
 
เมืองบันทายสมอ ( ตราลิง ) เมืองสะอุเลา ( ตราไก่ )
 
 
เมืองตะกั่วป่า ( ตราสุนัข ) เมืองกระ ( ตราหมู )
 
ให้มาทำบุญฉลองพระธาตุ " การกำหนดเมืองขึ้นโดยใช้ตรา 12 นักษัตรเป็นตัวแทนนั้น เป็นเพียงการชี้ให้เห็นว่าผู้คนในสมัยนั้น ได้ทราบตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา จึงตั้งชื่อเมืองขึ้นเพื่อเป็อนุสรณ์ระลึกถึงอดีต แต่แก่นของความรู้ได้สูญหายไปแล้ว แต่ในปัจจุบันศาสตร์ชั้นสุดยอดดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง การกลับมาครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังต่อ ไปเป็นระยะ ๆ ที่แน่ ๆ ก็คือถ้าจะใช้วัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับดวงชะตา การทำมาหากินให้ได้ผล สามารถคุ้มครองป้องกันภัยอันตราต่าง ๆ ได้อย่างดี วัตถุมงคลนั้นต้องสำเร็จด้วยศาสตร์แห่งจักรวาล อันเกี่ยวข้องกับ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ราหู และดาว 12 นักษัตร ซึ่งมีต้นกำเนิด ณ ดินแดนแหงอาณาจักรศรีวิชัย หรือ ตาพรลิงค์โบราณ ( นครศรีธรรมราช ) เพราะฉะนั้นวัตถุมงคลดังกล่าวต้องเกิดขึ้นที่นี่ ถึงจะเรียกได้ว่าของจริง

2AF67~1.JPG  2AA68~1.JPG

 

2AC95~1.JPG  29038~1.JPG

 

22448~1.JPG  25CBC~1.JPG

 

22046~1.JPG  206E9~1.JPG

 

2383E~1.JPG  20B06~1.JPG

 

26162~1.JPG  24127~1.JPG

เหรียญ 12 นักษัตร เนื้อทองแดง

25F7B~1.JPG  2C62D~1.JPG

2BB7D~1.JPG  2C62D~1-(1).JPG
เหรียญ
12 นักษัตร เนื้อทองคำ


 


 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top