บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 6-10

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 6


ขอต่อกันด้วยประสบการณ์ที่ค้างจากตอนที่แล้ว ซึ่งยังเป็นเรื่องที่คุณสุรศักดิ์ อัศวขจรกุล เล่าให้ฟังแต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อเจ้าของประสบการณ์ได้ เรื่องเป็นดังนี้ครับ เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2545 ผู้เขียนต้องขออภัยที่จำวันที่ไม่ได้แน่นอน ทั้ง ๆ ที่คุณสุรศักดิ์ เล่าเรื่องนี้ให้ฟังในวันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ไม่ได้จดไว้ ในวันดังกล่าวมีหญิงวัยกลางคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณสุรศักดิ์ ทั้งครอบครัวมีความคุ้นเคยกันพอสมควร เนื่องจากบ้านอยู่ไม่ไกลกันนัก ได้มาหาคุณสุรศักดิ ์ตอนเวลา 11.30 น ด้วยอาการร้องไห้ร้องห่ม บอกคุณสุรศักดิ์ว่า สามีหายออกจากบ้านไปเป็นเวลา 2 เดือนกว่า ๆ แล้วคุณสุรศักดิ์ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า ถูกอุ้มไปหรือเปล่า ทางภรรยาก็ยืนยันว่าไม่น่าจใช่ เนื่องจากระยะหลัง ๆ พบว่าพฤติกรรมของสามีเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับได้มีการนำเงินทยอยออกไปด้วย คุณสุรศักดิ์ไม่รู้จะช่วยอย่างไรดีจึงแนะนำให้ขอบารมีจากองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ โดยให้พูดตามคุณสุรศักดิ์ ว่า ได้ข่าวว่าท่านพ่อศักดิ์สิทธิ์ ถ้าท่านศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้สามีหนูกลับบ้านนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปภายใน 3 วัน หลังจากบนบาน ท่านพ่อแล้วอยู่คุยกันสักพักแล้วลากลับไป จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงบ่าย 2 โมงครึ่ง คุณสุรศักดิ์ก็ได้รับโทรศัพท์จากหญิงคนดังกล่าวพูดเสียงระล่ำระลักด้วยความตื่นเต้นว่า เฮีย….ผัวหนูกลับมาแล้ว…พระอะไรศักดิ์สิทธิ์จังเลย คุณสุรศักดิ์ได้ฟังแล้วก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย และเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าต้องเป็นเพราะบารมีแห่งองค์ท่านพ่อแน่นอนที่ช่วยดลบันดาลให้สามีของเธอกลับมา ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลา 2 เดือนกว่าที่หายไป ไม่เคยติดต่อกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งกับภรรยาและลูกๆ แม้ว่าเขาจะเป็นคนรักลูกมากก็ตาม นอกจากนี้ยังเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ท่านพ่อได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์และบารมีแห่งองค์ท่านที่ไม่ต้องรอถึง 3 วัน ตามที่ขอไว้ แต่ท่านบันดาลให้ภายใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับเรื่องนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านอาจจะถามว่าบังเอิญหรือเปล่า เรื่องนี้แล้วแต่จะคิดครับ เราไม่ว่ากันอยู่แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของคุณเหมียว ปัญญารัตนเมธี เล่าโดยคุณธนากร อัศวขจรกุล น้องชายคุณสุรศักดิ์เนื่องจากคุณธนากร จำชื่อจริงไม่ได้จึงใช้ชื่อเล่น เมื่อคุณเหมียวจบการศึกษาไปสมัครงานในธนาคารแห่งหนึ่ง ถ้าเป็นตำแหน่งพนักงานขายเขารับไม่อั้นแต่คุณเหมียวไม่ชอบอยากทำงานด้านธุรการ ซึ่งเปิดรับสมัครแค่หนึ่งอัตราเท่านั้น ขณะที่ผู้สมัครหลายร้อยคนความหวังว่าจะได้ทำงานจึงริบหรี่ แต่ก็๋ไม่ละความพยายาม ทางพ่อของคุณเหมียวได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณธนากรฟัง คุณธนากรจึงพาไปพบคุณสุรศักดิ์ คุณสุรศักดิ์ได้มอบ ผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลด เกาะเภตรา ให้ไปบูชา และบอกให้ขอท่านพ่อจตุคามรามเทพ ซึ่งคุณเหมียวก็ทำตามคำแนะนำ โดยนอกจากจะกราบไหว้ขอแล้ว ยังลงทุนบนบานท่านพ่อด้วยผลปรากฏว่าคุณเหมียวได้เข้าทำงานตามต้องการ ปัจจุบันคุณเหมียวได้ไปแก้บนที่บ้านคุณสุรศักดิ์เรียบร้อยแล้ว
ขณะกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์เล่าเรื่องประสบการณ์จากการใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชประมาณ 5 - 6 เรื่อง จึงขอถือโอกาสนำมาเสนอท่านผู้อ่านสัก 3 เรื่อง ที่นำมา แทรกเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ
เรื่องแรก คุณบุญปลอด ดีบัว ได้ติดตามเรื่องราวขององค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ จนถึงตอนที่ 4 ก็มีความสนใจวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อมีโอกาสในวันที่ 19 มกราคม 2546 ได้ขึ้นไปเที่ยวงานประกวดพระบนห้างบางลำพู งามวงศ์วาน จึงแวะไปที่ร้านเชษฐ์ โฟโต้ เช่าเหรียญสี่เหลี่ยมหลักเมืองพร้อมกับเลี่ยมมาเรียบร้อย พอกลับถึงบ้านก็กราบไหว้บอกกล่าวขอชมบารมีทันที โดยการขอว่า ถ้ามีความศักดิ์สิทธิ์ ตัวเขาจะขอเสี่ยงโชคด้วยการนำตัวเลขบนเหรียญที่เขียนไว้ว่า 2530 หรือปี พ.ศ.ที่สร้างไปแทงหวยออมสิน ในวันรุ่งขึ้น นำเลข 4 ตัวนี้ กลับไปกลับมาปรากฏว่าหวยออมสินที่ออกในวันที่ 20 มกราคม 2546 มีเลข 53 อยู่ด้วย ผู้เขียนไม่ได้ติดตามว่าออกบนหรือล่างอย่าง ไร เอาเป็นว่าคุณบุญปลอดถูกหวยในงวดนั้นตามที่ขอไว้ จึงโทร.มาเล่าให้ผู้เขียนฟัง พร้อมกับบอกว่า จะถอดอย่างอื่นออกหมด ขอแขวนวัตถุมงคลหลักเมืองอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นนิ มิตหมายที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ตั้งใจอยากจะเห็นแลแต่ถ้าดวงชะตาไม่มีโชคก็คงจะไม่ถูกหรอกครับ เพราะถ้าใครขอแล้วถูกกันหมด ก็ไม่ต้องทำงานทำการกันพอดี อยากให้แยกแยะเรื่องนี้ให้ออก คนไม่มีโชค ต่อให้มีตัวเลขอยู่ในมือก็ยังไม่ถูก เรื่องนี้เกิดกับตัวผู้เขียนเองชนิดที่ไม่น่าเชื่อ
2F020~1.JPG   2C63C~1.JPG
20070~4.JPG   2C513~1.JPG
2B642~1.JPG  21E96~1.JPG
2B40E~1.JPG  2DFE5~1.JPG
 
เรื่องต่อมา คุณประภัสร์ ธีระพันธ์ จากหาดใหญ่ โทร.มาเล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนชื่อขวัญชัย เปิดผับอยู่ที่หาดใหญ่ชื่อ ซูลู ช่วงหลังๆ กิจการไม่ค่อยดี มีลูกค้าน้อย วันหนึ่งไปเที่ยวบ้านเพื่อนเห็นทางสื่อพระเครื่องอภินิหารลงปกด้วยรูปพระผงสุริยันจันทรา พิมพ์พระพุทธศรีวิชัยอันนำโชค และ พิมพ์ดวงตราพญาราหู พิมพ์ใหญ่ (สุริยัน) พอดีตัวเองรู้จักวัตถุมงคลชุดนี้อยู่บ้าง จึงสนใจและเปิดอ่านเรื่ององค์ราชันดำ ภายในเล่ม ซึ่งเป็น ตอนที่ 4 เป็นเรื่องราวร้านคาราโอเกะย่านถนนธนิยะ กับผ้ายันต์นาคราช จึงโทรศัพท์ถามคุณประภัสร์ว่ามีผ้ายันต์หรือไม่ คุณประภัสร์ บอกว่ามี ต่อมาได้มอบผ้ายันต์นาคราชให้คุณขวัญชัยไป 5 ผืน เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ คุณประภัสร์ได้ไปเยี่ยมที่ร้าน ซูลู คุณขวัญชัยรีบเข้ามาต่อว่าทันทีว่า พี่ประภัสร์น่าจะให้ผ้ายันต์ผมตั้งนานแล้วตอนนี้ลูกค้าผมเยอะเหมือนที่พี่สุวัฒน์เขียนทุกอย่าง พูดถึงเรื่องค้าขายกับผ้ายันต์และวัตถุมงคลอย่างอื่นของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีผู้นำไปใช้บูชาแล้วขายดิบขายดีดังตัวอย่างที่ผู้เขียนได้เล่าไปมากมายหลายเรื่อง ในระยะหลังบางคนก็แผ่วลงและขายไม่ดีอย่างที่เคยเป็น จึงทำให้รู้สึกว่า วัตถุมงคลไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่ช่วยให้ตลอด อันนี้มีเหตุผลและหลักการที่เป็นความจริง ซึ่งผู้เขียนอยากอธิบายเพื่อความเข้าใจ และนำความเข้าใจนี้ไปใช้ประโยชน์และเป็นข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะขออธิบายโดยยกตัวอย่างว่า พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่ง ขายไม่ค่อยดี พอนำผ้ายันต์ของหลักเมืองมาติดทำให้ขายดี มีคนเข้ามาอุดหนุนแน่ร้าน แต่ปรากฏว่ารสชาติก๋วยเตี๋ยวของเขาไม่เอาไหน ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเอาเองก็แล้วกันว่าใครจะไปทนกินอยู่ได้และคงบอกต่อๆ กันไปว่าไม่ได้เรื่อง หรือ ถ้ารสชาติดีพอสมควร บริการก็ดี แต่มีคู่แข่งเยอะทำให้ลูกค้าไม่มากนัก พอได้ผ้ายันต์มาบูชาแล้วขายดีมากก็นึกว่าผ้ายันต์ต้องช่วยไปตลอด เลยลดปริมาณ ลดเครื่องปรุง บางทีเพิ่มราคาเพื่อให้ได้กำไรมากๆ บริการก็ แย่ลง ไม่ง้อลูกค้า ถ้าเป็น แบบนี้ลูกค้าก็คงทนไม่ได้และคงไม่มีใครไปอุดหนุนอีก ทีนี้ย้อนกลับมาพิจารณาอีก กรณีหนึ่ง ถ้าคุณทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก ใครกินแล้วติดใจ บริการดี ราคายุติธรรม ไม่ว่าร้านคุณจะตั้งอยู่ใน ตรอกซอกซอยอย่างไร ลึกแค่ไหนคนเขาจะตามกันไปกินกันแน่นร้าน

แน่นอน โดยไม่ต้องใช้ผ้ายันต์หรือวัตถุ มงคลอะไรก็ได้ นี่คือหลักความเป็นจริง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ ได้อธิบายและเปรียบเทียบไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าคุณจะใช้ผ้ายันต์หรือวัตถุมงคลอื่นของหลักเมืองให้ช่วยในเรื่องค้าขาย จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข คือ
1. การบริหารจัดการของคุณต้องดี
2. ต้องรักษามาตรฐานของสินค้า หรือปรับปรุงให้ ดีขึ้น บางคนนอกจากจะไม่ปรับปรุงแล้ว เห็นว่าขายดีแล้ว เกิดความโลภก็ขึ้นราคา ลดปริมาณและคุณภาพลง
3. การให้บริการต้องดี และปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา
 
ผ้ายันต์เปรียบเสมือนไฟ ที่จุดขึ้นมาเพื่อล่อ แมลงเม่า ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรักษา แมลงเม่า นั้นไว้ได้อย่างไร ครับ …….นี่คือหลักการและความเป็นเหตุเป็นผล ของการใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชจากการพิจารณา สังเกตุ และติดตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลต่าง ๆ หลายกรณีที่ผู้เขียนทราบจะพบว่า วัตถุมงคลของหลักเมืองจะช่วยอย่างมีเหตุผล ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เช่น กรณี คนป่วยไข้ไม่รู้สา เหตุ รักษาไม่หาย บ้างก็ไปโทษว่าเป็นเวรเป็นกรรม ต้องขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยรักษา แต่หลักการของท่าน พ่อจตุคามรามเทพ ท่านจะใช้วิธีดลจิตดลใจให้หมอค้นพบวิธีรักษามากกว่าการที่ท่านจะบันดาลให้หายเอง ซึ่งเป็นการช่วยตามหลักที่ควรจะเป็นและมีเหตุมีผล ซึ่งตัวอย่างมีอยู่หลายราย เอาไว้ผู้เขียนจะนำมาเล่าให้ฟัง ส่วนกรณีของการช่วยอย่างผิดหลักการและผิดจากเหตุธรรมชาตินั้น องค์ท่านพ่อก็ช่วยได้ แต่ท่านจะทำเมื่อมี เหตุผลพิเศษเท่านั้น ด้วยวิธีการและหลักการที่ผู้เขียนกล่าวมานี้ ประกอบกับความรู้สึกของจิตใจที่อ่อนไหวไม่แน่นอน ทำให้ผู้มีประสบการณ์ได้รับการช่วยเหลือจากท่านพ่อจตุคามรามเทพ มีจิตใจวอกแวก เช่นในกรณีของการติดผ้ายันต์แล้วขายดีในระยะแรก ต่อมาพอขายลดลงก็คิดว่าช่วงแรกเป็นความบังเอิญ ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงต้องช่วยให้ขายดีตลอดโดยไม่พิจารณาข้อบกพร่องของตัวเอง หรืออย่างกรณีหมอรักษาคนไข้ที่ไม่ทราบโรคหรือวิธีรักษา พอท่านพ่อดลจิตใจให้พบวิธีรักษา ก็คิดว่าหมอหาทางรักษาได้เอง ไม่ได้คิดว่าเป็นบารมีของ ท่านพ่อบางคนคิดว่าชะตาไม่ถึงฆาตหรืออาจขอไว้หลายอย่าง พอสำเร็จก็ว่าที่นั่นช่วย ที่นี่ช่วย ที่บนเอาไว้ ขอไว้ก็เลยเฉย ๆ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เวลาตัวเองเดือดร้อน ใครว่าอะไรดีก็ทำหมด ใครว่าที่ไหนศักดิ์สิทธิ์ก็ไปกราบไหว้บูชา บนบานศาลกล่าวหมด ลักษณะเหมือนคนไร้ที่พึ่ง ใกล้จะจมน้ำ อะไรผ่านมาก็เกาะพอได้ผลสมใจความรู้สึกเดือดร้อนหายไป จิตใจก็เปลี่ยน ทำให้เกิดความลังเล ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ ใช่หรือเปล่าหนอ เพราะความศักดิ์สิทธิ์จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ก็เลยไม่แก้บน ทำเป็นเฉย ๆ ถ้าเป็นการบนกับท่านพ่อจตุคามรามเทพ แล้วทำเฉยเมย เดี้ยง….มาหลายรายแล้วครับ เป็นการน๊อคแบบไม่ฟื้นเลยทีเดียว มีตัวอย่าง แต่ไม่น่าเล่าให้ฟัง ปกติคนเราผิดคำพูดกับมนุษย์ด้วยกันก็ถือว่าไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าผิดคำพูดกับสิ่งศักดิ์สิทธิอันตราย……ครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นประสบการณ์ของคุณนพพร กันทะเมืองลี้ หัวหน้าเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า ตัวเองเคยอ่านเรื่องราวของวัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราชที่เคยลงในหนังสือพระเครื่องกรุงสยาม เกิดความศรัทธา จึงหาเช่า พระผงสุริยันจันทรา พิมพ์ใหญ่ ห้อยคอติดตัวมาตลอด จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม
2546 นี่เอง ที่เกิดเหตุการณ์ทำให้คุณนพพรตื่นเต้นและ ศรัทธาองค์จตุคามรามเทพอย่างหมดหัวใจ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณนพพรเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับมาแวะบ้านที่จังหวัดลำพูน เพื่อเยี่ยมคุณแม่หน่อแก้ว และรับออกไปซื้อกับข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งขณะยืนซื้อ อยู่มีชายคนหนึ่งซึ่งคุณนพพรพอทราบคร่าว ๆ ว่าปองร้ายตนเองอยู่ลุกจากโต๊ะในร้านเดินมาด้านหลัง คุณนพพร ระวังตัวและชำเลืองตาดูอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายคนนั้นเดินกลับไปที่โต๊ะอาหารตามเดิมภาพ เหตุการณ์ดังกล่าว คุณแม่หน่อแก้วก็มองเห็นอยู่ แต่ไม่ได้สนใจเพราะไม่รู้จักชายคนนั้น สำหรับสาเหตุที่คุณนพพรถูกปองร้าย คุณนพพรได้เล่าให้ผู้เขียนฟังแต่ไม่สามารถจะถ่ายทอดได้ เนื่องจากคุณนพพรเกรงว่าจะไป 3 กระทบกระเทือนกับคนอื่นอีกหลายคน เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปคุณนพพรเดินทางกลับนครปฐม โดยนึกอย่างไร ไม่ทราบได้ถอดพระผงสุริยันจันทราที่แขวนอยู่ออก ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2546 แต่พอรุ่งเช้าของวันที่ 26 มกราคม 2546 คุณนพพรได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากลำพูน โดยคุณแม่หน่อแก้วพูดมาตามสายด้วยเสียง ระล่ำระลักปนเสียงเหมือนกับจะร้องไห้ว่า ลูกเคยแขวนพระองค์ใหญ่ ๆ กลม ๆ ใช่ไหมทางคุณนพพรรู้สึกตกใจ คิดว่าเป็นเรื่องไม่ดี และคุณแม่จะไม่ให้แขวนอีกแต่ก็ตอบไปว่า……ใช่ครับ ทางคุณแม่จึงรีบพูดต่อว่า ท่านออกมาจาพระองค์นั้นมาเข้าฝันแม่ เป็นชายร่างสูงใหญ่ ผิวดำ ใส่สังวาลย์ ท่าทางมีสง่าราศีมาก ไม่ใช่ คนธรรมดา ต้องเป็นเทพแน่ ๆ ท่านมาบอกกับแม่ว่า ท่านช่วยให้ลูกไม่ถูกยิงท่านยังย้อนเหตุการณ์ที่ร้านอาหารให้แม่ดูในฝัน และบอกว่าคนที่ใส่เสื้อแจ๊กเก็ตที่เดินมาด้านหลังของลูกเขาจะมายิงลูก แต่ท่านดลจิตดลใจให้เขา เปลี่ยนใจ แต่ถึงชายคนนั้นไม่เปลี่ยนใจท่านก็ช่วยปัดให้ได้ ท่านบอกแม่ว่าลูกถอดพระองค์นั้นออก ไม่ได้แขวน มา 3 วันแล้ว ท่านสั่งให้แม่มาบอกลูกว่าให้นำมาแขวนเสียเพราะนี่คือพระคู่ชีวิต ถ้าจะถอดอย่าให้ห่างตัวเกิน 3 วา ถ้าไม่เกิน 3 วา ยังคุ้มครองได้ คงไม่ต้องเล่าต่อถึงความรู้สึกของคุณนพพรนะครับ แต่อยากจะชี้ประเด็นว่า ทางคุณแม่หน่อแก้วเองไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพระไม่รู้เรื่องที่ลูกชายถูกปองร้าย ไม่ทราบว่าคุณนพพรถอดพระออกไปจากคอมา 3 วันแล้ว คิดว่าท่านผู้อ่านคงสรุปได้นะครับ สำหรับเรื่องที่ตั้งใจจะเล่าให้ฟัง ขอยกยอดไปตอนหน้า
 
องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 7

 
มีท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยโทรศัพท์มาคุยสอบถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับวัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ในหลายๆ เรื่อง ผู้เขียนได้อธิบายให้ทราบตามที่สอบถามมาเป็นราย ๆไปแล้ว แต่บางเรื่องผู้เขียนไม่ สามารถบอกได้ บางเรื่องก็ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับแนวทางของหลักเมือง คำถามส่วนใหญ่ที่สอบถามมา และผู้เขียนอยากจะนำมาทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านในตอนนี้ สรุปได้ 3 ประเด็น คือ
 
1. ประวัติขององค์จตุคามรามเทพ หรือองค์ราชันดำ
                                        2. ประวัติการสร้างวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ
                                        3. พิธีกรรมการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช
 
ประเด็นที่ 1    เรื่องประวัติ ขององค์จตุคามรามเทพ ต้องเรียนว่าผู้เขียนทราบเรื่องราวของท่านน้อยมาก มีบุคคลเพียงท่าน เดียวเท่านั้นที่ทราบเรื่องดีและสามารถเขียนเรื่องขององค์ท่านได้ คือ ท่านพลตำรวจโทสรรเพช ธรรมาธิกุล ซึ่งผู้เขียนคิดว่าอีกไม่นานเกินรอท่านคงถ่ายทอดประวัติเรื่องราวขององค์ราชันดำที่น่าตื่นเต้น ประกอบกับความเกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทราบมาก่อน
 
ประเด็นที่ 2     เรื่องนี้ผู้เขียนมีข้อมูลอยู่พอสมควรแล้ว และพยายามรวบรวมให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นจะทะยอยนำเสนอท่านผู้อ่านต่อไป

 
ประเด็นที่ 3     พิธีกรรมการสร้างและปลุกเสก ความจริงประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับประเด็นที่ 2 คือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการสร้างนั่นเอง แต่ที่แยกออกมาก็เพื่อต้องการอธิบายให้ชัดเจน เนื่องจากแนวทางของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่เหมือนกับแนวทางที่เข้าใจ ที่เคยเห็น เคยชินกันอยู่ในปัจจุบันคำถามที่ผู้เขียนมักได้ยินอยู่เสมอ คือ พิธีดีไหม พิธีใหญ่ไหม มีเกจิมาเยอะหรือเปล่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถามยังไม่ทราบเรื่องและหลักเกณฑ์ของการสร้างวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช และยังยึดติดอยู่กับพิธีปลุกเสกที่พบเห็นกันอยู่โดยทั่วไป ในเบื้องต้นที่ผู้เขียนบอกไปก็ถูก ภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้พิธีกรรม เป็นเครื่องแสดงให้คนเห็นให้คนเชื่อว่า ถ้าจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่แล้ว จะศักดิ์สิทธิ์ จึงขอถือโอกาส อธิบายสิ่งที่ท่านอยากทราบในส่วนของหลักเมืองนครศรีธรรมราช
 
กล่าวถึงเรื่องของพิธีกรรมการปลุกเสก คงหมายรวมถึง ทั้งความยิ่งใหญ่ ใหญ่โต เครื่องประกอบพิธีและที่สำคัญคือเกจิอาจารย์ ต้องเรียนแบบนี้ครับว่า ความยิ่งใหญ่ของพิธีขึ้นอยู่กับงานนั้น ๆ ว่าสร้างวัตถุมงคลเนื่องในโอกาสอะไร ที่ผ่านมา ก็มีทั้งใหญ่ ใหญ่มาก และปกติธรรมดา แต่สิ่งสำคัญในการประกอบพิธีต้องมีครบถ้วนตามคำสั่งขององค์จตุคามรามเทพ รวมถึงของศักดิ์สิทธิ์ 5 อย่าง ของท่านผู้บัญชาการสรรเพชญ คือ
 
 
1. งาช้างแดง
2. กริช
3. คันฉ่องสำริด
4. มีดจตุคามรามเทพ
5. ไม้เท้างู


28DE0~1.JPG  2A739~1.JPG  2194C~1.JPG

23CD0~1.JPG   2C9EA~1.JPG


สิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ “ ฤกษ์ ” เมื่อครบถ้วนตามนี้ ไม่ว่าพิธีใหญ่หรือเล็ก วัตถุมงคลนั้นก็ศักดิ์สิทธิ์ทุกรุ่น ขออธิบายสักนิดเกี่ยวกับเรื่องฤกษ์ เนื่องจากมีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่กำหนดความสมดุล แห่งพลังต่างๆ ของดวงดาว ที่องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ จะประกอบพิธี และสามารถกำหนดประเภทความศักดิ์สิทธิ์ในด้านต่างๆ ซึ่งการกำหนดหรือดูฤกษ์ดังกล่าว มิได้กระทำตามอย่างที่ดูกันโดยทั่วไปตำราบอกว่าดี ก็ดี แต่วิธีการเลือกฤกษ์ของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ต้องสามารถอธิบายได้ว่า ฤกษ์ดี ดีอย่างไรเกิดจากพื้นฐานอะไร และพื้นฐานหรือรากเหง้าที่มาของฤกษ์นั้นทำให้ดี หรือเหมาะสมกับการประกอบพิธีปลุกเสกอย่างไร ซึ่งรู้กันเพียง 1 องค์ กับ 1 ท่านคือ องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ และท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เริ่มสนใจวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช อยากทราบกันมาก เจตนาที่ถามคืออยากทราบว่ามีเกจิมามากไหม มีเกจิดัง ๆ มาร่วมด้วยหรือเปล่านั่นเอง เรื่องนี้ขอเรียนว่า ตามแนวทางของหลักเมือง จะไม่เกี่ยวข้องกับพระ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการนิมนต์พระมาปลุกเสกยกเว้อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เริ่มสนใจวัตถุมงคลหลักเมืองอยากทราบกันมาก คือเรื่องของเกจิอาจารย์ในพิธีปลุกเนเพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่กรรมการจัดสร้างนิมนต์พระมาปลุกเสกด้วย ได้แก่พระโพธิสัตว์พังพระกาฬนาคปรก 5 เศียร ส่วนรุ่นอื่นๆ บางรุ่น อาจมีการนิมนต์พระมาสวดชัยมงคลคาถาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มี ดังที่กล่าวมาแล้วว่าวัตถุมงคลในสายนี้ไม่เน้นหรือเกี่ยวข้องกับพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาพุทธหินยาน ซึ่งมีข้อห้าม ไม่ให้พระมาทำเช่นนี้ได้ ในหมู่ลูกศิษย์ของหลักเมืองนครศรีธรรมราช เราถือว่า องค์จตุคามรามเทพ สุดยอดที่สุดแล้ว ส่วนในแนวทางของพระที่ดำเนินการกันอยู่ทุกวันนี้ ผู้เขียนขอไม่วิจารณ์ในขณะนี้ ให้ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านจะพิจารณา แล้วแต่ความเห็น ความศรัทธาเชื่อถือ แต่ถ้าถามว่าถ้าเราจะพิจารณา คัดเลือกแยกแยะอย่างไร ผู้เขียนขอแนะนำว่า ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ นำไปทดลองใช้ก็จะทราบได้เอง ด้วยเหตุที่แนวทาง วิธีการไม่เกี่ยวข้องกัน ถ้าท่านผู้อ่านติดตามเรื่องมาตั้งแต่ต้นและสังเกตุจะพบว่า ผู้เขียนไม่เคยใช้คำว่า “พุทธคุณ ” แต่จะใช้คำว่า “ ศักดิ์สิทธิ์ ” เพราะว่าวัตถุมงคลของหลักเมืองไม่ได้ปลุกเสก การใช้คำว่าศักดิ์สิทธิ์น่าจะตรงประเด็นมากว่า อีกประการหนึ่ง คำว่า “พุทธคุณ” ผู้เขียนไม่แน่ใจว่านำมาใช้ถูกความหมายหรือเปล่า ถ้าพิจารณาแปลออกมาน่าจะมีความหมายว่า คุณของพระพุทธ ซึ่งจะหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า คือความศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะเป็นว่า ศักดิ์สิทธิ์โดยอำนาจของพระพุทธ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าพระสงฆ์ไปปลุกเสกพระพุทธเจ้าให้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าคิดตามหลักการและเหตุผลโดยทั่ว ๆ ไป ต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลก และไม่น่าเป็นไปได้ อาจจะมีบางท่านแย้งว่า ก็ทำวัตถุมงคลเป็นรูปพระพุทธ จึงจำเป็นต้องใช้คำว่า พุทธคุณ ผู้เขียนต้องเรียนว่า ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ใช้กันทั้งเป็นรูปพระพุทธ และที่เป็นรูปพระสงฆ์ ในทำนองเดียวกัน คำว่าปลุกเสก และ คำว่าพุทธาภิเษก ก็ยังใช้กันอย่างสับสน และน่าจะไม่ถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์ กลับมาที่เรื่องของประสบการณ์กันต่อดีกว่านะครับ เป็นเรื่องของนายตำรวจท่านหนึ่ง ได้รับพระเนื้อปิดตาพังพระกาฬลอยองค์รุ่นเกาะเภตราเนื้อเงินจากคุณสุรศักดิ์ อัศวขจรกุล มาหนึ่งองค์ จึงนำไปเลี่ยมทองขึ้นคอ ต่อมาไม่นานนัก ประมาณกลางปี พ.ศ.2545 ท่านต้องเข้าไปรับผิดชอบคดีฆาตกรรมรายหนึ่ง ซึ่งลักษณะ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ส่วนใหญ่จับผู้กระทำผิดไม่ได้ เมื่อมารับหน้าที่นี้จึงต้องพยายามปิดคดีให้ได้ เวลาผ่านไป 2 คืนแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะจับคนร้ายได้ ถึงแม้ว่าจะสืบเสาะเบาะแสไม่ได้หยุดเลยก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใครแน่ เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยคนๆ หนึ่ง ที่เข้าออกบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ก็ยังตามตัวไม่พบจึงเริ่มเกิดความวิตกกังวล จนกระทั่งย่างเข้าวันที่ 3 ได้พยายามตามหาจนดึกเวลาประมาณ 5 ทุ่ม รู้สึกหิวจึงแวะทานข้าวต้มกับลูกน้อง ขณะทานอยู่นึกขึ้นได้ว่าคุณสุรศักดิ์เคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์จตุคามรามเทพ จึงรีบเอามือกำพระปิดตาพังพระกาฬที่ห้อยคออยู่ พร้อมกับอธิฐานขอให้ท่านพ่อจตุคามรามเทพช่วยให้พบช่อง ทางการจับคนร้ายรายนี้ให้ได้เนื่องจากเวลาผ่านไป 2 คืนแล้ว นับจากวันที่เกิดเหตุ ถ้าผ่านคืนนี้ไปอีกจะเป็น 3 คืนถือว่าช้าไปและอาจจะทำให้จับได้ยากขึ้น ขอให้จับได้โดยเร็ว เมื่ออธิฐานจบก็ทานข้าวต้มต่อไปอีกสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านมีท่าทางพิรุธ ทำให้นายตำรวจท่านนั้นต้องมองตามและสังเกตุเห็นหน้าตาคลับ คล้ายคลับคลาเหมือนกับผู้ต้องสงสัย จึงเข้าแสดงตัวเข้าจับกุมนำไปสอบสวนทันที ผลคือผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นฆาตกรก่อคดีดังกล่าวจริง คดีจึงจบภายใน 3 คืน เรื่องนี้ฟังดูแล้วเหมือนนิยาย หรือบางท่านอาจจะสรุป ว่าบังเอิญ เพราะเหมือนเรื่องไม่น่าเชื่อ ต่อมาอีกไม่นานนัก นายตำรวจท่านนี้ได้รับ เหรียญหล่อ 5 เหลี่ยมรูปเหมือนองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ซึ่งแจกในงานฌาปณกิจศพ คุณแม่ปทุม ธรรมาธิกุล เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2545 จากคุณสุรศักดิ์ ซึ่งไปร่วมงานและรับแจกเหรียญนี้มา เนื่องจากเห็นว่าเป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมาใหม่ ประกอบกับทราบว่าได้มีการยกเลิกการประทับทรงองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพไปตั้งแต่ปลายปี 2545 จึงอยากรู้ว่าเหรียญนี้จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ขณะที่ได้รับ เหรียญจากคุณสุรศักดิ์ และลากลับ เป็นเวลาที่ฝนกำลังตกหนักช่วงเดินทางไปยังที่ทำงานจึงได้อธิฐานว่า ถ้าเหรียญนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงเมื่อเขาเดินทางกลับไปถึงที่ทำงานขอให้ฝนหยุดตกปรากฏว่าเมื่อรถไปจอดหน้าโรงพัก ฝนก็หยุดทันที เมื่อลงจากรถเดินขึ้นบันได ทันทีที่ตัวลับเข้าไปในชายคาโรงพัก ฝนกลับเทกระหน่ำลงมาใหม่ ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที รีบโทรศัพท์เล่าเหตุการณ์ให้คุณสุรศักดิ์ฟังด้วยความตื่นเต้น และบอกตบท้ายว่า ต่อไปนี้จะไม่ลองอิทธิฤทธิ์ของท่านอีกแล้ว เพราะได้เห็นความอัศจรรย์ด้วยตาของตนเอง เรื่องนี้ถ้าเป็นการหยุดตกเมื่อถึงโรงพักก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นเรือง บังเอิญ เพื่อตัดปัญหา ท่านจึงแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นด้วยการทำให้ตกลงมาใหม่ หลังจากเดินขึ้นที่ทำงาน เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ แบบไร้ข้อกังขา
 
เมื่อเล่าถึงเหรียญหล่อ 5 เหลี่ยม ต้องขออธิบายขยายความต่อ เนื่องจากมีการนำภาพและข่าวลงในหนังสือพิมพ์รายวัน คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 กล่าวแต่เพียงว่า ผู้เขียนยืนยันถึงเรื่องที่ผู้คนเสาะหากันมากจนกระทั่งราคาถึงเลข 5 หลัก โดยไม่มีเหตุผลว่าเพราะอะไรคนจึงเสาะหากัน และทำไมผู้ที่มีอยู่ถึงไม่ยอมปล่อยทั้งที่มีการเสนอราคาถึงเลข 5 หลัก จึงจอถือโอกาสพูดถึงรายละเอียดการ สร้างพระรุ่นนี้และเหตุผลที่คนต้องการกันมาก เหรียญหล่อ 5 เหลี่ยม ถือเป็นรูปเหมือนองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพรุ่นแรกที่สร้างในรูปของพระเครื่อง บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วเหรียญสี่เหลี่ยมหลักเมืองไม่ใช่รูปเหมือนหรือ ขอเรียนว่าเหรียญสี่เหลี่ยมดังกล่าวเป็นรูปของเศียรหลักเมือง ไม่ใช่องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ เหตุผลในการสร้างเหรียญหล่อ 5 เหลี่ยม เริ่มต้นจากอาจารย์มนตรี จันทพันธ์ ไปร่วมงานรดน้ำศพคุณแม่ปทุมของท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุลแล้วคิดว่า ในวันฌาปณกิจศพควรมีของระลึกมอบให้ผู้มาร่วมงานจึงได้คิดแบบและขออนุญาตผู้บัญชาการสรรเพชญ เมื่อท่านอนุญาตและได้ตกลงกันว่าจะสลักด้านหลังเหรียญด้วยเลข 98 ซึ่งเป็นอายุของคุณแม่ปทุมแต่เมื่อไปแกะพิมพ์ อาจารย์มนตรีเห็นว่าควรเพิ่มไปอีก 1 ปี จึงแกะเป็น 99 เมื่อแกะเสร็จนำไปถอดพิมพ์ปรากฏถอดอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ใช้ยางถอดพิมพ์อย่างดี อาจารย์มนตรีจึงต้องกลับมาแกะเป็นเลข 98 จึงถอดพิมพ์ได้สำเร็จ ทำให้อาจารย์มนตรีไม่ได้นอนทั้งคืน จากนั้นจึงเหวี่ยงเหรียญขึ้น โดยมีชนวนของพระบูชาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬทุกรุ่นผสมไปด้วย การสร้างดำเนินไป 3 วัน 3 คืน จึงยุติ จากทั้งอาจารย์มนตรีและลูกน้องไม่ได้นอนกันเลย นับพระได้ทั้งหมด 761 องค์ จากนั้นได้ดำเนินการประกอบพิธีอัญเชิญองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพมาปลุกเสกพระดังกล่าว โดยท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล


5-2007~2.JPG   5-2007~1.JPG


เมื่อถึงวันฌาปณกิจศพในวันที่ 22ตุลาคม 2545 มีผู้ทราบข่าวว่ จะมีการมอบเหรียญให้กับผู้มาร่วมงานจึงต่างพากันมาร่วมงานเพื่อรับเหรียญดังกล่าว หลังจากนั้นไม่นานคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ผู้ที่ได้รับเหรียญต่างก็ได้รับอานิสงค์จากเลข 98 ที่ท่านพ่อจตุคามรามเทพได้ตอบแทนผู้ไปร่วมงาน ต่างพากันรับรางวัลจากเลขท้าย 3 ตัว จากรางวัลที่ 1 คือ 498 เกือบทุกคน บางคนรับไปเป็นล้าน และยังติดต่อไปยังสลากออมสิน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 และมีบางคนได้อีกเป็นล้านอีกเช่นกันในเลข 898 จากประสบการณ์ของเรื่องนายตำรวจ และคนที่ได้รับโชคลาภจากเหรียญหล่อ 5 เหลี่ยม ทำให้ผู้ที่ทราบต่างเสาะแสวงหากันยกใหญ่ และเมื่อไปให้ ราคากับผู้ที่ถูกหวย ทุกคนต่างพากันปฏิเสธ แม้ว่าจะเสนอราคาด้วยเลข 5 หลัก ดังกล่าว และรวมไปถึงผู้ที่ไม่ถูกหวยหรือผู้ที่ได้รับเหรียญในภายหลัง ก็ยังไม่ยอมปล่อย ซึ่งหลายคนในจำนวนนี้ ผู้เขียนรู้จักและสามารถยืนยันได้ ส่วนบางท่านอาจจะไปพบคนที่ยอมปล่อยในราคาหลักร้อยหรือหลักพันก็มีสิทธิ์เป็นได้ ที่กล่าวมา ทั้งหมดคือเหตุผลที่จะเรียนต่อท่านผู้อ่าน เพื่อความเข้าใจ มิเช่นนั้นจะคิดว่าผู้เขียนพูดเกินความจริง เพราะเหรียญ เพิ่งจะสร้างได้ไม่กี่วันซึ่งทำให้ผู้เขียนหลายท่านมองว่าผู้เขียนปั่นราคา จึงจำเป็นต้องชี้แจงว่ามีเหตุมาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างใหม่สร้างเก่าไม่เกี่ยว และไม่ใช่การปั่นราคา ผู้เขียนอยากจะเรียนให้พิจารณาว่า วัตถุมงคลอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นมายังไม่ทันปลุกเสก ขายใบจองขึ้นราคาแล้ว บางรุ่นออกมายังไม่ทันมีประสบการณ์ ราคาก็ขึ้นเอา ๆ แล้วอย่างนี้ปั่นราคาหรือเปล่า

ผู้เขียนขอสรุปว่า สำหรับเหรียญหล่อ
5 เหลี่ยมนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านโชคลาภและบารมีอย่างยอดเยี่ยม และนับเป็นเหรียญแจกงานศพที่แพงที่สุด เมื่อนับเวลาที่เริ่มแจกจนถึงเวลาที่คนเสาแสวงหา และ สุดท้ายเกือบลืมไป ต้องขอเรียนเพิ่มเติมว่า อาจารย์มนตรี คือผู้แกะแม่พิมพ์พระผงสุริยัน จันทรา ทั้งหมด


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 8


ต้องขออภัยต่อท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องของ องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ในส่วนของท่านที่ต้องการทราบประวัติของการสร้างหลักเมืองและวัตถุมงคล เพราะที่ผ่านมาหลายตอน ผู้เขียนเสนอแต่เรื่องราวของประสบการณ์อันเกิดจากวัตถุมงคล และการบนบานต่อองค์ราชันดำ หรือองค์จตุคามรามเทพ และ ยังต้องขออนุญาตเสนอต่ออีกสัก 2 - 3 ตอน เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าประสบการณ์คือสิ่งยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นประสบการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดความมั่นใจและรับรู้ว่า ผู้ที่ใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองแบบต่างๆ ได้รับการช่วยเหลือในด้านใดบ้าง ประกอบกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมีจำนวนมากมาย หลายเรื่อง ถ้าผู้เขียนไม่รีบเล่า เดี๋ยวจะลืมรายละเอียดและจะเล่าไม่ทัน โดยเฉพาะ เรื่องที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ จึงอยากเล่าโดยเร็ว เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน เล่าผสมกับประสบการณ์เก่าๆ บ้าง กลางเก่ากลางใหม่ บ้าง แสดงให้เห็นว่า เกิดประสบการณ์กับผู้ใช้มาตลอด ไม่ใช่ว่าเกิดประสบการณ์มาแล้วเป็นสิบปี หลังจากนั้น ก็ไม่มีประสบการณ์เกิดขึ้นอีก และเมื่อพูดถึงวัตถุมงคลนั้นทีไรก็จะเล่าประสบการณ์เรื่องเดิมอยู่นั่นแหละ ที่สำคัญคือยืนยันไม่ได้ หาตัวคนพบประสบการณ์ไม่เจอแล้ว ในส่วนประสบการณ์ของวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ถึงแม้ผู้เขียนจะเล่าไปหลายเรื่อง แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมาก หลายเรื่องที่มีคนมาเล่าให้ผู้เขียนฟังก็ลืมถามชื่อคนที่มีประสบการณ์ พอให้ไปถามชื่อก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง และมีอีกจำนวนมากไม่ยอมให้ลงเรื่อง แต่บางเรื่องผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ ก็คัดเลือกนำมาเล่าพอให้ท่านผู้อ่านสามารถไปยืนยันได้จากคนที่เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกทีหนึ่ง อีกเรื่องที่ต้องเรียนทำความเข้าใจคือ ผู้เขียนมักจะกล่าถึงชื่อของคุณสุรศักดิ์ อัศวขจรกุลและคุณเชษฐ์ โฟโต้ต้องเรียนว่าจำเป็นในการกล่าวเรื่อง เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้กระจายวัตถุมงคลออกไปมากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงมีคนมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังค่อนข้างมาก อย่างในกรณีของคุณสุรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่แจกวัตถุมงคลของหลักเมือง ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ให้กับผู้มีปัญหาเดือดร้อน มาปรึกษา มาบอกเล่าให้ฟัง คุณสุรศักดิ์ ก็แจกให้ไปใช้บูชาและขอบารมีองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพให้ช่วยเหลือ คุณสุรศักดิ์บอกกับผู้เขียนว่า ในสิบคนที่ให้ไปจะกลับมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังถึงแปดคน แต่คุณสุรศักดิ์มักจะไม่ค่อยจำชื่อไว้ ในส่วนของเชษฐ์โฟโต้ เป็นผู้ให้เช่าวัตถุมงคลของหลักเมืองโดยเฉพาะ และที่ผ่านมาก็ปล่อยกระจายออกไปค่อนข้างแพร่หลาย จึงมีผู้กลับมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังมากมายเช่นเดียวกัน และก็คล้ายกันคือไม่ค่อยจะจำชื่อจริงของลูกค้ามากนัก ส่วนที่จำได้ ก็ไม่ค่อยยอมให้ลงชื่อ ดังนั้นการยืนยันเรื่องผู้เขียนจึงต้องให้ยืนยันกับทั้ง 2ท่าน นี่คือเหตุผลที่ต้องเอ่ยชื่อถึงบ่อยๆ และโดยที่เป็นผู้เล่าจะทราบเรื่องดีและสามารถยืนยันถึงที่มาและตัวคนที่มีประสบการณ์ได้ อย่างไรก็ตามทุกท่านย่อมมีดุลยพินิจในการพิจารณารับรู้อยู่แล้ว จึงขอให้อยู่ในวิจารณญาณของท่านผู้อ่าน เรื่องของประสบการณ์นะครับ 2 เรื่องแรกเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนในวงการพระเรื่องแรก เป็นของคุณ ชุณหผกามาศ เพียดา (09 4789491)ซึ่งเปิดจำหน่ายวัตถุมงคลพระเครื่องและพระบูชา อยู่บนห้างบางลำภู งามวงศ์วาน ตั้งอยู่ระหว่างร้าน พี่ต้อย เมืองนนท์ กับร้านเชษฐโฟโต้ คุณชุณหผกามาศ ได้เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับองค์จตุคามรามเทพ เมื่อประมาณ 2 - 3 ปีทีแล้ว แรก ๆ ก็ไม่ค่อยจะเชื่อว่า ศักดิ์สิทธิ์จริง ต่อมามีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับภรรยาของคุณเชษฐ์ เนื่องจากมีร้านติดกัน ไดฟังเกี่ยวกับ ประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับอภินิหารขององค์ท่านพ่อ อยู่มากมายหลายเรื่อง จนซึมซับรับทราบความศักดิ์สิทธิ์ จึงเกิดความสนใจเช่าไปบูชาบ้าง ครั้งแรกเป็นเหรียญสี่เหลี่ยมหลักเมือง คุณชุณหผกามาศ เขียนเล่าประสบการมา 2 ฉบับ ผู้เขียน ขอคัดเลือกลงให้ท่านผู้อ่านทราบ 1 ฉบับ โดยไม่ตัดตอน

 “ ข้าพเจ้าไม่ใช่นักเขียน แต่ทุกอย่างทุกคำพูดต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์จริงที่ข้าพเจ้าเจอกับตัวเองและคนรอบข้างของข้าพเจ้า คือ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพมาครอบครอง ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นไม่กลัวใคร อบอุ่นขึ้น นอนหลับสบาย ฝันแต่ในสิ่งดีๆ ตลอดมา ข้าพเจ้าครอบครององค์ท่านพ่อมาประมาณ 4 เดือนแล้ว ข้าพเจ้าก็บูชาให้ญาติพี่น้องของข้าพเจ้าด้วย แต่ละคนก็มีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน แต่ก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ ทั้งนั้น อย่างเช่นครั้งแรกเลยตัวข้าพเจ้าเองได้มาก็จะใส่นอนด้วยแล้วก็จะ อธิษฐานทุกวัน ปรากฏว่าข้าพเจ้าถูกรางวัลลอตเตอรี่เลขท้าย 3 ตัว อย่างไม่คาดฝันเลย แล้วก็ฝันแต่เรื่องมี ความสุขตลอดอย่างเช่นข้าพเจ้าฝันว่าเหมือนมีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่มากกำลังจะกินแม่ของข้าพเจ้า แต่ในฝัน นั้นอยู่ ๆ ข้าพเจ้าก็จับองค์ท่านพ่อ อธิฐานองค์พ่อว่าให้ช่วยแม่ของข้าพเจ้าด้วย เพราะว่าสัตว์ประหลาดกำลัง จะกัดกินแม่ของลูกแล้ว ทันใดนั้นอยู่ ๆ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวใหญ่นั้นก็หันมายิ้มให้แม่ของข้าพเจ้าแล้วเดินหนีไป ที่ข้าพเจ้าเล่านี้ ไม่ใช่นิทาน แต่เป็นความฝันที่เป็นเรื่องจริง เหมือนกับว่าแม่ข้าพเจ้ากำลังจะมีเคราะห์หนักเพราะคนข้างบ้านก็ฝันทำนองเดียวกันว่าแม่ของข้าพเจ้าป่วยหนักหายใจรวยริน แล้ว แต่ในที่สุดก็ส่งโรงพยาบาลช่วยชีวิตไว้ทันเพราะข้าพเจ้าได้เช่าเหรียญองค์พ่อให้แม่ของข้าพเจ้าแขวนคอ แม่บอกว่านอนหลับ สบายมาก เหมือนได้พักผ่อนเต็มที่ และที่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นทุกวัน อีกคนคือพี่สาว ค้าขายของชำ ร้านก็ไม่ใหญ่มาก จากเมื่อก่อนขายได้กำไรอย่างมากก็วันละ 500 –700 บาท ตั้งแต่แขวนองค์พ่อมา แล้วก็อธิฐานพี่สาวบอกว่าไม่น่าเชื่อร้านเล็ก ๆ ขายได้กำไร วันละ 2 – 3 พันบาทเพิ่มขึ้นมากๆ เลย คนที่เคยเดินผ่านไปผ่านมาเห็นหน้ากันบ่อยๆ ไม่เคยมาซื้อของร้านเขาเลย ก็มาซื้อ มาคุยดีด้วยจนคนแถวนั้นถามว่ามีอะไรดีเหรอ…ถึงมีลูกค้าเยอะจังเลย แล้วตัวเขาเองก็ฝันแต่ในสิ่งดี ๆ มีความสุขตลอดเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก แต่ก็เป็นเรื่องจริงนะคะท่านผู้อ่าน ”

 ต่อมาเป็นเรื่องของบุคคลในวงการพระอีกท่านหนึ่งคือ คุณภูธง บรรจงจิตต์ ใช้ชื่อในวงการว่า อาร์ต หาดใหญ่ ชำนาญพระสายใต้ ผู้เล่าประสบการณ์ของคุณอาร์ตคือ คุณอรุณ สินธุพาณิชย์ ซึ่งรู้จักกับผู้เขียนมาหลายปีแล้ว ระยะหลังไม่ค่อยได้ติดต่อกัน จนกระทั่งคุณอรุณ สนใจวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้ติดต่อมายังผู้เขียน และเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ถึงแม้จะเล่าโดยคุณอรุณ แต่ก็สามารถยืนยันสอบถามรายละเอียดได้ โดยตรงที่คุณอาร์ต 01 9226822 
ปัจจุบันคุณอาร์ต ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด จำเป็นต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ ถึงแม้จะเข้าๆ ออกๆ หรือต้องนอนโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังติดต่อเช่าจำหน่ายพระ และติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับวงการพระอยู่ตลอดเวลา จึงได้ยินได้ฟังความเป็นไปของวัตถุมงคล ของหลักเมืองนครศรีธรรมราชอยู่เสมอ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะไม่เชื่อคิดว่าเป็นการโปรโมทหรือปั่นราคากันขึ้นมา วันหนึ่งประมาณ 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา น่าจะอยู่ในช่วงเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2546 มีคนมาเสนอขายพระหลายรายการด้วยกัน พอดีมีเหรียญสี่เหลี่ยมหลักเมืองปะปนมาด้วย  เจ้าของบอกราคา 300 บาท คุณอาร์ต เห็นว่าไม่แพง จึงเช่าไว้ต่อมาต้องเข้ารับเคมีบำบัดและต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเนื่องจากจะมีอาการแพ้อย่าง รุนแรง คือเจ็บปวดมาก ต้องดิ้นทุรนทุรายชนิดที่เรียกว่าเตียงแทบพัง ช่วงเวลานั้นคุณอรุณไปเยี่ยม คุณอาร์ต จึงคุยให้ฟังถึงเหรียญหลักเมืองที่เช่ามาพร้อมกับหยิบให้ดู คุณอรุณจึงบอกว่า เอาอย่างนี้ลองอธิฐานขอให้หายจากอาการแพ้ ปรากฏว่าภายใน 10 นาทีเท่านั้น อาการของคุณอาร์ตก็หายเป็นปกติ หลังจากนั้นเมื่อเข้ารับการทำเคมีบำบัด คุณอาร์ต จะอธิฐานขอต่อองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพทุกครั้ง ซึ่งจะได้ผลทุกครั้ง ทำให้ไม่เจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกเลย ทำให้คุณอาร์ตบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา นำเหรียญสี่เหลี่ยมหลักเมืองขึ้นแขวนคอเดี่ยว และได้เกิดอภินิหารให้คุณอาร์ตเกิดความมั่นใจมากขึ้น คือในช่วงเข้ารับเคมีบำบัดครั้งหนึ่ง คุณอาร์ตเกิดมีอาการไซนัสกำเริบ ชนิดน้ำมูกออกมาเป็นลิ่มเลือดและแข็งตัวทำให้ต้องหายใจทางปาก ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน คุณอาร์ตจึง อธิฐานต่อองค์ท่านพ่อว่า ทุกครั้งท่านพ่อเคยช่วยแต่ทำไมคราวนี้ไม่ช่วยให้หายเจ็บปวดทรมานจากอาการไซนัสกำเริบ อธิฐานแล้วก็ผล็อยหลับไปและฝันว่า “มึงไม่ต้องกลัวหรอกเป็นแค่นี้เดี๋ยวก็หาย” พอตื่นขึ้นมาอาการก็หายเป็นปกติจริงๆ เมื่อสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่าวัตถุมงคลของหลักเมืองศักดิ์สิทธิ์ คุณอาร์ตจึงสนใจวัตถุมงคลแบบอื่นๆอีก ได้ฝากให้คุณอรุณช่วยหาผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลดให้ ในขณะที่คุณอรุณนำผ้ายันต์ไปให้คุณอาร์ตที่โรงพยาบาล เป็นจังหวะเดียวกับที่ภรรยาคุณอาร์ตมาเยี่ยมสามีพอดี และเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่ทำงานซึ่งเป็นบริษัทที่มีพนักงาน 6 - 7 คน รวมทั้งเจ้าของและมีความสนิทสนมกันเหมือนทำงานในครอบครัว ทำธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหาสินค้าคุณภาพดีราคาไม่แพงมากนัก ให้บริษัทต่างประเทศเพื่อส่งออก โดยเฉพาะสินค้าประเภทเซรามิค และทางบริษัทก็มีโรงงานเจ้าประจำ ที่สั่งทำกันมานาน อยู่ ๆ วันนี้ทางโรงงานโทร.มาต่อว่าบริษัทอย่างรุนแรงถึงกับตัดเป็นตัดตายว่าจะไม่ผลิตสินค้าให้อีก ทำเอางงไปทั้งบริษัท เพราะไม่มีธรรมเนียมที่ไหนที่พ่อค้าจะไปทะเลาะกับลูกค้า โดยไม่มีสาเหตุอะไร ทางคุณอาร์ตจึงส่งผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลดให้ภรรยา บอกให้อธิฐานถึงท่านพ่อขอให้โรงงานดังกล่าวเปลี่ยนใจกลับมาติดต่อเหมือนเดิม เพราะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน จะได้ไม่ต้องไปหาโรงงานใหม่เนื่องจากทำงานติดต่อกันมานานจนรู้ใจแล้ว และขอให้บริษัทมีลูกค้ามาสั่งสินค้ามากๆ รุ่งขึ้นภรรยาคุณอาร์ตเข้าไปทำงานก็ต้องพบกับความประหลาดใจเพราะอยู่ ๆ ก็มีออร์เดอร์สินค้าล๊อตใหญ่มากเข้ามา จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี ไม่มีเวลาไปหาโรงงานใหม่ จำเป็นต้องติดต่อโรงงานเดิม แต่ก็เพิ่งมาเกิดเรื่องเมื่อวานนี้เองภรรยาคุณอาร์ตจึงเล่าเรื่ององค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ และบอกว่าตนเองได้ ขอกับผ้ายันต์แล้ว ให้เจ้าของบริษัทอธิฐานขอท่านอีกครั้งก่อนโทรไปติดต่อโรงงาน ปรากฎว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง โรงงานดังกล่าวพูดจาด้วยดี และบอกว่าเรากลับมาติดต่อกันเหมือนเดิม ทั้งยอมรับงานโดยคิดราคาถูกลงกว่าเก่าอีกด้วย ทำให้ทุกคนงง และคนต้องเหนื่อยอี่กก็คือคุณอรุณ เพราะเจ้าของบริษัทให้หาผ้ายันต์พระอาทิตย์ทรงกลด ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไปติดที่บริษัท อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของคุณชุติกาญจน์ พลพันธ์ กรรมการ อบต. บางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี คุณชุติกาญจน์ หรือคุณติ๊ก ขออนุญาตไม่ลงเบอร์โทรศัพท์ เนื่องจากงานยุ่งและเกรงว่าจะมีคนโทร.ไปมากจะไม่สะดวกในการทำงาน เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าทุกคนคงเข้าใจในส่วนตัวของผู้เขียนต้องขอขอบคุณ คุณติ๊ก มาก ๆ ที่ยินดีให้ลงชื่อจริง และหน้าที่การงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักผู้เขียนมาก่อน คุณติ๊ก โทร.มาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตัวเองมีความศรัทธาเชื่อมั่นในองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ มาตั้งแต่ปี 2536 ต่อมาได้แต่งงานแต่ไม่มีบุตร จึงได้เดินทางไปขอต่อองค์ท่านพ่อขณะมีการประทับทรง ท่านพ่อเขียนยันต์ส่งให้พร้อมกับพูดว่า กูให้ลูกศิษย์ไปคนหนึ่ง เลี้ยงดูเขาให้ดี ๆ ก็แล้วกัน พอกลับมากรุงเทพได้ 1 เดือนก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกออกมาเป็นชาย จากนั้นก็เลี้ยงดูเรื่อยมาจนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียน ป.1 ด้วยความรักลูก และอยากให้ลูกเข้าโรงเรียนดี ๆ จึงติดต่อโรงเรียนชื่อดังเพื่อนำลูกเข้าเรียน ปรากฏว่าลูกชายอายุขาดไป 3 เดือน ซึ่งทางโรงเรียนปฏิเสธไม่ให้เข้าสอบคุณติ๊กจึงวิ่งเต้นขอให้ลูกชายได้เข้าสอบ ผลปรากฏว่า สอบได้ 19 คะแนน เท่านั้นเอง ทำให้คุณติ๊กโมโหมากเนื่องจากลูกชายไม่อยากสอบ แรกๆ จะไม่ยอมเข้าห้อง สอบด้วยซ้ำ ทางโรงเรียนจึงแจ้งว่าเด็กไม่มีความพร้อม โรงเรียนไม่สามารถรับได้ คุณติ๊กแทบหมดหวัง จะมี ความหวังอยู่เพียงริบหรี่คือ นึกถึงองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพได้ จึงรีบขึ้นไปบนห้องพระอธิฐานบนบานต่อองค์ท่านว่า ถ้าบุตรชายจะได้เป็นคนดี มีประโยชน์ต่อสังคม ขอให้เข้าโรงเรียนนี้ได้ ขณะที่บนขอนั้นเวลาช่วงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2546 และอภินิหารความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อทางโรงเรียนโทรมาในวันที่ 20 เดือนเดียวกันว่าให้นำบุตรชายไปมอบตัวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ทำให้คุณติ๊กดีใจเป็นที่สุด พาบุตรชายไปมอบตัวพร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนโรงเรียนไป 2 แสนบาท แต่เพื่อนของคุณติ๊กเองลูกชายสอบได้ 50 คะแนน และแจ้งโรงเรียนว่าจะให้เงินสนับสนุน 5 แสนบาท โรงเรียนกลับไม่รับ หลังจากมอบตัวแล้ว คุณติ๊กก็พา ลูกชายขึ้นเครื่องไปแก้บนในวันรุ่งขึ้นด้วยการถวายไก่ปากทองตามที่ได้บนไว้ แ ละคุณติ๊กยังแถมท้ายอีกว่า พอดีช่วงนั้นใช้จ่ายเงินมากยังหมุนเงินมาไม่ทัน ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเอาเลขใบสมัครสอบของลูกชายไป แทงหวยได้เงินมา 2 แสนบาทพอดิบพอดี คุณติ๊กได้บอกหมายเลขมาด้วย แต่ผู้เขียนไม่ได้นำมาลงให้ท่านผู้อ่านทราบ เพราะไม่อยากให้มาหมกมุ่นกับเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องของดวงใครดวงมัน อีกประการหนึ่งผู้เขียนไม่มีเวลาไปค้นหามายืนยันด้วย จึงขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาแต่เพียงเท่านี้
 

องค์ราชันดำผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 9


จากการเสนอประสบการณ์ของวัตถุมงคล ของหลักเมืองนครศรีธรรมราช มาจำนวนหลายเรื่อง จะเห็นว่ามีเหตุการณ์หลายแบบหลายประเภท ซึ่งท่านผู้อ่านจะมองกันไปหลายมุมหลายความคิด และมักจะจัดลำดับ ความสำคัญ ตลอดจนวิพากษ์ วิจารณ์ว่า เรื่องนี้มัน เรื่องนั้นไม่สนุกเลย กรณีเช่นนี้ขอเรียนว่าตัวผู้เขียนเอง ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทุกเรื่อง ทุกรูปแบบ เพราะถือว่าเป็นสิ่งสนับสนุนให้เราทราบว่า วัตถุมงคลนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกของท่านที่ติดตาม เรื่องราวของประสบการณ์ดีว่า อยากอ่านเรื่องที่มีอภินิหารมาก ๆ ซึ่งจะทำให้รู้สึกว่าวัตถุมงคลนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ในความคิดของผู้เขียนเห็นว่า วัตถุมงคลที่ทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกสัมผัสได้ว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้องนับได้ว่ายอดเยี่ยมแล้ว จึงได้นำประสบการณ์หลายรูปแบบมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน อย่างประสบการณ์บางเรื่องบอกแค่เพียงว่า หลังจากได้รับวัตถุมงคลของหลักเมืองมาแล้วรู้สึกอบอุ่น มีกำลังใจ นอนหลับสบาย ฝันดี ทำอะไรราบรื่น มีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต ประสบการณ์ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่ชัดเจน และ ไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ว่า เป็นเรื่องอะไรบ้าง เนื่องจากเป็นเรื่องทั่วๆ ไป และมีผลต่อความรู้สึกของคนนั้น แต่เพียงแค่มีความรู้สึกหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ใช้ตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ถือเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว ความรู้สึกของคนนั้น เมื่อรู้สึกสุข หรือทุกข์ ทั้งคนรวยหรือจน ความรู้สึกนั้นก็จะ เหมือนกันหมด ส่วนวัตถุมงคลที่ใช้แล้วสัมผัสได้ว่าทำให้อบอุ่น สบายใจ มีความสุข ผู้เขียนคิดว่าก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ขอเข้าเรื่องประสบการณ์ต่อนะครับ เป็นเรื่องของนายดาบตำรวจสุทธิพงษ์ ขำสวัสดิ์ ซึ่งเป็นศิษย์หลักเมืองคนหนึ่ง ได้รับความช่วยเหลือจากองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ในการปฏิบัติหน้าที่หลายครั้ง ประสบการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลายปีแล้ว แต่คิดว่าท่านผู้อ่านยังจำได้ถึงคนที่ลงข่าวอึกทึกครึกโครมถึงเรื่องนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษนางสาวโจแอนมาเชเดอร์ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยหา รู้ไม่ว่าจะต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ เรื่องนี้เป็นข่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมกราคม 2539 สืบเนื่องมาจาก มิสเตอร์สจ๊วต มาเชเดอร์ คุณพ่อของแหม่มโจแอน ได้ขอให้เพื่อนที่อยู่ในประเทศไทยลงข่าวในหนังสือพิมพ์เพื่อประกาศตามหาบุตรสาวที่เดินทางมาท่องเที่ยว และสัญญาว่าจะกลับไปฉลองคริสต์มาสด้วยกันในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2538 แต่บุตรสาวได้ขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม และด้วยความร้อนใจจึงเดินทางเข้ามาด้วยตัวเองพร้อม ตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด ในวันที่ 30 ธันวาคม 2538 ในช่วงเวลาของการหายไปของแหม่มโจแอน หลังจากได้รับทราบเรื่องราว ทางตำรวจได้ติดตามร่องรอยและสืบสวนไปที่หลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุย จังหวัดพังงา รวมทั้งค้นหาที่พักครั้งสุดท้าย แต่ต้องคว้าน้ำเหลว เพราะไม่พบเบาะแสอะไรเลย จนกระทั่งคุณพ่อของเธอเดินทางมา ทางผู้กำกับ สตม.พันตำรวจเอกวรเทพ เมธาวัฒน์ ผู้รับผิดชอบคดีนี้ ได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหาตำรวจฝีมือดีมาดำเนินการเพิ่มเติม นายดาบตำรวจสุทธิพงษ์ ขำสวัสดิ์ หรือที่เรียกกันในหมู่เพื่อน ๆ และศิษย์หลักเมืองว่า “ จ่าแจง ” จึงได้เข้ามาเป็นตัวจักรสำคัญในคดีนี้ สิ่งแรกที่จ่าแจงคิดว่าจะต้องทำคือการหาหลักฐานส่วนตัวของแหม่มโจแอน แต่จะไปหาที่ไหน เพราะไม่มีเบาะแสอะไร ที่สำคัญได้มีการค้นหากันมาหลายวันแล้วก็ยังไม่พบ ด้วยเหตุนี้ทำให้นายดาบ สุทธิพงษ์ นึกถึงองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ จึงโทรไปหา คุณโยธิน หงส์ประภัสร หรือ โกเบ้งที่นครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ในที่ประทับทรงองค์ท่านพ่ออยู่พอดี จึงเล่าเรื่องที่ตัวเองต้องมารับผิดชอบในคดีนี้ด้วยและให้โกเบ้งพูดกับท่านพ่อให้แผ่บารมีช่วยหาหนทางพิชิตคดีนี้ โกเบ้งจึงถ่ายทอดเรื่องราวคร่าวๆ ให้ท่านพ่อฟัง ท่านพ่อบอก “ เออ…กูจะช่วย ” และหยิบกระดาษขึ้นมาวาดเป็นรูปผู้หญิง ให้โกเบ้งเขียนชื่อแหม่มโจแอนลงในรูป จากนั้นท่านพ่อจึงลงยันต์ ส่งกระดาษให้โกเบ้งนำไปเผาพร้อมกับพูดว่า “กูจะตามวิญญาณนังแหม่มมาช่วย ไอ้แจง ” โดยท่านพ่อยังสั่งโกเบ้งให้บอกจ่าแจงนำผ้ายันต์พังพระกาฬ ซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ.2532 พร้อมเหรียญปิดตาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ วางซ้อนบนผ้ายันต์สุริยันจันทรา ผืนใหญ่สีดำ จากนั้น นำรูปของแหม่มโจแอนวางตรงกลางและใช้พระผงสุริยันจันทราพิมพ์ใหญ่วางทับบนรูปอีกทืหนึ่ง แล้วห่อผ้ายันต์นำติดตัวไปด้วย หลังจากนั้นจ่าแจงจึงเริ่มต้นทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของประเทศอันมีผลต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะข่าวของแหม่มโจแอนได้ถูกแพร่ไปทั่วโลก ประกอบกับต้องทำงานแข่งกับตำรวจ สก๊อตแลนด์ยาร์ด ซึ่งคุณพ่อของแหม่มโจแอนนำมาทำงานนี้ด้วย เพื่อรักษาชื่อเสียงของตำรวจไทยโดยเริ่มต้น คลำหาที่พักโดยเดินทางไปยังเกสท์เฮาส์แห่งหนึ่งแถว ๆ ถนนข้าวสาร เริ่มต้นเดินไปเรื่อยเหมือนกับมีอะไรมาดลใจให้แวะไปที่เกสท์เฮาส์แห่งหนึ่ง แจกรูปให้คนดูแลเกสท์เฮาส์ ดู ปรากฏว่าจำได้ จึงไปเปิดห้องพบกระเป๋าเดินทางพร้อมเอกสารต่างๆจึงนำเอกสารเหล่านั้นมาวิเคราะห์พบว่าแหม่มโจแอนจองตั๋วเพื่อจะไปเที่ยวภาคใต้ หลังกลับมาจากแม่ฮ่องสอน แต่ยังมีเวลาเหลืออีก 2 วัน จึงคิดว่าแหม่มคงต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่า ด้วยการเดินทางไปเที่ยวบริเวณที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก และคาดกันว่าน่าจะไปเที่ยวป่า เพราะชุดที่ใช้ในการเดินป่าหายไป ที่ตำรวจทราบเรื่องชุดเดินทาง เนื่องจากมีรูปถ่ายที่แหม่มโจแอนถ่ายไว้ขณะไปเทียวสถานที่ต่างๆ จึงเดากันว่าที่ที่ใกล้กรุงเทพ และใช้เวลาเดินทาง 2 วันไปกลับได้สบาย น่าจะเป็นเขาใหญ่ และป่าเมืองกาญจน์ สถานที่แรกที่ทีมของจ่าแจงเลือกไปคือจังหวัดกาญจนบุรี โดยได้เชิญคุณพ่อของแหม่มโจแอนไปด้วย ตลอด ระยะเวลาของการเดินทางจ่าแจงจะจุดธูปครึ่งดอกเพื่อประหยัดเวลาบอกแหม่มโจแอนไปตลอด รวมทั้งขอให้คุณพ่อสจ๊วตจุดธูปบอกด้วย จุดเริ่มต้นที่เมืองกาญจน์คือสุสานทหาร และเหมือนกับวิญญาณของแหม่มจะเป็นผู้พาคณะของจ่าแจงตามล่าฆาตกร ทำให้พบกับคนที่เคยพบเห็นเธอเมื่อเดือนที่ผ่านมาโดยตลอด สุดท้ายคือคนที่ให้เธอเช่าจักรยาน ซึ่งทำให้ทั้งหมดมั่นใจว่าเธอจะต้องไปเที่ยวที่ถ้ำเขาปูน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติชอบไป หลังจากมาเที่ยวที่สุสานทหารแล้ว จึงพากันไปที่วัดถ้ำเขาปูน หลักฐานที่ตอกย้ำว่ามาไม่ผิดทางแน่ คือรถจักรยานที่จอดทิ้งอยู่ ตำรวจนายหนึ่งในคณะนึกได้ จึงบอกจ่าแจงว่าเมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมามี หญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งไปร้องเรียนตำรวจท่องเที่ยวว่า ถูกพระข่มขืนที่วัดถ้ำเขาปูน จ่าแจงจึงถามชื่อแล้วแยก กับผู้หมวดท่านหนึ่ง โดยจ่าแจงเดินไปทางกุฎิ ส่วนผู้หมวดเดินทางไปหาศพที่ถ้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำทิ้งหมา ” เมื่อไปถึงกุฏิจ่าแจงก็ได้พบกับผู้กระทำความผิด ซึ่งยอมให้จับแต่โดยดี พร้อมทั้งสารภาพว่าเป็นผู้กระทำการข่มขืน และฆ่าแหม่มโจแอนขณะเดียวกันผู้หมวดก็วิทยุเข้ามาว่าพบศพแหม่มโจแอนแล้วทั้งหมด จึงดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยส่งศพไปยังสถาบันนิติเวชกรมตำรวจ และนำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวน และฝากขังในเมืองกาญจนบุรี จากนั้นจึงเดินทางไปพักที่โรงแรมริเวอร์แคว เมื่อไปถึงก็นั่งคุยกันต่อมีจ่าแจง ผู้กำกับวรเทพ และคนขับรถของผู้กำกับ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ตี 2 นั่งคุยกันสักพักก็มีเสียงเคาะประตู จ่าแจงจึงเดินไปเปิดดูแต่ไม่เห็นใคร จึงปิดประตูลงปรากฏว่าทุกคนได้กลิ่นเหมือนกับผู้หญิงเข้ามาในห้อง ขณะเดียวกันก็มีเสียงเคาะดังไปตามข้างฝาห้อง จนถึงโซฟา และมีเสียงดัง “ ซวบ ” เหมือนคนนั่งลงบนโซฟา และสิ่งที่ทำให้คนตกตะลึงก็คือโซฟายุบลงไปเป็นรูปก้นคน แบบเดียวกับเวลาเรานั่งดูหนังมนุษย์ล่องหน อะไรทำนองนั้น เล่นเอาคนขับรถเผ่นพรวดไปที่ประตูและเปิดออกไปเป็นคนแรก สำหรับจ่าแจงไม่ได้ตกใจอะไร ต่อมาคดีก็ปิดลงไปได้ แต่เรื่องราวไม่จบลงแค่นั้น เพราะไม่ว่าจ่าแจงจะไปไหนมาไหนมักจะถูกแซวจากเพื่อนๆ ว่า “เดี๋ยวนี้เล่นของนอกเชียวนะเพื่อน” ที่ทุกคนพูดเช่นนี้เพราะเห็นผู้หญิงฝรั่ง นั่งรถไปกับจ่าแจงเป็นประจำในเวลาค่ำและกลางคืน แม้กระทั่งคุณแม่และญาติพี่น้องต่างก็เห็นกันทุกคน ส่วนตัวจ่าแจงไม่ตกใจอะไร คิดว่าเป็นเพราะสมบัติส่วนตัวของแหม่มโจแอนยังวางอยู่ในรถ จึงมักจะมาปรากฏตัวในรถขณะจ่าแจงไปไหนมาไหน จนกระทั่งสถานทูตได้นำของคืนไปแล้ว เหตุการณ์ก็ยังเหมือนเดิม วิญญาณของแหม่มก็ยังคงมาวนเวียนปรากฏตัวให้เห็นอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ แหม่มโจแอนจะมาเข้าฝันจ่าแจง พร้อมกับพูดว่า “โกโฮม โกโฮม” เวลาผ่านไปเป็นปี จ่าแจงจึงนึกได้ว่า วิญญาณของแหม่มโจแอนถูกท่านพ่อ เรียกไว้ทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ จึงรีบโทรหาโกเบ้ง โกเบ้งจึงไปขอให้ท่านพ่อปล่อยวิญญาณของแหม่มไป เสียท่านพ่อจึงเขียนยันต์ในกระดาษให้โกเบ้งจัดการส่งต่อไปยังจ่าแจงให้เผาและนำขี้เถ้าจากการเผาใส่ในโลง ศพจำลองขนาดเล็กโดยใส่รูปของแหม่มลงไปด้วย แล้วส่งคืนให้กับกคุณพ่อของเธอ จ่าแจงจึงทำตามและมอบโลงศพจำลองให้ มิสเตอร์สจ๊วต มาเชเดอร์ ในโอกาสที่ได้รับเชิญมาเป็นแขกของรัฐบาลไทย เรื่องขอแหม่มโจแอน มาเชเดอร์ จึงปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ต่อมาเป็นเรื่องของคุณพรชัย เจตุรุ่งหิรัญ (หมายเลขโทร 01 3083009) เล่าให้ฟังถึงหลานสาวภรรยาซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่หอพักกับเพื่อน อยู่ ๆ เวลาประมาณตี 4 เพื่อนได้ยินเสียงดังตึงตัง เมื่อลุกขึ้นมาดูเห็นหลานคุณพรชัยตกเตียงลงมาแน่นิ่งไปเมื่อจับดูปรากฎว่าไม่หายใจจึงรีบเรียกเพื่อนๆที่พักอยู่ในห้องข้างๆออกมาช่วย กันปฐมพยาบาล ผายปอดจนหายใจขึ้นมา แต่ยังไม่รู้สึกตัว จึงพากันนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ตรวจอาการแล้วเห็นว่าไม่เป็นอะไร เพียงแต่ไม่รู้สึกตัว จึงบอกให้กลับไปได้ เมื่อกลับมาที่หอพักจึงโทร.แจ้งภรรยาคุณพรชัย ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ทั้งคุณพรชัยและภรรยาจึงรีบมาที่หอพัก ขณะนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ทุกคนพยายาม ช่วยกันเรียกแต่ก็ไม่ได้ผล จึงปรึกษากันคิดว่าอาจจะกินยาเข้าไปจึงพากันส่งโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้นและมีชื่อเสียงมากกว่าเดิม ไปถึงหมอทำการล้างท้องให้เพื่อนๆและคุณพรชัย โดยเฉพาะภรรยาคุณพรชัยพยายามหยิกหลานสาวเพื่อกระตุ้นความร.ู้สึก หยิกจนแขนเขียวเป็นจ้ำๆ ก็ไม่ตื่นช่วยกันเปิดตาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่ตื่น สุดท้ายภรรยาคุณพรชัยต้องบอกคุณพรชัยให้กลับไปเอาวัตถุมงคลของหลักเมืองที่บ้าน และพูดต่อว่าต้องให้พ่อช่วย คุณพรชัยหายไปสักพักก็กลับมาพร้อมกับพระโพธิสัตว์พังพระกาฬพิมพ์ปรกใบมะขาม บอกให้เพื่อน ๆ ช่วยกันยกศีรษะของหลานสาว แล้วเอาคล้องคอ คุณพรชัยเล่าว่าผมยังไม่ทันปล่อยมือ ออกจากสร้อยเลย หลานสาวก็รู้สึกตัวเด้งผลึงติดมือขึ้นมาทันที พร้อมกับพูดคุยได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองดูด้วยความทึ่งในอภินิหาร จนเพื่อน ๆ ของหลานภรรยาคุณพรชัยถึงกับพูดว่า “ วิชาอย่างนี้ ยังมีอยู่ในโลกอีกหรือ ”
23F70~1.JPG     2D8BD~1.JPG
ปรกเงิน
 
2EE41~1-(1).JPG   213FB~1.JPG
ปรกตะกั่ว

2C6DD~1.JPG   2609D~1.JPG
ปรกทองแดง

2431D~1.JPG   2A6A2~1.JPG
ปรกนาก

 


สำหรับพระพิมพ์ปรกใบมะขามที่คุณพรชัยนำมาคล้องคอให้หลานสาว เป็นวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2543 เพื่อจะนำมาแจกในพิธีเปิดศาลหลักเมือง วัตถุมงคลรุ่นนี้ทำพิธีปลุกเสกที่เกาะทะลุ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระยะหลัง ๆ มานี้มีผู้ที่สงสัยเขียนมาถามยังผู้เขียนจำนวนหลายรายว่า วัตถุมงคลพิมพ์ใบมะขามดังกล่าวเนื้อทองแดงมีตอกโค๊ดหรือไม่ เพราะที่พบเห็นมาบางองค์ไม่ตอกโค๊ด บางองค์มีตอกโค๊ดตัว “จ” อยู่ในวงกลม ตอกอยู่ด้านหน้า เรื่องนี้ขอเรียนว่า คณะกรรมการที่จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ ซึ่งมีท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นประธาน ยืนยันว่า วัตถุมงคลพิมพ์ปรก ใบมะขามเนื้อทองแดง ไม่มีการตอกโค๊ด ส่วนพระที่มีการตอกโค๊ดไม่ว่าจะเป็นตัว “ จ ” หรือตัวอื่นใดนั้น ไม่ใช่ของ


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 10 


 
27BFD~1.JPG
 
ขอต่อด้วยประสบการณ์อีกสักหนึ่งหรือสองตอน ก่อนจะเข้าเรื่องราวของการสร้างหลักเมืองและการสร้างวัตถุมงคล ตามที่เคยบอกกล่าวต่อท่านผู้อ่านไว้ โดยขอเริ่มที่ประสบการณ์ของผ้ายันต์ธงหนุมานห้าเหลี่ยมสีแดง สกรีนยางนูนสีขาวและสีเหลือง ซึ่งต่อเนื่องมาจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยเล่าเรื่องในตอนที่แล้ว และภายหลังจากเรื่องราวของประสบการณ์ในครั้งนั้นแพร่หลายออกไป ผ้ายันต์หนุมานสกรีนสีเหลือง ซึ่งเคยเช่าหากันอยู่ในราคาผืนละประมาณ 2 - 3 พันบาท ขึ้นราคาเป็น 5 - 6 พันบาททันที ถึงแม้ว่าประสบการณ์ที่ผู้เขียนเล่าในครั้งนั้นจะเกิดจากอภินิหารของผ้ายันต์สกรีนสีขาวก็ตาม แต่เนื่องจากมีน้อยและหายาก คนจึงพากันมาหาผ้ายันต์สกรีนสีเหลือง เนื่องจากเห็นว่าเป็นรุ่นเดียวกัน น่าจะใช้แทนกันได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไรนัก แต่ที่ยังพอพบเห็นได้และราคายังไม่สูงมากนักเพราะยังไม่มีใครเล่าเรื่องประสบการณ์ให้รับรู้แพร่หลายออกไป เมื่อคนพากันหา พริบตาเดียวของก็หายไปหมด ผู้ที่มีอยู่ต่างก็หวง ราคาจึงขึ้นไปโดยปริยาย และไม่นานก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังกันอีก ซึ่งผู้เขียนจะขอนำเสนอต่อเนื่องเรื่องนี้เริ่มต้นที่คุณสุรศักดิ์ ภายหลังที่ผู้เขียนลงประสบการณ์ไปครั้งนั้น คุณสรุศักดิ์ได้สั่งหาผ้ายันต์หนุมานทั้งแบบที่สกรีนสีชาว และ สกรีนสีเหลือง ออกไปหลายที่ วันหนึ่งมีผ้ายันต์แบบสกรีนสีเหลืองส่งมาจากทางใต้จำนวน 2 ผืน ขณะนั่งแกะซองพัสดุไปรษณีย์อยู่นั้น คุณสุรศักดิ์กำลังนั่งคุยอยู่กับคุณบรรยงค์เฟื่องฟูพงศ์ ผู้จัดการบริษัท ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวลรี่ส่งออกต่างประเทศ โรงงานตั้งอยู่ห่างจากโรงงานของคุณสุรศักดิ์ ประมาณ 1 กิโลเมตร สำหรับคุณบรรยงค์ เป็นอีกคนหนึ่ง ที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช และมีประสบการณ์เกิดขึ้นกับตัวเองและบุคคลรอบข้าง แนะนำให้ใช้วัตถุมงคลของหลักเมืองหลายครั้งหลายหน จนชื่อของคุณบรรยงค์มักจะไปปรากฎอยู่ในคอลัมน์พระเครื่อง ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย พี่แล่ม จันทพิศาโร อยู่เป็นประจำ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์จตุคามรามเทพและวัตถุหลักเมืองนครศรีธรรมราช และการได้ไปมาหาสู่กันกับคุณสุรศักดิ์ เกิดจากการแนะนำของพี่แล่มนั่นเอง เมื่อคุณบรรยงค์เห็นว่าคุณสุรศักดิ์ ได้ผ้ายันต์หนุมานสกรีนเหลืองมาถึง 2 ผืน จึงขอแบ่งไปหนึ่งผืนเนื่องจากได้เคยอ่านประสบการณ์มาแล้ว และมีความอยากได้อยู่พอดี เมื่อได้มาแล้วก็รีบนำไปใส่กรอบติดไว้ในห้องพระ และอธิฐานขอให้แสดงปาฎิหารเพื่อรับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ด้วย เวลาผ่านไปได้ 2 วันหลานสาวลูกของน้องชายคุณบรรยงค์ ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกันและมาวิ่งเล่นที่บ้านคุณบรรยงค์อยู่เป็นประจำได้มาบอกว่า เมื่อคืนหนูฝันเห็นหนุมานสีขาว 2 ตัวนั่งเล่นอยู่บนหลังคาบ้านลุงในมือถืออาวุธอยู่ด้วย คุณบรรยงค์จึงพาหลานสาวขึ้นไปบนห้องพระ แล้วชี้ให้ดูว่าหนุมานแบบนี้ใช่ไหม หลานสาวบอกว่าใช่แล้วเหมือนนี่เปี๊ยบเลย คุณบรรยงค์จึงรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือการแสดงปาฏิหารย์หรือนิมิตให้รู้ว่าผ้ายันต์นี้ศักดิ์สิทธิ์จริง จึงสามารถมาเข้าฝันหลานสาวเพื่อแสดงให้เห็นตามที่ได้ขอไว้ และเมื่อพิจารณาถึงหนุมานที่หลานสาวเห็นเป็นหนุมานสีขาว แสดงว่าไม่ว่าผ้ายันต์จะทำเป็นหนุมานสีอะไร หนุมานหรือสิ่งที่จะออกมาปรากฎจะต้องเป็นสีขาว ตามสีประจำกายของหนุมาน คุณบรรยงค์จึงนำเรื่องบันดาลใจอยากพบคนงานที่เคยเห็นลิงขาวขณะเดินผ่านโรงงานของตัวเองเนื่องจากเรื่องนี้คนงานดังกล่าวไม่ได้เล่าให้ฟังโดยตรง แต่เล่าผ่านคุณสุภาภรณ์ตามที่ได้นำเสนอไปแล้ว จึงพยายามดักรอพบเพื่อจะฟังเรื่องราวจากปากของคนงานโดยตรง หลังจากนั้นวันเดียวก็ได้พบจึงขอคุยด้วยและสอบถามเรื่อง ซึ่งคนงานคนนั้นก็ได้เล่าตามที่ได้เล่าให้คุณสุภาภรณ์ฟังพร้อมกับเน้นว่าลิงขาวที่เขาเห็นนั้นตัวใหญ่มาก บางครั้งใหญ่ขนาดเกือบเต็มโรงงานเลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังพูดต่ออีกว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เขายังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง นั่นคือเรื่องที่เขาพบก่อนที่จะทำให้เขาเห็นลิงขาวในโรงงานทุกวันคุณสุรศักดิ จึงคาดคั้นให้เขาเล่าให้ฟัง เขาจึงยอม แต่ก่อนเล่าเขาต้องยกมือไหว้ขอโทษพร้อมกับพูดว่า เฮียอย่าโกรธผมนะครับ ถ้าผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง คุณสุรศักดิ์จึงได้ให้คำมั่นไปว่ามีอะไรเล่าไปเลย เขาจึงเริ่มต้นเล่าว่าเขาพร้อมกับเพื่อนซึ่งมาด้วยกันว่าคืนวันหนึ่งได้ชวนกันมาด้านหลัง โรงงานบริเวณห้องน้ำผู้หญิง เพื่อแอบดู ลูกน้องคุณสุรศักดิ์อาบน้ำ แต่ว่าเดินยังไม่ถึงรั้วดีก็มีลิงขาวตัวใหญ่กว่าคนหนึ่งเท่ากระโดดลงมาจากกำแพง พร้อมแยกเขี้ยวยาวขาววับ ทำให้ทั้ง 2 คนกลับหลังหันวิ่งกันป่าหญ้าหลังโรงงานราบเป็นทาง ซึ่งคุณสุรศักดิ์เอง จำได้ว่าเคยมองไปหลังโรงงานจากห้องพักเห็นหญ้าราบเป็นทาง ยังนึกสงสัยอยู่ว่าเกิดจากอะไร เพิ่งถึงบางอ้อในวันนี้เอง คนงานทั้ง 2 จึงบอกต่อว่าหลังจากนั้นผ่านโรงงานตอนดึกก็จะพบลิงขาวทุกวันและนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งหรือเป็นสาเหตุที่ทำไมทั้ง 2 คนจึงพบเห็นลิงขาวเวลาผ่านโรงงานทุกวัน นั่นคงเป็นเพราะทั้งคู่เคยคิดไม่ดี โดยไปแอบดูคนงานผู้หญิงของคุณสุรศักดิ์อาบน้ำนั่นเอง สำหรับคนทั่วไปเดินผ่านโดยไม่คิดร้ายอะไรก็จะไม่ปรากฎตัวให้เห็น คุณสุรศักดิ์นำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง บางคนบอกว่าอย่างนี้ดีนะคงต้องไปหา ผ้ายันต์หนุมานมาติดบ้านบ้างเพราะช่วยเฝ้าบ้านได้ เมื่อเล่าเรื่องประสบการณ์ผ้ายันต์ธงหนุมานห้าเหลี่ยมสีแดงแล้วทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องที่คุณพิชัย วงศ์ธิติยากร (01 6126174) เล่าให้ฟังว่ามีพี่ชายเป็นนายแพทย์อยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนตัวคุณพิชัย ทำธุรกิจทางด้านผลิตเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในครัวที่ทำจากไม้ มีโรงงานอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมามีประสบการณ์เกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช หลายครั้งหลายหน จึงมีความศรัทธาและเสาะแสวงหาวัตถุมงคลดังกล่าว เห็นว่าพี่ชายอยู่ในท้องถิ่นอันเป็นที่กำเนิดวัตถุมงคลชุดนี้ จึงโทร.ไปให้ช่วยหาให้เพราะคิดว่าน่าจะได้ง่ายและราคาไม่สูง พร้อมกับเล่าเรื่องราวประสบการณ์ให้ฟังจนพี่ชายอยากได้บ้าง จึงหันมาสนใจเสาะหา ต่อมาได้พบกับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นพยาบาลได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังจึงเล่าต่อมายังคุณพิชัยว่า ที่บ้านพยาบาลท่านนั้นมีผ้ายันต์ธงหนุมานห้าเหลี่ยมสกรีนสีเหลือง ใส่กรอบติดอยู่ในบ้านชั้นล่างผืนหนึ่ง วันหนึ่งตื่นเช้าขึ้นเดินลงมาข้างล่าง พบว่ามีชายคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่ในบ้านรู้สึกตกใจจึงสอบถามพูดคุยด้วย ชายคนนั้นรับสารภาพออกมาทันทีว่า ตัวเองเป็นขโมย ลักลอบเข้ามาเพื่อขโมยของในบ้านนี้ แต่หาทางออกไม่พบ เดินวนเวียนเหมือนคนเมามาตั้งแต่เมื่อคืนจนหมดแรง เจ้าของบ้านจึงแจ้งให้ตำรวจมาจัดการ ก่อนจะจบในตอนนี้ ผู้เขียนมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกกล่าวคือ ผู้เขียนได้รับการเตือนจากท่านพลตำรวจ โทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ซึ่งมีความรอบรู้ในวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูงว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม วันที่ 24 ดาวราหู จะย้ายเข้าดวงเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้หรืออาจจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อดวงชะตาของบางคน และการย้ายราหูครั้งนี้มีอานุภาพร้ายแรงเทียบเท่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดกันมาแล้ว เพราะฉนั้นต้องระมัดระวังในการประกอบอาชีพ ระมัดระวังในการใช้จ่ายระมัดระวังในเรื่องสุขภาพ พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ.


 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top