บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 1-5


ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 1
 
 
                ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงขององค์จตุคามรามเทพ หรือองค์ราชันดำแห่งอาณาจักรทะเลใต้และวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในโอกาสการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ได้แพร่กระจายเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้เคารพศรัทธากลุ่มใหญ่ที่ยึดถืออย่างเหนียวแน่น ถึงขนาดว่า ถอดพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการพระเครื่อง แล้วแขวนเฉพาะวัตถุมงคลของหลักเมือง ฯ อย่างเดียว เสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถเอ่ยนามในข้อเขียนนี้ได้ แต่ถ้าท่านผู้อ่านสนใจอยากจะทราบว่าเป็นใครกันบ้าง ถ้าถามมาก็พอจะบอกเป็นการส่วนตัวได้ นับวันความนิยมศรัทธามีแต่ทวีสูงขึ้นและกระจายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จนทำให้วัตถุมงคลชุดนี้หายากยิ่งขึ้น ซึ่งหลายท่านคงจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมบุคคลกลุ่มต่างๆที่ผู้เขียนกล่าวถึงจึงมีความมั่นใจถึงขนาดนั้น ถ้าจะตอบแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ผู้เขียนคงต้องตอบว่า ความศักดิ์สิทธิ์ ..ครับ !เพราะความศักดิ์สิทธิที่เขาเหล่านั้นพบด้วยตัวเองจากการนำไปใช้และเมื่อแนะนำไปให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงใช้กันบ้างต่างพากันพูดเป็นเสี่ยงเดียวกันว่า ยอดเยี่ยม นี่แหละครับที่ทำให้ความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามอาจมีหลายท่านแย้งว่ายังไม่เคยได้ยินและไม่รู้จักว่าเป็นพระอะไร ผู้เขียนเอาอะไรมาพูดส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่วัตถุมงคลชุดนี้ได้ก่อกำเนิดขึ้นมา จึงยังไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จัก ในวงกว้างเหมือนวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมานานแล้ว และมีการประชาสัมพันธ์เขียนเรื่องราวกันมาก่อน แต่ถึงแม้ว่าจะไม่กว้างขวางในวงการพระมากนัก แต่ในวงการนักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง พ่อค้า ต่างเสาะแสวงหากันมาอย่างเงียบๆ บุคคลส่วนใหญ่เหล่านี้อยู่นอกวงการพระ การเข้ามาสนใจและเช่าวัตถุมงคลที่อยู่นอกวงการ สร้างขึ้นมาใหม่ๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมในวงการพระมาก่อน คงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา เพราะเช่ากันไปเช่ากันมาราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย จากตอนที่ออกให้ประชาชนเช่าบูชาเมื่อปี 2530 ในราคาองค์ละ49 บาท เดี๋ยวนี้ต้องเช่ากันเป็นหมื่น และเป็นแสนในองค์ที่สวยมาก ๆ ก็มีการเช่ากันมาแล้วหลายองค์ ราคาที่เพิ่มสูงขี้นเป็นเครื่องชี้วัดอันหนึ่งถึงความนิยม อย่างที่เรียนท่านผู้อ่านว่า คนที่เช่าส่วนใหญ่เป็นคนนอกวงการพระ บุคคลเหล่านี้เขาไม่สนใจหรือ
                  เห่อกระแสซื้อพระตามแฟชั่นหรอกครับ เขาสนใจผลที่จะได้รับมากกว่า ซื้อมาแล้วช่วยเขาได้ราคาแพงหน่อยเขาก็เช่าหามาองค์หนึ่งราคาเป็นหมื่น ๆ ถ้าไม่ได้ผลเขาคงไม่เช่าเพิ่มอีก และคงจะไปบอกคนอื่น ๆ ว่าไม่เห็นดีจริง อย่างที่ใครๆ บอก แต่นี่ส่วนใหญ่ที่ ผู้เขียนรู้จักเขาเช่าเพิ่มกันทั้งนั้น ลักษณะเช่นนี้คงจะเป็นคำตอบในตัวเองได้เป็นอย่างดีโดยส่วนตัวผู้เขียนขอ ยืนยันไม่ได้เป็นการเชียร์ เหมือนกับที่เราพบเห็นในพระเครื่องบางประเภท และไม่ได้เป็นไปตามกระแส ที่ผู้เขียน กล้ายืนยันเพราะตัวผู้เขียนเองมีประสบการณ์ที่ดีจากวักตถุมงคลชุดนี้ ตลอดเวลาตั้งแต่บูชาท่านมารวมทั้งประสบการณ์จากคนอื่น ๆ ที่นำไปใช้แล้วเห็นผลมาเล่าให้ฟังอีกมากมาย แต่ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มวิจารณ์ว่าเป็นการปั่นราคากัน ผู้เขียนจะไม่โต้เถียงเรื่อคิดว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

 
1-2007~1.JPG  2-2007~1.JPG
 
 
3-2007~1.JPG   4-2007~1-(1).JPG  
พระผงสุริยัน

เรียนต่อท่านผู้อ่านถึงกระแสความนิยม และความศักดิ์สิทธิ์มาค่อนข้างยาวพอสมควร คิดว่าทุกท่านคงอยากทราบว่า ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ดีอย่างไร ก่อนที่จะมาบอกกล่าวเรื่องนี้คงต้องขออธิบายคร่าว ๆ ถึงแนวทางในการทำให้วัตถุมงคลมีความศักดิ์สิทธิ์ตามแบบฉบับของหลักเมือง ฯ เสียก่อน เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกัน และยังเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เข้าใจถึงความเป็นไปได้ว่า วัตถุมงคลชุดนีศักดิ์สิทธิ์จริง นั่นคือ วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช สำเร็จขึ้นด้วยวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง ผสมผสานกับวิชาโลกศาสตร์ และญาณศาสตร์ แห่งองค์จตุคามรามเทพ องค์ผู้เจนจบในศาสตร์ทั้งสาม และหยั่งรู้ ความลับของดวงดาวและจักรวาล ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเป็นไปแห่งชีวิตของมวลมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ เมื่อผู้เขียนจะบอกว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลหลักเมืองฯ มีผลโดยตรงต่อดวงชะตาชีวิต ผู้ที่ดวงไม่ดีจะช่วยให้ค่อย ๆ ดีขึ้น ผู้ที่ดวงดีอยู่แล้วจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาหาจะผ่านพันไปได้ด้วยความราบรื่น ผู้ที่เคราะห์ร้ายมาก ๆ จะเบาบางลง ที่เรื่องไม่ร้ายแรงมากก็จะผ่านพันไปโดย ไม่เกิดอะไรขึ้นเมื่อดวงชะตาดีขึ้นจะส่งผลให้อาชีพการงานเจริญก้าวหน้า การค้าขายดีขึ้นจนรู้สึกได้ คนที่นำไปใช้จะสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่าชีวิตจะดีขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนบอกผู้เขียนว่าใช้แล้วจะมีสิ่งดีๆเข้ามาหาโดยไม่นึกว่าตัวเองจะได้รับ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ที่แต่ละคนประสบมา โดยผู้เขียนจะทยอยนำมาเล่าให้ฟัง
 
1-2007~1-(1).JPG  2-2007~1-(1).JPG
 
3-2007~2.JPG  4-2007~1-(2).JPG
พระผงจันทรา

ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ ต่อไป ผู้เขียนขอเรียนถึงสิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งที่จำเป็นจะต้องบอกต่อท่านผู้อ่านคือเรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นแกนหลักในเรื่องของหลักเมือง เรื่องการสร้างวัตถุมงคลและเหตุการณ์ที่สำคัญต่าง ๆ นั้น ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจาก พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกกุล ซึ่งเป็นผู้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ร่วมกับองค์จตุคามรามเทพ และเป็นผู้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาหลายรุ่น รวมทั้งการอนุญาตให้ลูกศิษย์หลักเมืองบางท่าน บางกลุ่ม สร้างวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ โดยท่านเป็นผู้ตรวจสอบรูปแบบของวัตถุมงคลทุกแบบ ดังนั้นผู้เขียนจำเป็นต้องเอ่ยนามของท่านบ่อยครั้ง เพราะหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจไม่สามารถอธิบายได้ผู้เขียนต้องถามท่าน ท่านจะอธิบายให้เข้าใจได้เป็นอย่างดี บางครั้งท่านจะพูดอธิบายให้ฟัง บางครั้งท่านจะเขียนอธิบายให้ เรื่องยาก ๆ ท่านพูดเพียงไม่กี่คำหรือเขียนเพียงไม่กี่ประโยคก็เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของท่าน ทั้งการพูดการเขียน ซึ่งต้องประกอบไปด้วยประสบการณ์และความรอบรู้อย่างดีเยี่ยม ผู้เขียนได้รับความกรุณาจากท่านในการได้เข้าพบพูดคุยอยู่เป็นประจำ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากหลังจากที่ได้รับความรู้จากท่าน จิตใจที่เคยท้อแท้ ท้อถอย อ่อนแอ กลับรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้น ความท้อแท้ที่เคยมีอยู่บ่อยครั้งหายไปจนเกือบหมดสิ้น ประกอบกับได้มากราบไหว้บูชาและใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองติดตัว ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจสูงขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัดเจน ผู้เขียนกล้าบอกได้ว่าผู้ใดพูดคุยกับท่าน แล้วจะไม่รู้สึกท้อแท้ทอดอาลัยกับชีวิต สำหรับเรื่องราวประวัติชีวิตของท่าน เป็นสิ่งทีน่าศึกษาและจดจำเป็นแบบอย่าง ผู้เขียนเคยพูดคุยกับตำรวจนายหนึ่ง กล่าวถึงท่านว่า บุคคลท่านนี้ คือตำนานของกรมตำรวจ ในโอกาสต่อไปผู้เขียนจะนำเรื่องราวการทำงานโดยย่อของท่านมาเสนอต่อท่านผู้อ่านเนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับการสร้างหลักเมือง ฯ เพราะถ้าไม่มีคนที่มีจิตใจกล้าหาญ เข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถมีความเสียสละ รักชาติรักแผ่นดิน และซื่อสัตย์สุจริต เช่นท่าน ก็ไม่มีหลักเมืองนครศรีธรรมราช องค์จตุคามรามเทพรอเวลา เกือบพันปี่เพื่อมาแก้อาถรรพ์คำสาป นั่นคือรอเวลาจนกระทั่งท่านอุบัติขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ ถึงจะสำเร็จลงได้ในความเป็นจริงที่ท่านต้องทำงานนี้ควบคู่ไปกับงานปราบปรามโจรผู้ร้ายนั้น พบกับอุปสรรคขวากหนามชนิดคนธรรมดาไม่สามารถทำได้

             ผู้เขียนจำเป็นต้องเกริ่นกล่าวมาเสียยืดยาวนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจเป็นการทั่วไปเสียก่อนเพราะวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่จะนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านในโอกาสต่อ ๆไปนั้น มีความแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องคุณวิเศษ และแนวทางในการทำให้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์นอกจากนี้ยังมีคำพูดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในสมัยนี้ชอบพูดกันเสมอๆ คือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ” ท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ ฯ พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังว่าเป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้กับพวกเราศิษย์หลักเมืองและพวกเราก็จะไม่ใช้คำพูดนี้กับใครด้วย เพราะถ้าเขาไม่เชื่อแสดงว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริงต้องลบหลู่ได้ และต้องลบหลู่ด้วย แต่นั่นต้องหมายความว่าเราได้พิสูจน์ด้วยการนำไปใช้แล้วถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริงจะไปใช้ทำไม และจะมาห้ามไม่ให้ลบหลู่ไม่ได้ เพราะสมัยนี้เราอยู่กันด้วยเหตุผลที่เป็นจริงจังจะมาพูดลอย ๆ ไม่ได้วัตถุมงคลของหลักเมือง ฯ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าใช้ไปปีหนึ่งก็แล้ว สองปีก็แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือมีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกหรือสัมผัสได้ว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ถอดออกไปซะดีกว่า ที่ผู้เขียนพูดเช่นนี้มิได้อวดดีหรือท้าทาย แต่ผู้เขียนคิดว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้องควรจะนำมาใช้ในการเลือกกวัตถุมงคลทุกชนิดมาใช้

ท่านผู้อ่านครับ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะฝันลมๆ แล้งๆ ไม่ได้ ถ้าเราไปเชื่อคำพูดที่ทำให้หลงงมงาย เราก็จะต้องถูกเขาหลอกลวงต้มตุ๋นไปเรื่อยๆ ชีวิตเราก็คงจะไร้สาระมากขึ้นทุกวัน เชื่อว่าหลายท่านคงจะเห็นด้วยกับเหตุผลของผู้เขียน และที่กล้าพูดเช่นนี้เพราะผู้เขียนมีความมั่นใจในวัตถุมงคลของหลักเมือง เนื่องจากได้ติดตามข่าวคราวจากผู้ที่นำไปใช้ ซึ่งโดยหลักการที่พลตำรวจโทสรรเพชญ ฯ ได้เคยบอกกับผู้เขียนว่าจะต้องได้ผลทุกคน เพียงแต่ช้าเร็ว มากน้อยต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดวงชะตาและการประพฤติปฏิบัติตนของแต่ละคน บางคนได้มาวันสองวันก็เห็นผล บางคนเป็นปีก็ยังไม่รู้สึก เนื่องจากไม่สามารถไปเทียบกับการไม่ใช้วัตถุมงคลนั้นได้ เพราะถ้าไม่ใช้อาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้แต่ที่แน่ ๆ จะต้องมีสัญญาณอะไรบอกให้เรารู้สึกได้ อย่างนั้นกรณีของลูกค้าร้านเชษฐโฟโต้ เช่าพระผงสุริยัน จันทรา พิมพ์เล็กไปแขวนอยู่ได้ระยะหนึ่งมีความรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองก็ยังเหมือนเดิม ยังไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับมีอะไรเลวร้าย ทำให้ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ก็นึกไปว่าไม่เห็นเหมือนกับคำร่ำลือ อยู่มาวันหนึ่งได้เดินทางไปหาซินแสจีน ซึ่งรับดูโชคชะตาโดยนั่งทางใน เขาถามซินแสว่าทำไมช่วงนี้ดวงไม่ค่อยจะดีไม่เห็นมีงานมีการเข้ามาเลย เมื่อไหร่ถึงจะดีเสียที ซินแสได้ฟังจึงนั่งหลับตาไปครู่หนึ่งพอลืมตาขึ้นมาก็บอกว่า นี่ยังดีนะ.. คุณยังมีของดีติดตัวอยู่ ด้วยของสิ่งนี้ได้ช่วยคุณไว้ ไม่เช่นนั้นคุณแย่กว่านี้อีกเป็นร้อยเท่า ลูกค้าคนนั้นจึงถอดพระผงสุริยัน จันทรา ให้ดู ซินแสจับดูแล้วบอกว่า อันนี้แหละที่ช่วยคุณไว้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้ผู้ใช้วัตถุมงคลของหลักเมือง รู้ได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ได้แสดงให้เห็นโดยตรง และโดยทันที่ แต่ในความเป็นจริงนั้น ได้ส่งผลคุณวิเศษในทางที่ดีกับผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้วผู้เขียน ได้กล่าวถึงการรอคอยขององค์จตุคามรามเทพ เพื่อมาพบกับท่านพลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุลและขอให้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชหรืออีกนัยหนึ่งก็คือการรอฤกษ์ยามที่เหมาะสม รอคนที่เหมาะสมเพราะการสร้างหลักเมืองคือการกำหนดชะตาของเมืองถ้าฤกษ์เวลาดีก็จะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข การรอคนสร้างทีเหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะงานสร้างหลักเมืองไม่ใช่งานธรรมดาจำเป็นต้องได้คนที่มีอำนาจบารมีในตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเพื่อแก้อาถรรพ์คำสาปจะต้องผจญกับมารที่เป็นมนุษย์และมารที่มองไม่เห็น
 
20070~2.JPG

ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
 
ทีนี้ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าแล้วทำไมต้องเป็นเมืองนครศรีธรรมราช ทำไมไม่เป็นจังหวัดอื่นที่มีอยู่ในภาคใต้ ภาคกลาง หรือภาคเหนือ เรื่องนี้มีคำอธิบายครับ แต่การอธิบายของผู้เขียนคงจะไปขัดแย้งกับความเห็นของนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับดินแดนในแถบภาคใต้ หรือเชื่อว่าดินแดนแถบนี้เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนใคร ทั้งๆที่มีหลักฐานบันทึกอย่างมากมายจากประเทศที่มีการติดต่อค้าขายและติดต่อกันทางด้านการเมือง วัฒนธรรรมทั้ง จีน อาหรับ และลังกา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางด้านปฏิมากรรม ที่ยอมรับกันว่าเก่าแก่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่เทวรูป ที่ค้นพบที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของนครศรีธรรมราช จะหย่อนไปนิดก็ตรงหลักฐาน ทางด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งไม่มีหลงเหลือให้ศึกษาและใช้เป็นหลักฐาน แต่ก็ไม่ได้ต่างไปจากภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยทีไม่มีหลักฐานทางด้าสถาปัตยกรรม ที่เก่ากว่าพุทธศตวรรษที่ 10 เช่นกัน ส่วนในอนาคต ไม่แน่นะครับดินแดนบริเวณนี้อาจมีหลักฐานทางด้านนี้ถูกค้นพบให้เราได้เห็นกัน สิ่งที่ผู้เขียนพูดถึงนี้คือสิ่งทีองค์จตุคามรามเทพได้บอกกล่าวไว้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเราจะต้องได้เห็นจริงๆ โดยส่วนตัวผู้เขียนมีความสนใจและศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์มาบ้าง

มีความเชื่อว่าดินแดนในแถบภาคใต้ เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนใคร ยิ่งเมื่อได้ฟังคำอธิบายและหลักฐานอ้างอิงจาก ท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ ยิ่งเกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ถ้าจะนำมากล่าวถึงอย่างละเอียดเกรงว่าจะยืดยาวมากเกินไป เดี๋ยวกลายเป็นการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ จึงรวบรัดตัดตอนว่า เมืองนครศรีธรรมราช ดินแดนอันเก่าแก่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีอิทธิพลครอบคลุมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งภายหลังถูกยึดครอง และต้องคำสาปในทีสุด รายละเอียดเรื่องการถูกสาปเป็นอย่างไร ผู้เขียนขอคัดเอาบางตอนของเรื่องกรุงศรีธรรมโศกถูกสาปจริงหรือ ซึ่งเขียนโดย พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล มาลงให้ท่านผู้อ่านทราบเพื่อ ความเข้าใจที่ชัดเจนดังนี้ “ พญาจันทรภาณุผู้น้องไปเป็นพระยาแทน พญาจันทรภาณุเป็นพระยาอยู่ได้ 7 ปี เกิดไข้ยมบนลงทั้งเมืองคนตายวินาศประลัย พญาจันทรภาณุ พญาพงศาสุราหะ อนุชา และพระมหาเถรสัจจ่านุเทพกับครอบครัวลงเรือหนีไข้ยมบน ไข้ก็ตามลงเรือ พญา และลูกเมีย ตายสิ ้น พระมหาเถรสัจจานุเทพก็ตาย เมืองนครทิ้งร้างเป็นป่ารังโรมอยู่หึงนาน ” เมื่อนำหลักฐานเหล่านี้มาประมวลเข้ากับเรื่องราวการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์ ดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ก็ทำให้ทราบว่าหลังจากกรุงศรีธรรมโศก เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในน่านน้ำทะเลใต้ ล่มสลายถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่ารังโรมอยู่เป็นเวลานาน ท้าวอู่ทองแห่งอาณาจักรศรีอโยธยา ได้ฉวยโอกาสยกพลมาครอบครองดินแดนของพวกศรีวิชัยในแหลมทอง ผนวกเข้ารวมอยู่ในอาณาจักรของพระองค์ แล้วทรงโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์พระนามว่า “พระศรีมหาราชา” และ “นายศรีทูน” เป็นผู้ปกครองบ้านเมืองโดยตั้งศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่บ้านลานสะกา ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขององค์พระบรมธาตุ ประมาณ 2กิโลเมตร เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลังจากพระเจ้าจันทรภาณุเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ กรุงตามพรลิงค์ ทรงเฉลิม พระนามว่า พระเจ้ากรุงศรีธรรมโศกราช ในขณะนั้นพวกชนชาติไทยที่ตั้งมั่นอยู่ที่ตั้งมั่นอยู่ที่ พระนครพริบพรีเริ่มมีความเข้มแข็งแกร่งกล้า รวบรวมนครรัฐในแถบที่ลุ่มภาคกลาง รวมตัวกันก่อตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นใหม่ต่อจากนั้นได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจขึ้นไปตั้งใหม่ที่เมืองอโยธยา ติดต่อสัมพันธ์กับกษัตริย์ลังกาเชื้อสายสิงหล ซึ่งตั้งบ้านเมืองอยู่ทางตอนใต้ของเกาะลังกา มีกรุงทัมพะเทนิยะ เป็นเมืองหลวง ดำเนินนโยบายทางการเมือง หนุนหลังให้กองทัพสิงหลบุกขึ้นไปโจมตีพวกศรีวิชัยที่กรุงโปโลนนะรุวะ จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช เสด็จยกกองทัพไปโจมตีแก้แค้นถึง 2 ครั้ง 2 ครา สูญเสียผู้คนและทรัพย์สินไปไม่น้อยกองทัพเรือกรุงศรีธรรมโศกจึงอ่อนเปลี้ยลงตามลำดับยิ่งต้องทำสงครามรบพุ่งกับพวกชาวไทยที่แผ่ขยายอำนาจลงไปยึดครองบ้านเมืองจนถึงอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วยแล้ว กองทัพนครศรีธรรมราชยิ่งอ่อนแอลง ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชจึงกล่าวว่าการทำสงครามกันระหว่างพระเจ้ากรุงศรีธรรมโศก กับ พระเจ้าอู่ทองไม่มีฝ่ายใดแพ้ ชนะ ในที่สุดตกลงทำสัญญาสันติภาพ หลั่งน้ำทักษิโณทกอธิษฐานเป็นพระญาติวงศ์กันสืบไป ความพยายามปะติดปะต่อหลักฐานเท่าที่มีอยู่ตามแนวทางดังกล่าวนี้ น่าเชื่อว่าการทำสงครามระหว่างพญาศรีธรรมโศกราช กับ ท้าวอู่ทอง น่าจะเกิดขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่18 ครั้นตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกกันแล้ว พระเจ้าศรีธรรมโศกราช หรือ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมโศกราช คงครองราชสมบัติสืบต่อมาไม่นานก็สวรรคต ไม่มีหลักฐานว่าพระองค์ทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาบ้างหรือไม่ หรือเกิดปัญหาแย่งชิงราชบัลลังก์กันอย่างไร คงทราบเรื่องราวจากตำนานเมืองนครแต่เพียงว่า ภายหลังจากฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศก และพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ จึงได้ย้ายลงมาสร้างเมืองพระเวียงเป็นราชธานีของแคว้นนครศรีธรรมราช ตำนานกล่าวว่าพระศรีมหาราชาและพระสงฆ์ดำเนินการฟื้นฟูบูรณาการ กรุงศรีธรรมโศกและพระมหาธาตุเจดีย์ยังไม่ทันเสร็จสิ้นก็ถึงแก่อนิจกรรม พระเจ้ากรุงศรีอโยธยา ทรงโปรดแต่งตั้งให้นายศรีทูน เป็นเจ้าเมืองนครศรีมหาราชโศกราช เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นขุนอินทารา และพระศรีมหาราชา ตามลำดับ ในสมัยพระศรีมหาราชาศรีทูนนี่เองที่การฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศกและพระมหาธาตุเจดีย์สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ตำนานพื้นเมืองจึง


ยกย่องพระศรีมหาราชาศรีทูนว่าพระจ้าศรีธรรมโศกราชบ้าง พระศรีอรหันต์จักรีบ้างแต่การค้นพบจดหมายเหตุปูมโหร ที่จดบันทึกไว้ว่า เมืองนครศรีธรรมราชสถาปนาขึ้น ณ วันพฤหัส แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ตรงกับ พ.ศ. 1830 ทางสุริยคติ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญอันเป็นความลับของแผ่นดินที่บ่งบอกให้ทราบแน่นอนว่า ใครสาปกรุงศรีธรรมโศก บางท่านอาจสงสัยว่าเป็นได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรทำให้คิดเช่นนั้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่สำคัญผิดคิดว่า คำสาป เป็นคำแช่งชักหักกระดูก ด้วยความอาฆาตมาดร้าย ใช้ถ้อยคำหยาบคาย หรือกระทำด้วยมนตราอาคมที่เรียกกันว่ามนต์ดำ หรือวิชาไสยศาสตร์ประเภทพ่อมดหมอผี แต่ในความเป็นจริงนั้น ถ้าท่านศึกษาวิชาโหราศาสตร์เพียงระดับ งูๆปลาๆ เมื่อเห็นรูปดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราช ในจดหมายเหตุปูมโหร ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าร้ายกาจ น่ากลัวขนาดไหน ใครก็ตามถ้าถือกำเนิดมาในฤกษ์ยาม และดวงดาวปรากฏในดวงชะตาอย่างนี้ ควรจะตายเสียตั้งแต่เกิดจะดีกว่าต้องทนทุกข์ทรมาน รับเวรกรรมอย่างหนักหนาสาหัสไปจนกว่าจะตาย ในที่นี้จะไม่บอกกล่าวถึงรายละเอียด เพราะจะทำให้ยาวความจนเกินไป แต่ใคร่หยิบยกคำโคลงพยากรณ์ ซึ่งโหราจารย์ผูกไว้ให้ทราบถึงความอาภัพอับโชค เกี่ยวกับผู้มีดวงชะตาแตกร้าวว่าช้ำชอกขนาดไหน ตามกฎเกณฑ์วิชาโหราศาสตร์ กำหนดไว้เป็นสูตรสำเร็จ ความว่า
ระวิภุมกะทั้ง โสรา
ปัญจแก่ลัคนา พุธเก้า
จันทร์กับชีวา เป็นแปด
ศุกร์เจ็ดอาจารย์เจ้า ว่าร้อนนิรันดร์

ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ ดวงชะตาบุคคลใด มีดาวอาทิตย์ ดาวอังคาร ตั้งอยู่ในภพที่ 5 ของลัคนากำเนิดบุคคลนั้นก็จะประสบทุกข์ยากเดือดร้อน อันเกิดมาจากลูกหลานไม่เอาไหน ทำลายล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้ร่อยหรอและพินาศไปในที่สุด ไม่มีทุกข์ใดในโลกนี้จะทุกข์หนักเท่ากับทุกข์ในเรื่องลูกเต้าเผ่าพันธุ์ นอกจากนั้นถ้าดาวพระศุกร์อยู่ในภพที่ 7 ย่อมประสบทุกข์ร้อนจากครอบครัว คนรัก หุ้นส่วนที่ร่วมงานทรยศหักหลังเรียกว่าเจ็บปวด ทุกข์ทรมานไปจนกว่าจะตาย ถือว่าเป็นเวรกรรม แม้จะแนะนำให้ไปบวชก็ไม่ทราบว่าจะหลีกหนีความเจ็บปวด ความระทมขมขื่นไปได้อย่างไร อันเป็นกฎเกณฑ์ของรูปดวงชะตา ช้ำจะเห็นได้ว่าเมืองนครศรีธรรมราชในจดหมายเหตุปูมโหร เข้าข่ายเคราะห์ร้ายดังกล่าวนี้ถึง 2 ประการคือดาวอังคารเป็น 5 ดาวพระศุกร์เป็น 7 มันถึงร้อนรน อยู่ชั่วนิรันดร นอกเหนือจากเกณฑ์ดวงชะตาช้ำแล้ว โหราจารย์จึงกล่าวถึงความอาภัพอับโชคที่สุดร้ายแรงเหลือเกินจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่ในภาษาวิชาการเรียกว่า

เกณฑ์ภินทุบาศว์ ความว่า

เสาร์ เพ่งเล็งลัคน์แล้ อสุรา
ภุมเมคาร์อัษฎา ว่าไว้
จันทร์ สิบเอ็ดแก่รา หูเล่า
อาภัพอัปภาคให้ โทษแท้ประเหินหิน
 
แต่รูปดวงชะตานี้เป็นหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่บอกให้ทราบว่า ได้มีการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นในเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอน ดวงชะตานี้จะดีร้ายอย่างไรไม่ขอวิจารณ์ เพราะนักโหราศาสตร์ย่อมรู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าจะมีรูปดังดวงชะตานี้ ผู้เขียนแอบศึกษาเงียบ ๆ มาช้านานอยากรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังว่า มีความเป็นมาอย่างไร ไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้ในเรื่องนี้ ที่แปลกประหลาดใจ ก็คือ จตุคามรามเทพ รู้ได้อย่างไรว่าผู้เขียนมีรูปดวงชะตานี้ และทราบดีว่าควรทำอย่างไร อันเป็นเหตุสำคัญ ประการหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างหลักเมือง และมีส่วนในการสร้างพระผงสุริยันจันทรา ตลอดจนวัตถุมงคลอย่างอื่นอีกมากมาย และรวบรวมหลักฐานเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย พิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่ให้ผู้คนรับรู้ข้อเท็จจริงในอดีต บุคคลใดเกิดมาอย่างนี้ก็ต้องทำใจว่าเป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน ยอมรับความผิดหวังทุกสิ่งทุกอย่างไม่ปรารถนาความสวัสดีมีโชคอะไรกับเขา เพียงแต่อยู่ไปให้หมดสิ้นเวรกรรมก็พอใจแล้ว แต่การกำหนดรูปดวงชะตาเมือง คนเราสามารถทำขึ้นเองและเลือกเอาจะให้ดีอย่างไรก็ได้ ส่วนใหญ่ทำขึ้นเพื่อให้บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนประกอบอาชีพการงานรุ่งเรืองไพบูลย์ ปราศจากการรุกรานเบียดเบียนของศัตรู มั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจ แต่เหตุไฉนดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราช จึงมีดาวพระเสาร์ทำมุมเล็งลัคนาร่วมกับดาวพระศุกร์ อย่างนี้ไม่เรียกว่าวางยา หรือ ต้องคำสาปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร การวางรูปดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราชให้ต้องเกณฑ์ภินทุบาทว์ ดังที่กล่าวโดยย่อพอเป็นแนวทางสำหรับผู้มีความรู้ในวิชาโหราศาสตร์ช่วยกันพิจารณาว่าจริงหรือไม่ เชื่อว่าคงไม่วางรูปดวงชะตาไว้แต่เพียงในจดหมายเหตุปูมโหรเท่านั้นแต่น่าจะมีการสร้างเสาหลักเมืองศาลหลักเมืองด้วยวิธีการโบราณพร้อมกับประกอบพิธีกรรมสาปส่ง ตามหลักไสยศาสตร์เพื่อบังคับให้เกิดผลตามเจตนารมย์ของผู้มีอำนาจ เท่าที่พยายามสืบสวนค้นหาร่องรอย พบหลักฐานว่าพระเสื้อเมือง เดิมเคยตั้งอยู่บริเวณหอนาฬิกา ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของศาลากลางจังหวัด แสดงว่า สถานที่แห่งนั้นน่าจะเคยเป็นที่ตั้งศาลหลักเมืองเก่า ของกรุงศรีธรรมโศก ซึ่งสถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 1830 เท็จจริงอย่างไรเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากรจะต้องดำเนินการขุดค้น เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ถูกหรือผิดอย่างไร แต่จะเป็นเหตุบังเอิญหรือว่าฟ้าดินบันดาลให้เป็นไป หรือว่าถึงเวลาที่อาถรรพ์คำสาปจะเสื่อมสลาย ลูกหลานชาวกรุงศรีธรรมโศก พากเพียรศึกษาค้นคว้าวิชาโหราศาสตร์ของบรรพบุรุษ สืบสวนทวนความ ประวัติความเป็นมาของชาวศรีวิชัย และไม่ยอมรับประวัติศาสตร์ไทย ทำให้ค้นพบจดหมายเหตุปูมโหรเก่าแก่เหมือนดังว่าถูกผีชักรวมพลังกันแก้ไข โดยมีองค์จตุคามรามเทพ เทวดารักษาบ้านเมือง อภิบาลองค์ พรบรมธาตุ มาหนุนช่วยผลักดันฝ่าฟันอุปสรรคสิ่งเลวร้ายทั้งปวง จนกระทั่งสามารถสถาปนาหลักเมืองศรีวิชัย 12 นักกษัตร สำเร็จล่วงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
 
20070~2-(1).JPG
ท่านสรรเพชญทำพิธีแห่งหลักเมืองนครศรีธรรมราช

20070~1-(1).JPG
พระอาทิตย์ทรงกลดขณะทำพิธี

 
พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ผู้นำในการสร้าง หลักเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึงรูปดวงชะตาของนครศรีธรรมราชว่า รูปดวงชะตานี้ ร้อยตำรวจเอกเปี่ยม บุญยโชติ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราชคัดลอกมาจากสมุดข่อย หอสมุดแห่งชาติ นำมาลงไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์โหราศาสตร์ที่ท่านแต่งขึ้นจากการตรวจสอบพบว่า ตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหง เป็นกษัตริย์เรืองอำนาจอยู่ในกรุงสุโขทัยแต่ในขณะเดียวกัน ตำนานเรื่อง พระเจ้าสุวรรณราชา แห่งกรุงอโยธยา อ้างว่าพระองค์มีอำนาจอยู่ในอณาจักรศรีอโยธยาทรงโปรดแต่งตั้ง พระศรีมหาราชา กับ นายศรีทูน ลงมาฟื้นฟูบูรณาการ กรุงศรีธรรมโศก ซึ่งล่มจมไปเพราะ เกิดโรคระบาดร้ายแรงที่เรียกว่า ไข้ยมบน สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 18 จึงยังเป็นปัญหาขัดแย้งในประวัติศาสตร์ ที่จะต้องค้นคว้ากันต่อไป

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 3
จากบทความของท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ที่ผู้เขียนนำมาลงให้อ่านในตอนที่แล้วจะเห็นว่าการสาปมิได้กระทำโดยการใช้เวทมนต์คาถา ดังที่พวกเราเคยเข้าใจ เคยได้ยินได้ฟังหรือเคยได้อ่านจากหนังสือนิทาน นิยายต่างๆ เช่นการสาปคนให้กลายเป็นหิน เป็นสัตว์ หรือเป็นสิ่งต่าง ๆ แต่การสาปในครั้งนั้นเป็นการใช้วิชาโหราศาสตร์ ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจครอบคลุมไปทั้งเมือง ทำให้เกิดทุกข์ภัยต่าง ๆ นานา ประชาชนอยู่ในภาวะระส่ำระสาย แตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งบ้านเมืองอ่อนแอ ง่ายต่อการเข้าครอบครองและครอบงำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้กระทำโดยปราศจากการต่อสู้ขัดขวาง ดังเช่นเมืองนครศรีธรรมราช ภายหลังจากการถูกสาปแล้ว ก็ไม่เคยสงบสุขมีเรื่องมีราวมาโดยตลอด ประชาชนพลเมื่องไม่ทราบถึงสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของตน ได้แต่เผชิญชะตากรรมไป โดยคิดว่าเป็นเหตุการณ์หรือภาวะที่เกิดขึ้น ตามปกติ การสาปโดยวิธีนี้ผู้กระทำต้องมีความรู้ ความสามารถในวิชาโหราศาสตร์ และพิธีกรรม ที่จะทำการอย่างนี้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้จะต้องมีความโหดมากทีเดียว เพราะการกระทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่เลือดเย็นมาก แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของการศึกสงครามในสมัยนั้น ผู้ชนะย่อมจะทำทุกวิถีทางที่จะยึดครอง และควบคุมดินแดนที่ตัวเองแย่งชิงมาได้ให้อยู่ภายใต้อำนาจของตัวเองให้นานที่สุดทั้งการดำเนินการด้านการทหาร การเมือง ที่ขาดไม่ได้ก็คือการกระทำด้านไสยศาสตร์ซึ่งขึ้นอยู่ กับว่าวิธีการของใครจะเข้มแข็ง และศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน เมืองนครศรีธรรมราชก็ไม่รอดพ้นการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีผลประโยชน์มหาศาล มีอิทธิพลครอบคลุมน่านน้ำทะเลใต้ ทั้งทางด้านทะเลอันดามัน และ อ่าวไทย รวมไปถึงแหลมมาลายู หมู่เกาะชวา และเกาะสุมาตรา บางขณะกินเขตแดนไปถึง ศรีลังกา และครอบคลุมดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด จึงย่อมเป็นที่หมายปองของอาณาจักรอื่นและเมืองอื่นที่พยายามต่อสู้แยกตัวเป็นอิสระ ดังนั้นยามใดที่ศูนย์กลางแห่งนี้อ่อนแอ จะถูกโจมตีแล้วเข้ายึดครองเมื่อนั้น ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนด้วยกัน แต่ละครั้งก็จะถูกกระทำย่ำยี ด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นแสดงให้เห็นว่าดินแดนแห่งนี้เคยถูกสาปมาแล้วหลายครั้งแต่ครั้งที่หนักหนาสาหัสก็คือ การกระทำโดยอาณาจักรอโยธยาในปี พ.ศ.1830 ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกว้างขวางและรุนแรง ประชาชนต้องตกอยู่ในภาวะที่เปรียบเสมือนฝันร้ายมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี แต่ถ้ารวมการกระทำครั้งอื่น ๆ ด้วยก็กินเวลาเป็นพันปี เมื่อเหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ไม่มีใครล่วงรู้ถึงความเป็นไปเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ได้ค้นพบจดหมายเหตุปูมโหร และให้ความสนใจค้นคว้าจนทราบความจริงและเก็บงำไว้อยู่ในใจตลอดเวลา จนกระทั่งองค์จตุคามรามเทพ ปรากฎขึ้น และยืนยันว่าสิ่งที่ท่านค้นพบนั้นเป็นเรื่องจริง
 
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมจึงต้องเป็นองค์จตุคามรามเทพ ท่านเกี่ยวข้องอย่างไรกับเมืองนครศรีธรรมราช เดิมชาวเมืองรู้แต่เพียงว่า ท่านคือเทวดารักษาเมือง โดยไม่ทราบว่าท่านคือเทวดาที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง พูดอย่างนี้อาจจะมีคนแย้งว่าไม่เคยได้ยินชื่อองค์ท่านมาก่อน ต้องยอมรับตามตรงครับว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ผู้เขียนเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อองค์ท่านมาก่อนเช่นกัน นั้นเป็นเพราะท่านไม่เคยแสดงอภินิหารอิทธิฤทธิ์ ให้ปรากฏเป็นที่เล่าขานในนามองค์จตุคามรามเทพมาก่อน อันนี้คงเป็นความต้องการของท่านเอง เป้าหมายของท่านที่มาปรากฏในครั้งนี้เพื่อจะมาปฏิบัติภารกิจสำคัญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการแก้อาถรรพ์คำสาป กำหนดดวงชะตาเมืองเสียใหม่โดยการสร้างหลักเมือง ซึ่งต้องรอเวลาฤกษ์ยามที่เหมาะสม พร้อมกับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในภาคมนุษย์ มาช่วยเหลือท่าน ใช้เวลานับพันปีรอคอยอย่างเงียบๆจึงทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยได้ยินชื่อท่านบ่อยนัก แต่ในโลกของวิญญาณ หรือที่คนบางกลุ่มเรียกกันว่าโลกทิพย์ ไม่มีใครไม่รู้จักท่านรวมถึงมนุษย์ที่สามารถฝึกจิตจนสามารถติดต่อกับโลกทิพย์ได้ ต่างรู้จักท่านเป็นอย่างดี และให้ความเคารพยำเกรงกันทั้งนั้น ดังตัวอย่างที่ผู้เขียนได้เคยเขียนเรื่องเล่าไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คือเรื่อง ของ พลตำรวจตรี ตรีทศ รณฤทธิวิชัย (ยศปัจจุบัน) เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปราชการที่ภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นพาไปกราบพระสงฆ์องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือกันมากทั้งชาวไทยและชาวพม่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าท่านสำเร็จญาณชั้นสูง เมื่อไปถึง พระองค์ดังกล่าวได้ลุกขึ้นจากแคร่ลงมาต้อนรับ เมื่อเข้าใกล้ก็นั่งลงกราบพร้อมกับพูดว่า “ขอคารวะผู้มาจากทะเลใต้” ด้วยกิริยาเช่นนั้นทำให้ผู้การตรีทศ ถึงกับตกใจที่ ตัวเองจะมากราบพระ แต่พอมาถึงพระกลับมากราบท่านเสียนี่ แต่คำพูดของพระองค์นั้น ทำให้ผู้การทราบว่า แท้จริงพระท่านไม่ได้กราบตัวของผู้การ แต่ท่านกราบพระที่ผู้การแขวนไปเพียงองค์เดียว คือ เหรียญปิดตาพังพระกาฬ ซึ่งสร้างในนามของหลักเมืองนครศรีธรรมราช และทำให้ศักดิ์สิทธิ์โดย องค์จตุคามรามเทพ ตัวท่านผู้การเองเป็นศิษย์คนหนึ่งของหลักเมือง และทราบเรื่องราวดีว่า ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ จึงทำให้ท่านผู้การหายตกใจและหายสงสัย แต่ก็ยังจะมีปัญหาตามมาคือ ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยและคงอยากจะทราบต่อไปว่า ที่พระสงฆ์ท่านกราบนั้นเป็นการกราบองค์จตุคามรามเทพ หรือ พระปิดตาพังพระกาฬ และที่ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้นั้น คือองค์ใดกันแน่ เพราะถ้าพูดถึงพระปิดตาพังพระกาฬ น่าจะเป็นนามที่คุ้นหูบุคคลในวงการพระเครื่องเนื่องจากนามนี้ปรากฎขึ้นในรูปลักษณ์ของพระปิดตา ซึ่งถือเป็นพระปิดตาซึ่งมีชื่อเสียงองค์หนึ่งของภาคใต้และมีต้นกำเนิดในจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นระยะเวลานานพอสมควรทีเดียว แต่ก็ไม่มีใครทราบประวัติที่แท้จริงของพระพังพระกาฬ และไม่ทราบว่าใครเป็นคนสร้าง คนทั่วไปจึงเข้าใจแต่เพียงว่าเป็นการนำเอาพระที่เคยมีการสร้างและรู้จักกันแล้วมาสร้างโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มคำว่า พระโพธิสัตว์พังพระกาฬนำหน้าเข้าไปอีก ประกอบกับในหมู่ลูกศิษย์ของหลักเมือง มีการกล่าวถึงและบูชาองค์จตุคามรามเทพกับพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ ดุจองค์ๆ เดียวกัน ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสงสัยว่าท่านเกี่ยวข้องกันอย่างไร


20070~1-(2).JPG     20070~4.JPG

เหรียญปิดตาพังพระกาฬ เนื้อทองคำ


20070~3.JPG  2272F~1.JPG  20070~2-(2).JPG

เหรียญปิดตาพังพระกาฬ เนื้อนวโลหะ
 
เพื่อความเข้าใจและทราบถึงเหตุผลในการสร้างรูปตัววัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องของหลักเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นพื้นฐานในการศึกษาและแสงหาวัตถุมงคลดังกล่าว ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆ ในเบื้องต้นนี้ และถ้ามีโอกาสจะนำเรื่องราวมาขยายความที่ละเอียดต่อไป แต่ถ้าท่านอยากทราบรายละเอียดที่มากกว่า อยากจะแนะนำให้ไปหาอ่านได้จากเอกสารกำกับวัตถุมงคลที่ออกในปี 2530 ตอนนี้จะขอเริ่มจากที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่าทำไมองค์จกตุคามรามเทพ ต้องมาแก้อาถรรพ์คำสาป ท่านเกี่ยวข้องอย่างไรกับนครศรีธรรมราช คำตอบก็คือท่านเคยเป็นกษัตริย์ในยุคเริ่มต้นอาณาจักรศรีวิชัย เคยสร้างความเจริญและความยิ่งใหญ่ให้กับอณาจักรแห่งนี้มาก่อน จึงกล่าวได้ว่าเป็นดินแดนที่ท่านสร้างสรรค์มา ผู้คนที่อยู่สืบทอดกันต่อมาในอาณาจักรศรีวิชัยจนถึงปัจจุบัน ก็คือลูกหลานของประชาชนในสมัยท่านนั่นเอง เมื่อมีเคราะห์กรรมเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ ท่านจึงจำเป็นต้องดูแลแก้ไข สำหรับความเกี่ยวพันระหว่างองค์ท่านกับองค์พระโพธิสัตว์พังพระกาฬ นั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งแต่พอจะเรียนอธิบายต่อท่านผู้อ่านได้ว่า พระปิดตาพังพระกาฬ คือปางอวตารของพระโพธิสัตว์ที่กำลังจะลงมาจุติเป็นองค์จตุคามรามเทพ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ดังนั้น ในโลกของวิญญาณ เมื่อเห็นองค์จตุคามรามเทพ ก็เปรียบเสมือนได้เห็นพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ หรือเมื่อได้เห็นพระโพธิสัตว์พังพระกาฬก็เหมือนเห็นองค์จตุคามรามเทพ ท่านทั้งสององค์ทรงพลังอำนาจมีอิทธิฤทธิ์อยู่เหนือกาลเวลา รอบรู้เรื่องราวแห่งจักรวาลและความเป็นไปในโลกนี้ จึงเป็นที่เคารพยำเกรงโดยทั่วไป เมื่อวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฎขึ้น ณ ที่ใดจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากวิญญาณ ผีสาง เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ทั้งหลาย จนเราสามารถสำผัสได้ถึงอำนาจ บารมี แห่งองค์พระโพธิสัตว์พังพระกาฬและองค์จตุคามรามเทพ ดังกรณีของ คุณหมวย มีจุดเริ่มต้นคือผู้เขียนตกลงรับหน้าที่ไปหาช่างตีมีด โดยท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ฯ ได้กรุณามอบเหล็กที่เหลือจากการตีมีดรุ่นแรกขนาดโตเท่ากำปั้นให้เป็นชนวน ผู้เขียนหาที่ตีมีดอยู่หลายแห่ง เสียเวลาไปนานโข จนกระทั่งมาพบที่ๆ ทำได้ คือ โกเนี้ยว อยู่ที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง โกเนี้ยว หรือชื่อจริงว่า บุญตัน สิทธิไพศาล มีความชำนาญในเรื่องตีมีดมาก ทั้งยังชอบเรื่องของพระเครื่องด้วย ผู้เขียนไปว่าจ้างตีมีด จนมีความสนิทสนมพูดคุยกันถูกคอจึงได้มอบพระองค์จตุคามรามเทพ พิมพ์ปรกใบมะขาม เนื้อทองแดงให้ 1 องค์ โกเนี้ยวเห็นแล้วชอบใจ บอกต้องเก็บไว้ขึ้นคอ ต่อมาไม่นานมีหญิงสาวคนหนึ่ง โกเนี้ยวเรียกว่าไอ้หมวย เป็นลูกเจ้าของร้านทองในเมืองมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับโกเนี้ยวมาเยี่ยมที่บ้าน โกเนี้ยว จึงฝากองค์จตุคามรามเทพ พิมพ์ใบมะขามไปเลี่ยมทองไอ้หมวยรับพระแล้วใส่กระเป๋าเสื้อไว้  ขากลับเห็นว่ามีเวลาจึงเลยไปที่อำเภอเกาะคา ไปที่วัด ๆ หนึ่งซึ่งไปอยู่เป็นประจำเพื่อไปดูหมอ โดยพระที่วัดดังกล่าวใช้วิธีการเข้าทรงเจ้าพ่อ เจ้าพ่อและวัดชื่ออะไรโกเนี้ยวไม่ยอมบอก เมื่อไปถึง ไอ้หมวยก็ลงจากรถ ขณะนั้นพระกำลังเข้าทรงอยู่พอดีเมื่อหันไปเห็นไอ้หมวยจึงรีบลุกขึ้นจัดแจง ห่มจีวรให้เรียบร้อยเดินลงจากกุฎิตรงไปยังไอ้หมวย เมื่อถึงก็นั่งลงคุกเข่าก้มกราบไอ้หมวยทันที พร้อมกับพูดว่าท่านพ่อใหญ่มาได้อย่างไรเนี่ย

     20070~2-(4).JPG             20070~4-(2).JPG


                        เนื้อทองแดง                                                          เนื้อนาก
 
20070~3-(2).JPG
เนื้อเงิน


 
 
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไอ้หมวยตั้งตัวไม่ทัน เล่นเอาหน้าแดงด้วยความอายเพราะเกิดขึ้นต่อหน้าคนมากมาย ไอ้หมวยจึงหันกลับไปขึ้นรถรีบขับออกจากวัดทันที ระหว่างทางคิดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจากอะไร แต่ก่อนก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ มาเอะใจคิดถึงพระที่โกเนี้ยวฝากไปเลี่ยมทองก็คิดว่าน่าจะใช่แน่ จึงรีบขับรถกลับไปหาโกเนี้ยว เล่าเรื่องให้ฟังพร้อมกับคืนพระ บอกว่าให้ไปเลี่ยมเอง เรื่องนี้ตัวคุณหมวย ปักใจเชื่อว่าเป็นพระองค์เล็ก ๆ นี่แน่นอนเพราะตัวเองไม่มีวัตถุมงคลอื่นติดตัว ปัจจุบันคุณหมวยได้เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ผู้เขียนจึงไม่มีโอกาสได้พูดคุด้วย สำหรับเบอร์โทรศัพท์ของโกเนี้ยวผู้เขียนต้องขออนุญาตไม่บอก ณ ที่นี้ เนื่องจากงานที่โกเนี้ยวทำนั้น บางครั้งจะติดพันถ้ามีโทรศัพท์มาขัดจังหวะบ่อย ๆ จะเสียงานได้แต่ถ้าท่านใดอยากทราบจริง ๆ เพื่อให้โกเนี้ยวยืนยัน กรุณาติดต่อไปที่ผู้เขียน จะพิจารณาบอกเบอร์ติดต่อให้ในส่วนของ ประสบการณ์เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ อภินิหาร ทางด้านนี้ยังมีอีกหลายเรื่องคงต้องติดตามตอนต่อไป


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 4

ขออนุญาตเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ลักษณะต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจอิทธิฤทธิ์ ขององค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ตามที่ผู้เขียนได้เคยกล่าวไว้เป็นเรื่องที่ นายดาบตำรวจมานพ เกิดอุ่ม เล่าให้ฟังว่า ตัวเองมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ชื่อนายดาบตำรวจติยวัฒน์ แสนวิเศษ มีบ้านอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับสำนักงานทรงเจ้าแม่องค์หนึ่ง ผู้เขียนขอไม่เอ่ยชื่อจะดีกว่านะครับ เพราะบังเอิญเป็นชื่อที่ค่อนข้างแพร่หลายที่เรามักจะได้ยินได้พบเห็น ศาล หรือสำนักทรง ใช้ชื่อนี้ในหลายที่หลายแห่งด้วยกัน ถ้าเอ่ยชื่อไปเกรงว่าจะกระทบกระเทือน และสร้างความไม่พอใจขึ้นได้ แต่ถ้าท่านผู้อ่านอยากทราบจริงๆ ลองโทร ฯ ถาม ด.ต.มานพ ที่เบอร์ 0814061595 ดูก็ได้ และที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นมาก็มาจากสำนักทรงแห่งนี้ นั่นแหละครับ เรื่องของเรื่องก็คือ มีการส่งเสียงอึกทึกครึกโครม ทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่เกรงอกเกรงใจใคร สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้กับบ้านเรือนข้างเคียง ไม่เป็นอันหลับอันนอน รวมทั้งบ้านของ ด.ต.ติยวัฒน์ ซึ่งอึดอัดมานาน จึงได้มาปรึกษากับ ด.ต.มานพ ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายดาบมานพซึ่งเป็นศิษย์หลักเมือง ฯ คนหนึ่ง ได้รู้ได้เห็นอภิ นิหารแห่งองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ รวมทั้งได้เข้าร่วมพิธีกรรม หลายครั้งหลายหนด้วยกัน ทำให้มั่นใจว่าวัตถุมงคลของท่านพ่อ ต้องช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ จึงได้มอบ ผ้ายันต์ธงหนุมานห้าเหลี่ยม ให้นายดาบติยวัฒน์ นำไปติดที่บ้าน หันหน้าไปทางสำนักทรงดังกล่าวเวลา ผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ เสียงอึกทึกครึกโครมก็เงียบสนิท และสำนักทรงแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ทราบต่อมาในภายหลังว่าเหตุที่ต้องปิดตัวเองไป เป็นเพราะเจ้าแม่ไม่มาเข้าทรงอีก ทำให้คนที่มาหามีความรู้สึกว่าถูกหลอก จึงไม่มากันอีกต่อไป เมื่อคนไม่มาเงินทองก็ไมได้ ทำให้คนทรงผัวเมียทะเลาะ กันอย่างรุนแรงถึงขั้นแบ่งสมบัติแยกทางกันไป และปิดสำนักทรงมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 
5-2007~1.JPG
 
เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันสิ่งที่ผู้เขียนเรียนมาก่อนหน้านี้ว่า ในโลกของวิญญาณ ไม่มีใครไม่รู้จักองค์จตุคามรามเทพ และพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ ประสบการณ์เกี่ยวกับสำนักทรงยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่หลายคนมาเล่าให้ผู้เขียนฟังและผู้เขียนประสบด้วยตัวเอง ขอถือโอกาสเล่าให้ฟังเสียเลย เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นมาจากญาติของผู้เขียนคนหนึ่งตกตึกลงมา เสียชีวิตอย่างมีข้อกังขา ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตามหรือเป็นการฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสืบสวนและหาพยานหลักฐาน ช่วงเวลานั้นผู้เขียนได้เดินทางไปบ้านภรรยาที่ต่างจังหวัด ได้รับคำแนะนำจากญาติของภรรยาให้ไปยังสำนักทรงแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เขตนอกเมือง เป็นสำนักทรงที่สามารถเรียกคนที่ตายไปแล้วให้มาเข้าทรงพูดคุยกับญาติๆ ได้ ผู้เขียนเห็นว่าไม่เสียหายอะไรและอยากจะพิสูจน์ด้วยว่าจะเป็นจริงหรือไม่ จึงเดินทางไปตั้งแต่เช้า พบว่ามีคนมารออยู่ มากมาย เป็นคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง โดยมากันเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อหวังจะได้มาคุยกับญาติที่ตายไปแล้วโดยจะได้เข้าพบคนทรงเพื่อประกอบพิธีตามคิว ผู้เขียนนั่งรออยู่นอกเขตพิธีค่อนข้างห่างพอสมควร ระหว่างนั้นได้ยินคนท้องถิ่นที่มาคุยกันว่าเจ้านี้เป็นของจริง ส่วนใหญ่จะได้คุยกับญาติที่ตายไปแล้วเกือบทุกราย ยกเว้นรายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของทางสำนักทรงจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบคนทรงตั้งแต่แรก ส่วนกรณีของผู้เขียนเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของทางสำนักทรงทุกอย่าง เมื่อถึงคิวของผู้เขียนเข้าไปปรากฏว่าคนทรงนั่งทำพิธีอยู่นานก็ไม่สามารถเรียกญาติของผู้เขียนมาเข้าทรงได้ จนกระทั่งต้องบอกว่าเขามาไม่ได้ติดธุระจำเป็น ผู้เขียนฟังแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่เหตุผล คงจะเป็นการอ้างเสียมากกว่า และเป็นที่น่าสังเกตุว่าตั้งแต่ผู้เขียนเข้าไปพบคนทรงจะหันหลังให้ผู้เขียนตลอดเวลาจนกระทั่งผู้เขียนกลับออกมา ผิดกับคนอื่น ๆ ที่ผู้เขียนสังเกตุดูจากระยะห่างประมาณ 20 เมตร จะเห็นคนทรงหันหน้ามาพูดคุยทักทายกับผู้ที่เข้าไปพบ ภายหลังที่ผู้เขียนออกมาได้ยินคนที่เข้าไปก่อนหน้าผู้เขียนก็บ่นกันว่ารายของเขาก็เข้าทรงไม่ได้ อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลเรื่องนี้คงต้องแยกพิจารณาเป็น2 ประเด็น
 
20070~3-(3).JPG

ผ้ายันต์นาคราช

 
เรื่องนี้ ด.ต.ติยวัฒน์ เชื่อว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังของผ้ายันต์ อย่างไม่ต้องสงสัย ที่ทำให้เจ้าแม่ไม่มาเข้าทรงอีก เนื่องจากเกรงบารมีแห่งองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ผู้เขียนขอกลับมาพูดถึงรายละเอียดของผ้ายันต์เพิ่มเติมเพื่อทราบ แล้วเข้าใจเกี่ยวกับผ้ายันต์รุ่นนี้ เป็นผ้ายันต์ซึ่งจัดทำเป็นพิเศษจำนวน 69 ผืน เข้าร่วมพิธีพร้อมกับการเททองหล่อพระบูชาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬนาคปรก 9 เศียรรุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ.2534 ซึ่งสร้าง จำนวน 69 องค์ โดยมีท่านปลัดอนันต์ อนันตกูล เป็นประธาน ลักษณะผ้ายันต์เป็นรูปธงห้าเหลี่ยม ห้อยด้านแหลมลงเหมือนธงญี่ปุ่น ผ้าสีแดงตรงกลางสกรีนยางนูนสีขาวเป็นรูปหนุมาน หลังจากสร้างเข้าพิธีดังกล่าวจำนวน 69 ผืนที่กรุงเทพแล้ว ได้นำพิมพ์ไปสกรีนต่อที่นครศรีธรรมราช เป็นรูปธงห้าเหลี่ยมสีแดง เหมือนกัน แต่ตัวสกรีนรูปหนุมานเป็นยางนูนสีเหลือง และผ้าจะมีคุณภาพดีกว่า สร้างประมาณ 1,000 ผืน
ประเด็นแรก ถ้าการเข้าทรงนี้เป็นการทรงปลอมเขาจะต้องเข้าทรงได้ทุกครั้ง แต่ก็คงจะไม่ได้รับความเชื่อถือเพราะคงจะไม่แม่นแน่นอน และคนคงจะไม่ร่ำลือมาหากันมากมายขนาดนี้
 ประเด็นที่สอง ถ้าเป็นการเข้าทรงจริง ทำไมถึงทำไม่ได้ในวันนั้น เป็นเรื่องน่าคิดทีเดียว โดยส่วนตัวของผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นเพราะผู้เขียนนำวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชติดตัวไปด้วยโดยมีความตั้งใจแต่แรกว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น อยากรู้ว่าจะทรงได้หรือไม่ สองสามเรื่องที่ผู้เขียนเล่ามาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณที่ผู้เขียนเคยเรียกว่าโลกทิพย์นั่นแหละคิดว่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่แห่งองค์ราชันดำ ได้ดีพอสมควร ต่อไปคงต้องขอเป็นประสบการณ์ด้านอื่นบ้าง แต่ก่อนจะดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ ผู้เขียนต้องขออธิบายถึงเสียงกสะท้อนกลับมาของท่านผู้อ่าน จากการเสนอเรื่องไป 3 ตอน หลายท่านบอกว่าเขียนน้อยไปหน่อยและมีจำนวนไม่น้อย อยากให้เน้นเรื่องประสบการณ์ทีเกิดจากวัตถุมงคลของหลักเมืองฯ มากกว่าเรื่องของประวัติต่างๆ เพราะศิษย์หลักเมืองฯ ที่เก็บสะสมวัตถุมงคลส่วนใหญ่จะทราบเรื่องราวดีอยู่แล้ว เรื่องนี้ผู้เขียนอยากเรียนทำความเข้าใจว่า ผู้อ่านที่ติดตามบทความนี้มีหลายกลุ่ม มีเป็นจำนวนมากที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจ ยังไม่ทราบที่มาของหลักเมืองนครศรีธรรมราชทำให้เกิดความสับสน เข้าใจไขว้เขวเกี่ยวกับวัตถุมงคลไม่ทราบว่าใครร้าง สร้างทำไม มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ผู้เขียนเชื่อว่า แม้ผู้ที่เก็บสะสมและศึกษาวัตถุมงคลของหลักเมืองบางท่านยังไม่ทราบรายละเอียดที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น เข้าใจผิดในเรื่องผู้สร้าง เข้าใจผิดในเรื่องพิธีกรรมและแนวทางของหลักเมืองนครศรีธรรมราช รวมทั้งยังไม่ทราบรายละเอียดในอีกหลายแง่มุม ดังนั้นผู้เขียนจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาโดยละเอียดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้เกิดความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ และวัตถุมงคลที่เรามีว่าไม่เป็นสองรองใคร ส่วนเรื่องความยาวของบทความ ต้องยอมรับครับว่าที่ผ่านมาสั้นไปนิดหนึ่งต่อไปจะเพิ่มให้มากขึ้นและจะมีเนื้อหารวมกันไปในเรื่องประสบการณ์ วัตถุมงคล และเรื่องราวของหลักเมืองนครศรีธรรมราช อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเรียนทำความเข้าใจคือเรื่องโทรศัพท์ ที่ผู้เขียนมักจะบอกหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าของประสบการณ์ที่นำมาเล่าให้ฟัง กลายเป็นนำความทุกข์ไปให้เขาเหล่านั้น เนื่องจากมีบางคนไม่รู้จักเวลาไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร โทรไปรบกวนตอนเที่ยงคืนบ้าง ตีหนึ่งตีสองบ้างผู้เขียนคิดว่าคนปกติธรรมดาคงไม่มีใครเขาทำกันน่าจะเป็นพวกก่อกวนเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจะบอกเบอร์โทรศัพท์เป็นบางรายเท่านั้น ขอกลับมาเรื่องประสบการณ์กันต่อนะครับ เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเอาใจท่านผู้อ่านที่อยากรู้เรื่องประสบการณ์และเป็นการพิสูจน์คำพูดที่ว่าถ้าศักดิ์สิทธิจริงต้องใช้แล้วได้ผล โดยขอเสนอประสบการณ์ในด้านอื่นๆ บ้าง ขอเริ่มที่เรื่องการค้าขาย ผู้เขียนเคยเล่าเรื่องของคุณนพวรรณ ไชยเอื้อ ซึ่งเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ ฮานน่าโนเล็น และร้านคาราโอเกะอยู่บนถนนสุริวงศ์ ประสบปัญหาขายไม่ค่อยดี ต่อเมื่อได้ ผ้ายันต์ 12 นักษัตร ไปติดที่ร้าน (ภายหลังได้ติดผ้ายันต์นาคราชเพิ่มอีก 3 ผืน ) ยอดขายก็เพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่าภายใน 1 สัปดาห์ ต่อมาคุณนพวรรณเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เพื่อนของสามีเป็นคนญี่ปุ่น (สามีคุณนพวรรณเป็นคนญี่ปุ่น ) เปิดร้านกิฟท์ช้อปอยู่ใต้โรงภาพยนตร์ลิโด้ ขายของได้ไม่พอค่าเช่า จึงบ่นให้ฟัง คุณนพวรรณจึงให้ผ้ายันต์ 12 นักษัตร ตามปีเกิดไป 1 ผืนไปติดที่ร้านเพียง 2 – 3 วันเท่านั้นยอดขายก็พุ่งขึ้นจนเจ้าของร้านงงจากเดิมที่เคยขายได้ประมาณวันละ 2,500 – 3,000 บาท หลังติดผ้ายันต์แล้วขายได้ประมาณวันละ 8,000 – 12 ,000 บาท ทำให้ชาวญี่ปุ่นท่านนี้นับถือศรัทธามาก ถามคุณนพวรรณว่าเขาพูดภาษาไทยไม่ได้เวลาจะบูชาต้องทำอย่างไร คุณนพวรรณจึงแนะนำไปว่าบูชาท่านเป็นภาษาญี่ปุ่นก็ได้ ท่านพ่อจตุคามรามเทพฟังรู้เรื่อง อีกรายหนึ่งเป็นเพื่อนคุณนพวรรณ เปิดร้านคาราโอเกะชือมิลาโนอยู่ที่ถนนธนิยะกำลังจะปิดกิจการอยู่แล้วเพราะทนขาดทุนไม่ไหว จึงมาบอกข่าวคราวกับคุณนพวรรณว่า เจ๊ หนูจะปิดร้านสิ้นเดือนนี้แล้ว ตอนนี้ร้านหนูไม่มีคนเข้าเลย คุณนพวรรณจึงบอกว่าใจเย็นๆ ยังมีหนทาง ถ้าเธอเชื่อ เอาผ้ายันต์นี้ไปติดที่ร้าน คุณนพวรรณพูดพร้อมกับมอบ ผ้ายันต์นาคราช ให้ไป ปรากฏว่า 2 - 3 เดือนต่อมา คุณรัก (เจ้าของร้านมิลาโน ) ได้มาหากคุณนพวรรณ บอกว่า หนูกำลังจะปรับปรุงและเพิ่มโต๊ะ คุณนพวรรณเล่าต่อว่าเดี๋ยวนี้ร้านคาราโอเกะ ทั้งถนนธนิยะ ติดผ้ายันต์นาคราชกันทั้งถนน พูดไปก็วกมาต่อว่าผู้เขียนว่า เอาชื่อไปลงหนังสือมีแต่คนโทร มาให้หาผ้ายันต์ จนจะกลายเป็นเอเย่นต์ขายผ้ายันต์ไปแล้ว หนักยิ่งกว่านั้น เพื่อนที่ญี่ปุ่นตีตั๋วเครื่องบินส่งมาให้นำผ้ายันต์ไปถึงประเทญี่ปุ่น
ต่อมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 – 8 เดือนที่ผ่านมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างบึกบึน ผิวคล้ำมาพบผู้เขียนแนะนำตัวเองว่าชื่อ เผด็จ กิตชูจิตรารมย์ โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถามผู้เขียนทันทีว่า ผมถามจริงๆ พี่ พระหลักเมืองนี่ศักดิ์สิทธิ์ไหม คำถามนี้ทำให้ผู้เขียนอึ้ง และจ้องหน้าคุณเผด็จ ที่อึ้งมิใช่ว่าตอบไม่ได้ แต่ผู้เขียนต้องการทราบวัตถุประสงค์ว่าจะมาไม้ไหน คำถามทำนองเดียวกันนี้มีคนโทรฯ มาถามผู้เขียนหลายคนแล้ว เมื่อผู้เขียนพิจาณาเห็นว่าไม่ใช่พวกก่อกวน คงจะมีเรื่องปัญหาอะไรสักอย่าง จึงตอบคุณเผด็จไปว่า คุณมาถามผมซึ่งเป็นคนเขียนเรื่องวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช น่าจะทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่เอาเถอะเมื่อพยายามมาถามผมต่อหน้าแบบนี้จะตอบให้ชัดเจน สำหรับความเห็นของผมขอตอบว่าศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะผมมีประสบการณ์มาโดยตลอด นับตั้งแต่ได้ใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองฯ รวมทั้งการบอกเล่าจากคนอื่นๆ ถึงประสบการณ์ที่เขาเหล่านั้นได้รับ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นอย่างดี
 
20070~3-(4).JPG   20070~4-(3).JPG
พระปิดตาพังพระกาฬลอยองค์รุ่นเกาะเภตรา เนื้อทองคำ

 
เมื่อผู้เขียนพูดจบคุณเผด็จก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาทันที โดยบอกว่า ผมได้เช่าพระปิดตาพังพระกาฬลอยองค์รุ่นเกาะเภตรามา 1องค์ เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา และได้แขวนติดตัวตลอดไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น รู้สึกเฉย ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนถึงถามไปว่า คุณเผด็จทำงานอะไร และมีปัญหาอะไรหรือเปล่า คำตอบก็คือ ตัวเขาทำงานอยู่ในบริษัทขายหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง รายได้หลักคือค่าคอมมิชชั่น ที่ผ่านมา 1 ปี มียอดขายน้อยมากทำให้รายได้ไม่ดีเลย โอกาสที่จะต้องออกจากงานค่อนข้างสูง เมื่อทราบเรื่องเกี่ยวกับหลักเมืองนครศรีธรรมราชว่า มีวัตถุมงคลที่ใช้ได้ดีในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของดวงชะตาและการค้าขาย จึงไปเช่ามาแขวนบ้าง แขวนมา 2 เดือนจนป่านนี้ยังไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ผู้เขียนจึงอธิบายให้คุณเผด็จฟังว่า ดวงชะตาชีวิตของคนเรามีขึ้นลง มีดีมีร้าย มีปัญหาต่างๆเปรียบเหมือนร่างกายของคนเรา ที่มีการเจ็บป่วยได้ ยามใดที่ดวงชะตาดี ก็เหมือนร่างกายขณะที่มีสุขภาพแข็งแรงสดชื่นมีความสุข ยามใดที่ดวงไม่ดี ก็เหมือนกับร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยความเจ็บไข้ของคนเราก็มีหนักเบาต่างกัน ในแต่ละครั้งในแต่ละช่วงเวลาและในแต่ละคน เมื่อเจ็บป่วยเราต้องไปหาหมอ บางทีแค่หมอให้ยามาทานก็หาย บางครั้งต้องฉีดยา และอาจจะต้องถึงกับผ่าตัดนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนเป็นปี

ดวงชะตาของคนเราก็เช่นเดียวกันมีการเจ็บไข้หนักเบาต่างกัน การรักษาย่อมต้องใช้เวลาแตกต่างกันขึ้นกับว่าขณะนั้นชะตาชีวิตวิกฤติขนาดไหน กรณีของคุณเผด็จดวงชะตาคงจะป่วยหนักเอาการ เมื่อนำพระมาแขวน2 เดือนแล้ว ยังไม่เห็นผลจึงทำให้คิดว่าวัตถุมงคลของหลักเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีคนที่ไม่เข้าใจจำนวนมากคิดแบบเดียวกับคุณเผด็จ พอนำพระมาแขวนก็คิดว่าต้องได้ผลวันนี้ พรุ่งนี้หรือภายในไม่กี่วัน มีโรคเป็นจำนวนมากที่ไม่มียาอะไรสามารถรักษาให้หายได้ภายในวันเดียว หรือภายใน 2-3 วัน สำหรับผมคิดว่าคุณเผด็จยังโชคดี ที่ได้พระมาแขวนตั้งแต่ 2 เดือน ซึ่งผมมั่นใจว่าท่านได้ช่วยให้คุณเผด็จไม่แย่ไปกว่าเดิมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เหมือนคุณตกลงมาแล้วมีผ้าใบมารองรับ รอร่างกายแข็งแรงแล้วปีนกลับขึ้นไปใหม่ พูดจบคุณเผด็จจึงบอกว่า ได้ฟังพี่อธิบายแล้วรู้สึกสบายใจขึ้น อยากปรึกษาพี่อีกเรื่องหนึ่งคือ จะบูชาท่านอย่างไร ผู้เขียนจึงแนะนำว่าบูชาท่านตามปกติ จุดธูป 5 ดอก แต่มีสิ่งสำคัญที่อยากจะบอกเป็นพิเศษคือ ผู้ที่บูชาพระหลักเมืองจะต้องมีจิตแน่วแน่ไม่วอกแวก จึงจะได้ผลเร็ว เปรียบเหมือนเราใช้แว่นขยายส่องกับแสงอาทิตย์แล้วให้จุดโฟกัสตกลงที่กระดาษ ซึ่งจะต้องนิ่ง ถ้าโฟกัสขยับไปมาก็ไม่เกิดไฟ เพราะฉะนั้นเวลาที่คุณเผด็จจะอธิฐานก็ต้องนิ่ง คำว่านิ่งในที่นี้หมายความว่า เมื่อตัดสินใจจะใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองก็ต้องเชื่อมั่นในองค์เจ้าพ่อจตุคามรามเทพ ในระหว่างที่ใช้ต้องไม่ลังเลบางคนใช้ได้ผลแล้วหรือบางคนใช้ยังไม่ได้ผลพอใครว่าตรงนี้ก็ดี ก็วอกแวกไปหาบ้างไปเอาวัตถุมงคลมาใช้บ้าง พอได้ผลก็คิดว่าอาจจะเป็นที่อื่นช่วย ไม่ใช่วัตถุมงคลของหลักเมืองฯ ถ้าคิดแบบนั้น ต่อไปก็คงจะไม่เกิดผลอีกเปรียบเหมือนคุณเจ็บป่วยไปหาหมอคนที่หนึ่งให้รักษาพอมีคนบอกว่าหมอคนนั้นดี คนนี้ดีก็รีบไปหาอีกลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าคุณเผด็จเป็นหมอคนแรกจะรู้สึกอย่างไร

หลังจากคุยกันอีกเล็กน้อยคุณเผด็จก็ลากลับบ้านไป หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน คุณเผด็จได้กลับมาพบผู้เขียนอีกครั้ง และเหมือนเดิมคือมาถึงไม่พูดพล่ามทำเพลง “พี่ครับ ตอนนี้ผมเขียนออเดอร์แทบไม่ทัน” ต่อเรื่องรายละเอียดเป็นอย่างไรคงต้องโทรฯไปถามคุณเผด็จเอง รายนี้ยินดีให้โทรฯ ได้ที่ 01-5505786 เรื่องราวของประสบการณ์ที่เกิดกับคุณเผด็จและญาติพี่น้องยังมีอีกหลายเรื่องแต่คงต้องเก็บไว้โอกาสหน้านะครับ
 


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 5


ในตอนที่ 3 ทางพี่โกวิทฯ ได้ลงเบอร์โทรศัพท์ของผู้เขียนไปด้วย เนื่องจากมีคนโทรฯ ถามเบอร์ติดต่อผู้เขียนจำนวนมาก เพื่อตัดปัญหาในการต้องตอบคำถาม พี่โกวิทจึงใช้วิธีลงเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว แต่เนื่องจากเบอร์ที่ลงไปผู้เขียนไม่ค่อยสะดวก จึงขอเปลี่ยนหมายเลขเป็น 081-483 8283 ซึ่งคงจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ 4 สำหรับเวลาที่สะดวกในการติดต่อผู้เขียน คือวันธรรมดา เวลา 17.00น. – 20.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เช้าถึงเย็น นอกจากนี้อยากจะทำความเข้าใจว่า การที่ผู้เขียนบอกเบอร์โทรศัพท์มิใช่อยากจะประชาสัมพันธ์ตัวเอง หรืออยากจะให้ใครๆ โทรมาหาเพื่อจะคุยโม้โอ้อวดแต่เป็นเพราะเข้าใจ และเห็นใจผู้ที่ต้องการจะคุยหรือสอบถามเรื่องต่างๆ จากผู้เขียน ขอกลับมาคุยกันในเรื่องของวัตถุมงคลกันต่อนะครับ จากที่ผู้เขียนได้เล่าเรื่องของผู้ที่มีประสบการณ์จากการบูชาวัตถุมงคลขอท่านพ่อจตุคามรามเทพ ไปบางส่วน ขอเรียนย้ำว่าบางส่วน และเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น มีประสบการณ์ที่ยังไม่ได้เล่าอยู่อีกจำนวนมาก เพียงแค่ที่เล่าไปประกอบกับคำยืนยันจากผู้เขียนว่า วัตถุมงคลของหลักเมืองศักดิ์สิทธิ์ ก็มีคำถามตามมาจากหลายท่านว่า ถ้าอย่างนั้นคนที่ใช้บูชาวัตถุมงคล ของหลักเมืองนครศรีธรรมราชก็คงร่ำรวย เป็นเศรษฐีกันหมดละซิ เรื่องนี้จำเป็นต้องขอถือโอกาสอธิบายเช่นเดียวกับคำถาม และข้อสงสัยอื่นโดยผู้เขียนจะต้องขอยกเอาคำพูดของท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ที่เคยบอกกับผู้เขียนเมื่อครั้งที่ถามท่านถึงความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีคนมาเล่าให้ฟังมากมาย และส่วนใหญ่จะเป็นประสบการณ์ในเรื่องการค้าขาย หน้าที่การงาน โชคลาภและด้านอื่นๆ หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนค่อนข้างจะตื่นเต้นกับเรื่องราวอันเกิดจากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกเหมือนกับคำถามที่หลายท่านได้ถามมา ท่านจึงได้อธิบายให้เข้าใจว่า ใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองแล้วไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยท่านเปรียบเทียบว่า ไม่ใช่ปลูกหญ้าแล้วกลายเป็นกล้วย แต่จะทำให้เป็นหญ้าที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ ไม่เหี่ยวแห้ง พิจารณาตามทีท่านกล่าวให้ฟังก็สามารถเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้เขียนอยากขยายความหรือจะ อธิบายต่อเนื่องออกไปอีก โดยเปรียบเทียบและยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นคนมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ เมื่อได้บูชาวัตถุมงคลของหลักเมืองแล้ว ไม่ใช่ว่าจะช่วยให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีขับรถเบนซ์ แต่จะช่วยให้การดำเนินอาชีพราบรื่น มีงานเข้ามาให้ทำอยู่เสมอ ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้มีเงินเลี้ยงครอบครัวได้ดีกว่าเดิม และถ้าเป็นคนรู้จักใช้ชีวิตไม่เที่ยวเตร่ฟุ่มเฟือย รู้จักเก็บหอมรอบริบก็อาจจะมีบ้าน มีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นและยังจะมีสิ่งดี ๆ เข้ามา มีชีวิตตามสมควรแก่อัตภาพ นี่คือตัวอย่างในเบื้องต้นที่เป็นผลจาการใช้วัตถุมงคลของหลักเมือง และในคนดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงดีขึ้นไปมากๆ ได้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ดวงชะตา อันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วถ้าดวงบอกว่าเป็นได้แค่นี้ ก็ต้องเป็นได้แค่นั้น เปรียบเสมือนเกิดเป็นต้นหญ้าก็จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ไม่มีวัตถุมงคลใดจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของคนได้ ถ้าดวงกำหนดให้ระดับชีวิตเป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำ ก็คงจะเป็นเศรษฐีขี่เบนซ์ไม่ได้สำหรับคนที่มีดวงจะยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ถึงจะเกิดอยู่ในครอบครัวต่ำต้อย หาเช้ากินค่ำ สุดท้ายก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นเศรษฐีตามดวงเพียงแต่ว่าบางคนอาจจะขึ้นไปไม่ถึงจุดสุดยอดตามดวงหรือกว่าจะขึ้นไปได้อาจจะต้องผ่านวันเวลาอันลำบากยากแค้นแสนสาหัสต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยความยากเย็นบางคนอาจจะต้องจบชีวิตลงไปก่อนที่จะไปถึงวันนั้น ทั้ง ๆ ที่ดวงยังไม่ถึงฆาต แต่ถ้าได้บูชาวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ทุกอย่างก็จะราบรื่นขึ้น จะผ่านพ้นความยากลำบากไปด้วยความเข้มแข็ง ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านไปมีกำลังใจที่ดีและมีความสุข สำหรับเรื่องดวงชะตาชีวิต ท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ ท่านเน้นย้ำเสมอว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุด ท่านเล่าว่าใครมาขอให้หลักเมืองช่วย โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ ที่ต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตของชีวิตหรือช่วยให้ได้ในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ท่านต้องขอดูดวงชะตาเสียก่อนว่า ชะตาชีวิตของคนคนนั้นสามารถไถึงที่ต้องการได้หรือถ้าดวงไม่ถึงช่วยไปก็เปล่าประโยชน์แต่ถ้าดวงถึงถ้าช่วยจะสำเร็จแน่นอน แต่ถ้าไม่ช่วยปัญหาหรือ วิกฤตนั้นก็อาจจะทำให้ฐานะหรือชีวิตพังทลาย ขึ้นไปไม่ถึงจุดสุดยอดตามดวง เพราะมีอุบัติเหตุในชีวิตเข้ามา ขัดขวางเสียก่อน หรือกว่าจะได้ตามดวงชะตาก็อาจจะช้าเกินไป มีสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวเพิ่มเติม ตรงที่ผู้เขียนบอกว่าดวงชะตาของคนเมื่อเกิดมาจะถูกกำหนดไว้แล้วไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงได้นั้น คือหลักความจริง แต่ก็มีข้อยกเว้นถ้าเป็นองค์จตุคามรามเทพ ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลายครั้งที่ท่านช่วยคนถึงที่ตายตามดวงชะตาก็บ่งชี้ว่าต้องตาย และกำลังจะตาย ให้รอดพ้นจากความตายอันเป็นการฝืนกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล ซึ่งมีตัวอย่างที่ท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ได้เล่าให้ฟัง แต่จะขอไว้เล่าในช่วงเรื่องราวของการสร้างหลักเมือง แต่ทั้งนี้ท่านจะทำเมื่อจำเป็นจริง เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นส่วนรวม ผู้ทำเช่นนี้ได้มีองค์เดียวเท่านั้น ท่านจึงได้รับการยกย่องเป็นองค์พระโพธิสัตว์พังพระกาฬ ผู้อยู่เหนือกาลเวลางานของคุณสุรศักดิ์ ตอนนี้ กลัวมากไม่อยากผ่าน เพราะ 2- 3 วันมานี่ เวลาเดินผ่านเขาจะเห็นลิงขาวเดินออกมาจากโรงงานของคุณสุรศักดิ์ ท่าทางน่ากลัวมาก แต่ไม่ทำอะไร เดี๋ยวนี้ พอเดินมาถึงโรงงานเขาใช้วิธีวิ่งผ่าน คุณสุภาภรณ์เล่าเรื่องนี้จบเล่นเอาผมกับ คุณสุรศักดิ์ขนลุก ต่างหันมามอง หน้ากันโดยไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจได้ดี ที่พูดเช่นนี้เพราะเราเชื่อว่าลิงขาว ที่คนนั้นเห็นติด ๆ กันหลายวัน ต้องเป็นบริวารขององค์ท่านพ่อจตุคามราเทพ และออกมาจากผ้ายันต์ ที่ผู้เขียนมอบให้คุณสุรศักดิ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้คุณสุภาภรณ์ก็ไม่ทราบเรื่องผ้ายันต์หนุมานขาว คนที่เห็นลิงขาวก็ไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับ คุณสุรศักดิ์ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือตาฝาดแน่นอน ต่อไปเป็นเรื่องของคุณแฉล้ม หุนสวัสดิ์ เจ้าของคณะแด๊นซ์เซอร์ทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง เล่าว่าจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบปัญห ทำให้งานของกคณะแดนซ์เซอร์ต่างพากันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงช่วงก่อนน้ำท่วมในปลายปี 2545 งานก็แทบจะไม่มี ทำให้กลุ้มอกกลุ้มใจเพราะคุณแฉล้มรับผิดชอบลูกน้องอยู่หลายชีวิต เมื่อไม่มีงานก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา จึงบ่นให้คุณสุภาภรณ์ ซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันฟัง คุณสุภาภรณ์จึงพาไปพบคุณสุรศักดิ์คุณสุรศักดิ์จึงมอบ ผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลดรุ่นเกาะเภตรา และผ้ายันต์พระโพธิสัตว์พังพระกาฬรุ่นเดียวกันให้ไปบูชาและอธิฐานขอท่าน คุณแฉล้ม กล่าวว่าก่อนหน้าที่จะเกิดน้ำท่วมดังกล่าว มีคนจากจังหวัดพิจิตร โทร.ติดต่อขอจ้างแดนซ์เซอร์ไปเต้น คุณแฉล้ม อยากได้งานจึงบอกราคาไปแค่ 80% แต่ทางโน้นติว่าแพงไปหน่อย จึงเงียบหายไป ส่วนลูกค้ารายนั้นยังอยู่ในใจคุณแฉล้มตลอดเวลา พอได้ผ้ายันต์จากคุณสุรศักดิ์มาประมาณ 10 โมงเช้า ก็อธิษฐานขอบารมีท่านพ่อทันทีโดยระบุขอให้ลูกค้ารายดังกล่าวมาจ้างไปเต้น จนกระทั่งใกล้ค่ำวันเดียวกันนั้น ลูกค้าจากพิจิตรรายนี้ ซึ่งไม่เคยติดต่อมาเลยเป็นเวลาประมาณเดือนเศษ ๆ ก็เดินทางมาหาที่บ้านโดยไม่ได้นัดหมาย นำเงินมาจ่ายให้ทั้งหมดเป็นค่าจ้างให้ขึ้นไปเต้นที่จังหวัดพิจิตร โดยไม่ต่อราคาเลย ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว และหลังจากนั้นเป็นต้นมา คุณแฉล้มก็มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย สำหรับคุณสุภาภรณ์ กับ คุณแฉล้ม ได้กรุณาบอกเบอร์โทรศัพท์ให้สามารถติดต่อสอบถามได้ด้วย แต่ผู้เขียนเห็นว่าจะทำให้ทั้งสองท่านไม่ค่อยสะดวกในการทำงาน จึงไม่ได้นำมาลงไว้ เพียงแค่ชื่อทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง ซึ่งออกรายการทีวีของพิธีกรชื่อดัง อยู่เป็นประจำ ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีอยู่แล้ว มีรายละเอียดอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอยากอธิบายคือ ที่มาของชื่อผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งคุณสุรศักดิ์ เป็นผู้เรียกชื่อนี้ โดยมีมูลเหตุมาจากการมอบผ้ายันต์แบบหนึ่งของรุ่นเกาะเภตรา ให้กับเพื่อนคนหนึ่งโดยขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะทำงานเกี่ยวกับบริษัทส่งออกใหญ่โต มีคนรู้จักมาก เพื่อนคนนี้ได้ฟังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ขององค์ท่านพ่อจากคุณสุรศักดิ์ไปมาก จึงอยากพบอภินิหารบ้าง วันหนึ่งขณะที่นั่งอยู่ที่หน้าต่างได้อธิฐาน กับผ้ายันต์ว่า ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้เขาเห็น พระอาทิตย์ทรงกลด เมื่ออธิฐานเสร็จเขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าต้องตกตะลึงเพราะเห็นพระอาทิตย์กำลังทรงกลดอยู่เบื้องหน้านั้นเองเท่านั้นยังไม่พอ วันรุ่งขึ้นก่อนออกจากบ้านไปที่ทำงาน เขาได้อธิฐานกับผ้ายันต์อีกว่า ถ้าศักดิ์สิทธิ์ขอให้แสดงอภินิหารให้เขาดูอีกครั้งหนึ่งโดยเมื่อเขาเดินทางถึงที่ทำงานแล้ว ขอให้เขาเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด พอเขาเดิทางถึงที่ทำงาน จอดรถเสร็จก็ควักผ้ายันต์ขึ้นมาจบพร้อมกับเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง เมื่อมองเห็นพระอาทิตย์กำลังทรงกลดตามที่ได้อธิฐาน จึงรีบโทร.เล่าเรื่องให้คุณสุรศักดิ์ฟัง ทางคุณสุรศักดิ์จึงได้ต่อว่าไปว่าทำไมคุณถึงเล่นแบบนี้ อันตรายนะ..รู้ไม๊ คุณทำเหมือนลบหลู่ไม่เชื่อถือท่าน แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ความจริงไม่ควร จะทำด้วยซ้ำ เอาไว้คุณมีปัญหาเดือดร้อนค่อยขอให้ท่านช่วยจะดีกว่า ทางเพื่อนจึงบอกว่าไม่เอาแล้ว เขาจะไม่ทำอีกแล้ว นี่แหละครับ คุณสุรศักดิ์ จึงตั้งชื่อผ้ายันต์แบบนี้ว่า ผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลด ผู้เขียนเห็นว่าเพราะดีและมีความหมาย จึงเรียกชื่อนี้ตามไปด้วย
และด้วยความรอบรู้เจนจบในวิชาโหราศาสตร์ ความเป็นไปแห่งจักรวาลและอิทธิพลของดวงดาวอันเป็นสิ่งลิขิตชีวิตมนุษย์ ประกอบกับวิชาญาณศาสตร์ชั้นสูง ท่านจึงสามารถสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัตถุมงคลที่ช่วยเกื้อหนุน ส่งเสริมดวงชะตาของคน ซึ่งยังไม่มีใครทำได้ศักดิ์สิทธิ์เท่านี้ เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ได้ อธิบายได้ พิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้นำไปใช้บูชา ทั้งนี้ได้เล่าไปแล้ว และยังไม่ได้เล่าอีกจำนวนมาก เป็นประสบการณ์ชัดเจน รับรู้ได้ว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลแห่งองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ อธิบายได้หมายถึงสามารถบอกเหตุผลได้ว่าทำไมวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อหนุน คุ้มครองดวงชะตาของคน ซึ่งขออธิบายขยายความเหตุผลดังกล่าวว่า เกิดจากหลักวิชาการของท่านพ่อจตุคามรามเทพ ที่ใช้หลักการนำเอาพลังที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน พลังที่ว่าคืออิทธิพลของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และกลุ่มดาว 12 นักษัตร รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เป็นปัจจัยประกอบทั้งหมดในวิชาการโหราศาสตร์ ผู้เขียนขอเรียกว่า พลังจักรวาล ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการลิขิตชีวิตของทุก ๆ คน นำพลังดังกล่าวมาสร้างวัตถุมงคลที่สามารถรับพลังจากระบบดาวทั้งหมด ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ดาวให้คุณ ก็จะส่งผลให้ผู้ใช้บูชาแรงขึ้นดียิ่งขึ้น ถ้าเป็นพลังที่จะเป็นโทษก็จะผ่อนให้เบาหรือหายไป โดยวิธีการนี้ ผู้ที่มีวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชจะได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ได้เปรียบเทียบว่าเหมือนโทรทัศน์ที่ทำเสร็จแล้ว พอเสียบปลั๊กก็ใช้ได้ทันที ถ้าคลื่นตรงกันก็เห็นภาพชัดเจนถ้าคลื่นไปคนละเรื่องก็จะไม่มีภาพ อย่างที่ผู้เขียนกล่าวมาแล้วจะเห็นว่าวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ถูกสร้างขึ้นมาให้มีคลื่นตรงกับพลังแห่งดวงดาว ที่มีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคน จึงมองเห็นภาพได้ชัดเจน นั้นคือได้ผล ผู้นำไปใช้ ชีวิตจะค่อย ๆ ดีขึ้น หรือดีขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่อยากให้ท่านผู้อ่านพิจารณาว่า ที่ผ่านมามีใครสร้างวัตถุมงคลแบบนี้ขึ้นมาบ้าง หรือมีใครทำได้บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงอยากจะเรียนต่อไปว่าความศักดิ์สิทธิแบบดังกล่าว คือสุดยอดของวิทยาการ ในเรื่องของประสบการณ์ที่ขอให้เขียนเล่าให้มากๆหน่อย ขอเริ่มที่เรื่องของ ผ้ายันต์ธงหนุมานขาว ที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้ว ส่วนที่จะเล่าในตอนนี้เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ นี่เอง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสุรศักดิ ์ อัศวขจรกุล เจ้าของบริษัท ส.รุ่งเรืองวูดโปรดักส์ 2000 จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของเด็กเล่น เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเล่นเด็กส่งออกทั้งหมด คุณสุรศักดิ์ มีความเคารพ นับถือศรัทธาองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพเป็นอย่างสูง และยังเผยแพร่บารมีองค์ท่านพ่อ ด้วยการแบ่งวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และผู้เดือดร้อนที่ มาขอความช่วยเหลือ จำนวนมากโดยไม่คิดเงิน เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2545 คุณสุรศักดิ์ ได้นำเครื่องกลั่นน้ำมาสวัสดีปีใหม่ผู้เขียน ผู้เขียนจึงได้มอบ ผ้ายันต์ธงหนุมานขาว ให้ไป ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2546 ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ออยู่ คุณสุรศักดิ์ ได้พา คุณสุภาภรณ์ ชินสร้อย กับคุณแฉล้ม หุนสวัสดิ์ มาเล่าประสบการณ์ ให้ฟัง ผู้เขียนขอกล่าวถึงคุณสุภาภรณ์ก่อน คุณสุภาภรณ์ได้รับผ้ายันต์ รุ่นเกาะเภตราไปบูชาและฝันถึงองค์ท่านพ่อหลายครั้งหลายหน ผู้เขียนได้นั่งฟังไปหลายเรื่อง มาสะดุดตรงเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น โดยที่คุณสุรศักดิ์ก็ยังไม่เคยฟังมาก่อน คุณสุภาภรณ์ เล่าว่า เลย โรงงานของคุณสุรศักดิ์ไปมีโรงงานอยู่อีกหนึ่ง โรงงานทำอะไรผู้เขียนไม่ได้ซักถาม มีเจ้าหน้าที่ในโรงงานคนหนึ่งเป็นคนชอบเรื่องของไสยศาสตร์ คุณสุภาภรณ์บอกว่าคนนี้เขาชอบเล่นของ ซึ่งเป็นคำทีคนทั่ว ๆ ไปใช้กัน ได้มาเล่าให้ ฟังว่าเขาเลิกงานดึกและต้องเดินกลับบ้านโดยผ่านโรงงาน

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top