บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 11-15

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 11


ตอบกลาง ๆ ที่ผู้เขียนอยากเรียนก็คือ อันนี้ต้องแล้วแต่เรา คือต้องว่ากันไปตามถนัดความเชื่อถือศรัทธา แต่สำหรับคนที่พิถีพิถันผู้เขียนอยากให้ศึกษาถึงที่มาและรายละเอียด ถ้าจะใช้ในเรื่องของดวงชะตา ต้องอธิบายได้ว่ามีส่วนเกี่ยวพันเกี่ยวข้องอย่างไร สำหรับส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะที่นำเสนอเรื่องราวขององค์ราชันดำผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ องค์ผู้เจนจบโหราศาสตร์ชั้นสูงและได้บรรจุความศักดิ์สิทธิ์ ลงในวัตถุมงคล พระผงสุริยันจันทรา ดวงตราพญาราหู ซึ่งมีสรรพคุณหรือความศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้โดยตรงกับดวงชะตาของคนเรา ผู้เขียนก็ต้องแนะนำวัตถุมงคลดังกล่าว หรือแนะนำอย่างนี้ก็อาจจะทำให้บางท่านที่ไม่เข้าใจจะว่าผู้เขียนก็ต้องเชียร์วัตถุมงคลที่ตัวเองเขียนถึงแน่นอน และบางท่านอาจจะเลยเถิดไปว่าเป็นการปั่นราคา ไม่เป็นไรครับ ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดอย่างไรก็ได้ แต่ที่ผู้เขียนแนะนำเพราะประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เขียนและคนอื่น ๆ ได้พบเป็นเครื่องยืนยัน และอยากจะนำบทความของท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ซึ่งพิมพ์ขึ้นแจกพร้อมวัตถุมงคล สุริยันจันทรา ดวงตราพญาราหู เมื่อปี พ.ศ.2530 โดยจะขอยกมาบางช่วง บางตอน ต่อ ๆกันไปนะครับ
เนื่องมาจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องของดาวราหูจะเริ่มย้ายเข้าทับดวงเมือง ในวันที่ 24 สิงหาคม 2546 ทำให้มีผู้สอบถามมายังผู้เขียนหลายรายว่าการย้ายของราหูในครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้นมีผลกระทบอย่างไร และมีทางแก้ไขป้องกันได้หรือไม่ ต้องออกตัวก่อนว่าในส่วนของผู้เขียนเองไม่มีความรู้ในเรื่องของโหราศาสตร์อะไรมากนัก แต่ได้รับการเตือนจากท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ให้ระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวดังกล่าว แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อราหูเข้าทับดวงเมืองแล้ว ทุกคนจะประสบชะตากรรมหรือโชคร้ายไปหมด ซึ่งเรื่องนี้คงต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือในส่วนของดวงเมือง และในส่วนของดวงชะตาของแต่ละบุคคล พิจารณา

ในด้านของดวงเมืองซึ่งอยู่ราศีเมษ (ลัคนาสถิตย์ราศีเมษ ) ในดวงเมืองมีดาวอาทิตย์ที่ให้ความเจริญรุ่งเรือง เมื่อราหูย้ายเข้ากุม จะทำให้ดาวอาทิตย์อ่อนกำลังลง ทำให้เกิดภาวะที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศ อาจจะเป็นเรืองอะไรก็ได้เช่น เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศย่อมส่งผลกระทบไปยังประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของราหูในครั้งนี้มีความร้ายแรงเทียบเท่ากับการเข้ามาในครั้งอตีตที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ๆ เลยทีเดียว
ในส่วนดวงชะตาของบุคคล โดยทั่วไปเราจะเข้าใจกันว่า ราหูเป็นดาวร้ายมีอิทธิพลค่อนข้างรุนแรง เมื่อเข้ากุมและเล็งราศีใดแล้วจะเกิดผลร้ายต่อเจ้าของดวงชะตา แต่อาจจะไม่จริงตามนั้นเสมอไป เพราะดาวทุกดวงมีทั้งด้านดีและด้านร้าย ซึ่งขึ้นอยู่กับดวงชะตาของแต่ละคนด้วยว่ามีดาวอะไรประกอบอยู่ตรงไหน เป็นอะไรในดวงนั้น ในส่วนนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือราศีเมษ เพราะราหูเข้าโดยตรงกับราศีตุลย์ที่อยู่ตรงข้ามจะถูกเล็ง ทำให้ร้อนรนเหมือนถูกจับให้ไปยืนกลางแดด จะถูกส่องถูกเผาอยู่ตลอดเวลา จะร้ายแรงขนาดไหน โชคดี โชคร้ายอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของแต่ละคนดังกล่าวแล้ว
 
รวมความทั้ง 2 ประเด็น คงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากนักโหราศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในโหราศาสตร์ชั้นสูงที่พอกำหนดขอบเขตได้ว่ามีอะไรบ้าง ที่นี้ก็จะมาถึงคำถามที่ว่าแล้วเรามีทางป้องกันแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร ผู้เขียนอยากเรียนว่าเราคงไปแก้ไขการโคจรของดวงดาวไม่ได้แน่นอน แต่ในฐานะผู้เชื่อถือศรัทธาวัตถุมงคลศักดิ ์สิทธิ์ย่อมต้องเกิดความรู้สึก ความคิดที่จะพึ่งพา และแสวงหาวัตถุมงคลที่จะมาช่วยป้องกันอำนาจแห่งดวงดาวในลักษณะผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือ ร้ายให้กลายเป็นดี ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของดวงดาว เวลา และโอกาส ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคนทั่วไปส่วนใหญ่เข้าใจแต่เพียงว่า ดวงชะตาทืเปลี่ยนไปตามอำนาจแห่งดวงดาวนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร การจะป้องกันแก้ไขทางกายภาพไม่สามารถทำได้ จึงหันมาพึ่งทางพลัง จิตหรือจิตศาสตร์ ซึ่งถ้าไม่มีวิชาโหราศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องก็ไม่สามารถนำมาใช้การนี้ได้ นี่จึงเป็น ประเด็นหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาว่าวัตถุมงคลนั้น ๆ สำเร็จมาด้วยศาสตร์ใด โดยทั่วไปเราแค่ฟังแต่คำบอกเล่าว่าวัตถุมงคลนั้น วัตถุมงคลนี้ ช่วยเหลือในเรื่องดวงชะตาบ้าง เคราะห์กรรมบ้าง เพียงแค่นั้นก็หามาใช้กัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์เลย แล้วจะมาป้องกันแก้ไขอำนาจแห่งดวงดาวได้อย่างไร เหมือนกับโทรทัศน์เสีย แต่ยกไปให้ช่างแอร์ซ่อม เจ็บป่วย แทนที่จะไปหาหมอ กลับไปหาตำรวจ แล้วจะช่วยได้อย่างไร คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะเลือกคัดวัตถุมงคลมาใช้เพื่อการนี้ได้อย่างไร  คำตอบกลาง ๆ ที่ผู้เขียนอยากเรียนก็คือ อันนี้ต้องแล้วแต่เรา คือต้องว่ากันไปตามถนัด ความเชื่อถือศรัทธา แต่สำหรับคนที่พิถีถิถันผู้เขียนอยากจะให้ศึกษาถึงที่มาและรายละเอียด ถ้าจะใช้ในเรื่องของดวงชะตา ต้องอธิบายได้ว่า มีส่วนเกี่ยวพันเกี่ยวข้องอย่างไร สำหรับส่วนตัวของผูเขียนในฐานะที่นำเสนอ เรื่องราวขององค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ องค์ผู้เจนจบวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง และได้บรรจุความศักดิ์สิทธิ์ลงในวัตถุมงคล พระผงสุริยัน จันทรา ดวงตราพญาราหู ซึ่งมีสรรพคุณหรือความศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้โดยตรงกับดวงชะตาของคนเรา ผู้เขียนก็คงต้องแนะนำวัตถุมงคลดังกล่าว เขียนหรือแนะนำอย่างนี้ก็อาจจะทำให้บางท่านที่ไม่เข้าใจจะหาว่า ผู้เขียนก็ต้องเชียร์วัตถุมงคลที่ตัวเองเขียนแน่นอน และบางท่านอาจจะเลยเถิดไปว่า ปั่นราคา ไม่เป็นไรครับ ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดอย่างไรก็ได้ แต่ที่ผู้เขียนแนะนำเพราะประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เขียนและคนอื่น ๆ ได้พบเป็นเครื่องยืนยัน และอยากจะนำบทความของท่าน พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ซึ่งพิมพ์ขึ้นแจกพร้อมวัตถุมงคล สุริยัน จันทรา ดวงตราพญาราหู เมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยจะขอเอามาบางช่วงบางตอนต่อ ๆ กันไป ดังนี้
 


 
1-2007~1.JPG  2DA7A~1.JPG

ห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ในยามค่ำคืนจะมองเห็นดวงดาวเหลือที่จะคณานับนั้นผู้มีญาณทัศนะจะแยกพิจารณาเฉพาะ กลุ่มดาวฤกษ์ สำคัญ ซึ่งเกาะเกี่ยวกันไปมองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิดคือ หนู วัว เสือ กระต่าย พญานาค งู ม้า แพะ แกะ ลิง ไก่ สุนัข สุกร เรียงรายคล้ายวงแหวน บนท้องฟ้า แต่ละกลุ่มดาวฤกษ์ มีอาณาเขตมหึมา โลกหรือพญาราหู กว่าจะท่องเที่ยวผ่านพ้นอาณาเขตดาวฤกษ์แต่ละกลุ่ม ซึ่งเรียกว่าดาวนักษัตร ต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี ในห้วงเวลา 1 ปีนั้น วิถีชีวิตและ ปรากฏการณ์ในโลกมักจะผันแปรเปลี่ยน ไปตามลักษณะนิสัย พฤติกรรม ของรูปสัตว์เหล่านั้น อิทธิพล ของดาวนักษัตรที่ส่งผลต่อโลกซึ่งไม่มีสิ่งใดบังคับควบคุมได้ อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ เช่น หนาวจัด แห้งแล้งจัด โรคระบาด การก่อกบฏ สงคราม หรือความ สมบูรณ์พูนสุขขึ้นได้ ดังนั้น คราใดที่พญาราหูเดินทางพ้นจากอาณาเขตดาวนักษัตรหนึ่งเข้าสู่อาณาเขตของอีกดาวนักษัตรหนึ่ง โหราศาสตร์จึงบอกเตือนให้คนทั่วไปได้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในโลกตามตำนานของดาวนักษัตรนั้น เพื่อเตรียมตัวแสวงหาหนทางแก้ไขบรรเทาโทษล่วงหน้า ด้วยการศึกษาจดจำเรื่องราวอันลึกลับของจักรวาล พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในอดีตจึงรจนาจารึกคัมภีร์ไว้เป็นแนวทาง อาศัยหลักธรรมของพระพุทธองค์ต่อสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติ วิทยาการทาง วิทยาศาสตร์จิตนิยม เชื่อว่าคลื่นพลังกระแสจิตของผู้ปฎิบัติธรรมนั้นมีกำลังมหาศาล แข็งกล้าทรงพลานุภาพยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก สามารถสยบฟ้า สยบดิน บังคับโลกธาตุให้อยู่ในอำนาจของตนได้ หากบำเพ็ญบารมีจนเกิดสมาธิปัญญาสูงสุด แล้วการตรัสรู้ธรรมย่อมนำไปสู่ความเป็นเจ้าจักรวาลบัญชาให้พญาราหูอสูรร้าย กลับกลาย เป็นดีได้
4-2007~2.JPG   4-2007~2-(1).JPG


ตราพญาราหูอมจันทร์ คือ ศิลปกรรมสมมติ รูปธรรมจำลองของผู้มีบุญญาธิการสูงสุด อุตสาหะ พากเพียร เรียนรู้เจนจบไตรโลก คือ โลกธาตุ โลกธรรม โลกกุตรธรรม ศาสนาพุทธ นิกายมหายานและตรรกะวิชาจตุคามศาสตร์ ของชาวชวากะ จึงสามารถโน้มนำระบบสุริยะจักรวาลมาประดิษฐ์เป็นตรา ลงอาถรรพ์ อาคม ไสยเวทย์วิทยา ครบถ้วนตามศาสตร์ ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือ ทุกสิ่งทุกอย่างของจักรวรรดิ์ศรีวิชัย ตลอดไป คุ้มครองสรรพอันตรายดุจดังเทพศาสตราวุธ ช่วยพลิกผลันดาวบาปเคราะห์ร้ายให้เสื่อมฤทธิ์ เกื้อกูลถึงการงานอาชีพให้มั่งคั่งตามศาสนา ด้วยอำนาจมนตราสมาธิ ขององค์จักรวาลพรหมโพธิสัตว์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ มวลธาตุคลื่นพลัง รังสี ริ้นบรรยากาศ แรงดึงดูดในวัตถุกรรมอันผ่านพิธีกรรมตามศาสตร์ ทุกประการ

จากบทความดังกล่าวข้างต้น อาจจะมีหลายท่าน ได้เคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้ว แต่ที่ผู้เขียนนำบางส่วนบางตอนมาลงให้อ่านกันอีก เพื่อชี้ให้เห็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้อง และตัดตอนให้ชัดเจนเพื่อให้ท่านทบทวน นอกจากนี้ยังให้ท่านที่ไม่เคยอ่านได้ทราบรายละเอียดด้วย
เพราะเป็นรายละเอียดสำคัญที่แสดงให้เห็นที่มาของพระผงสุริยันจันทรา ว่ามีความเกี่ยวข้องกับวิชาโหราศาสคร์ ซึ่งผู้เขียนอยากสรุปคร่าว ๆ ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร เริ่มตั้งแต่รูปแบบลักษณะที่เป็นวงกลม เหมือนวงโคจร เหมือนดวง ดาว ภายในบรรจุเอาระบบสุริยะจักรวาล ก็คือ ดาวเคราะห์ทั้งแปด ที่ทำเป็นรูปราหูอมพระอาทิตย์ พระจันทร์ ซ้อนทับกันอยู่ และยังประกอบไปด้วยดาว 12 นักษัตร รวมทั้งจุดศูนย์กลางซึ่งเปรียบประดุจดังโลก โดยแสดงในรูปของพญาโพธิสัตว์หรือตามความหมายก็คือ ที่สถิตแห่งองค์จตุคามรามเทพรวมความแล้วรูปลักษณ์ดังกล่าวเป็นการย่อเอาจักรวาลพรหมมาอยู่ในรูปพระผง เปรียบเสมือนเป็นจาน ดาวเทียมรับคลื่นพลังดวงดาวต่างๆ ต่อมาคือเรื่องของฤกษ์ในการสร้างและการปลุกเสกซึ่งเป็นเรื่อง ของโหราศาสตร์ ประการสุดท้ายคือองค์ผู้บรรจุความศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบังคับให้วัตถุมงคลนี้สามารถแปรสัญญาณร้ายของดวงดาวให้กลายเป็นดีได้ และสัญญาณดีให้ดีและมีอิทธิพลยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือองค์จตุคามรามเทพ องค์ผู้สำเร็จวิชาจตุคามศาสตร์ และโหราศาสตร์ชั้นสูง และเป็นองค์ผู้รับรู้วิธีการหรือที่ฝรั่งเรียกว่า " โนฮาว " ในการใช้พลังดวงดาวให้เป็นประโยชน์ด้วยวิธีการสร้างเป็นวัตถุมงคล

เมื่อรวมความพิจารณาองค์ประกอบทั่งหมด ผู้เขียนยังไม่เคยพบหรือสัมผัส ได้ใช้วัตถุที่มีความสมบูรณ์แบบในเรื่องของการคุ้มครอง และส่งเสริมดวงชะตา เท่ากับพระผงสุริยันจันทรา ดวงตราพญาราหู ที่สำคัญใช้แล้วได้ผล


คติธรรมของชาวชวากะในภาควิชาโหราศาสตร์ รูปพญาราหูอมจันทร์ทั้ง 8 หมายถึงดาวเคราะห์สำคัญทั้ง 8 ในห้วงจักรวาล ซึ่งนำมาใช้เป็นสรรพนามวัน กำหนดเวลา ฤดูกาล อายุขัย ที่กล่าวว่า อาทิตย์เป็นวัน จันทร์เป็นเดือน ราหูเป็นปี ส่วนรูป 12 นักษัตร คือกลุ่มดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายต้องโคจรผ่าน ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในทางดีและทางร้าย เป็นวัฎจักรตามพระสูตรว่าด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียน ว่าย ตาย เกิด แต่ผู้มุ่งบำเพ็ญบารมีธรรมจนบรรลุโพธิญาณเท่านั้น จึงจักรู้แจ้ง โลกธาตุ โลกธรรม ถ้าหมดความเป็นไปของตนเองและผู้อื่นได้ เรียกว่าจักรวาลพรหม ดวงตรานี้ยังมีในความหมายอื่นอีกมากมาย ชาวทะเลใต้เชื่อว่าดวงตราบุคคลใด หากได้รับอนุญาตให้บรรจุลงในดวงตราศักดิ์สิทธิ์นี้ ย่อมบังเกิดตบะบารมีสูงสุด องค์ราชันจตุคามรามเทพปฎิมกษัตริย์ศรีวิชัย จักปกป้องคุ้มครองให้มีความผาสุกยั่งยืน สยบความร้ายของดาวเคราะห์ทั้งหลายให้กลับกลายเป็นดีดังปาฎิหารย์ มีเกียรติคุณยิ่งใหญ่แผ่ไปทั่วจักรวาล สมดังจารึกของช่างศรีวิชัยพรรณนาว่า มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์ และ พระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก


องค์ราชันดำผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 12


ก่อนอื่นต้องมาคุยและวิเคราะห์กันถึงเหตุผลของการสร้างหลักเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นข้อสงสัยอยู่ในใจของท่านผู้อ่านบางท่าน และก็อาจจะมีบางท่านที่ได้ศึกษาค้นคว้าจนทราบเรื่องราวประวัติการสร้างหลักเมือง ของอาณาจักรสมัยโบราณว่ามีความเป็นมาอย่างไร บางท่าน อาจจะสงสัยแต่เก็บไว้ในใจส่วนตัวของผู้เขียนเองก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องสร้างหลักเมือง แต่ก็ไม่ได้ค้นคว้าอย่างจริงๆจังๆ ที่สนใจวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชก็เน้นไปที่วัตถุมงคลเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามในการสอบถามประวัติการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชและวัตถุมงคลจาก ท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ทำให้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งการสร้าง หลักเมืองด้วย ทำให้ความสงสัยหายไป และพอจับใจความรวบรวมเป็นเหตุผลต่าง ๆได้พอสมควร ซึ่งอยากจะนำมาบอกกล่าวต่อท่านผู้อ่านโดยขอให้เข้าใจว่าเป็นการรวบรวมและวิเคาะห์ตามความคิดของผู้เขียน
การสร้างหลักเมืองที่มีมาหลายยุคหลายสมัย เกิดขึ้นจากเหตุผลหรือมีแนวคิดอย่างไร สรุปตามความคิดของผู้เขียน ออกเป็น 3 ประการ คือ
1. แสดงความเป็นเจ้าของ
2. แสดงความเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวม
3. เกิดจากความรู้ในเรื่องของโหราศาสตร
2F46D~1.JPG
 
ขอขยายความต่อนะครับ
1. แสดงความเป็นเจ้าของ ความหมายก็คือ การแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ ที่ครอบครองอยู่ หรือพื้นที่ที่ยึดมาได้ โดยการสร้างหลักเมืองไว้ให้รู้ว่า พื้นที่หรือดินแดนแห่งนี้เป็นของใคร ใครเป็นผู้มาสร้างสัญลักษณ์ไว้ ที่ผู้เขียนใช้คำว่าสัญลักษณ์ก็เพราะว่าในสมัยก่อนที่จะพัฒนาเป็นหลักเมืองอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน การแสดงความเป็นเจ้าของจะมีรูปแบบต่างกันออกไปได้หลายอย่าง เช่น เป็นรูปเคารพที่มีลักษณะเป็นเทพเจ้าบ้าง รูปเหมือนของกษัตริย์ บ้าง หรือรูปเคารพทางศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ เช่นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มีการสร้างรูปเหมือนของพระองค์ไว้ตามเมืองต่าง ๆ ที่ยึดมาได้ เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของและแสดง อาณาเขตของดินแดนที่ครอบครองอยู่ รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เมืองขึ้นเหล่านั้น ต้องเคารพรูปของพระองค์ ด้วย ในบางยุคบางสมัยอาจจะใช้รูปเคารพทางศาสนา เช่น ศิวลึงค์ รูปพระศิวะ พระนารายณ์ มาเป็นสัญลักษณ์ โดยเมื่อไปยึดเมืองอื่นได้ แต่เป็นคนละศาสนาก็จะทำลายรูปเคารพหรือสัญลักษณ์ ของผูแพ้ แล้วสร้างรูปเคารพของตนเองขึ้นมาแทน เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของหรือความยิ่งใหญ่เหนือดินแดนแห่งนั้น จนต่อมาในภายหลังได้พัฒนาเป็นหลักเมือง ยังมีแนวคิดเรื่องนี้ที่น่าสนใจและน่าจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด คือความเห็นของท่านพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ซึ่งท่านบอกเขียนว่า หลักเมืองก็คือด้ามมีดในสมัยก่อนเมื่อขุนศึก แม่ทัพ หรือ กษัตริย์ ที่ออกไปรบและเอาชนะข้าศึกยึดดินแดนมาได้ ก็จะชักมีดออกมาปักลงบนดินจนเหลือแต่ด้ามโผล่ขึ้นมา เพื่อจะมองหรือแสดงว่า “นี่คือแผ่นดินของข้า” ต่อมาด้ามมีดดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะสวยงามได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเเพื่อให้เห็นชัดเจนโดยการทำเป็นเสาปักลงแทนมีด และทำการตกแต่งประดิษฐ์ประดอยให้สวยงามอลังการ และมีการสร้างศาลหรือศาลาครอบคลุมให้ดูเด่นเป็นสง่า เพื่อให้คนมากราบไหว้บูชา และด้วยแนวความคิดเห็นดังกล่าว ในการสร้างวัตถุมงคลรุ่นเกาะเภตรามีการสร้าง มีดจตุคามรามเทพ รุ่น 2 ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนจึงขออนุญาตสร้าง ด้ามมีดเป็นรูปแบบของหลักเมืองนครศรีธรรรมราช ขึ้นเป็นบางส่วน เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับแนวความคิดตามที่ท่านสรรเพชญ ฯ ได้กล่าวไว้ ซึ่งจะทำให้วัตถุมงคลมีดนี้มีพลังอันยิ่งใหญ่ตามลักษณะความเข้มแข็งแห่งขุนศึกผู้พิชิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเมืองที่นำมาทำเป็นด้ามมีดดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ขององค์จตุคามรามเทพ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ด้วยแล้ว เรื่องอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ต้องพูดถึง ยิ่งใหญ่สุดยอดครับคติการแสดงความเป็นเจ้าของตามที่ผู้เขียนได้เรียนมาแล้วนั้นเกิดขึ้น หรือเป็นที่น้อมกระทำกันมาทั่วโลกตั้งแต่สมัยโบราณแม้จนกระทั่งสมัยปัจจุบัน แต่ที่เห็นหรือที่เรารับรู้กันได้ก็คงจะพอเห็นในแถบเอเซีย ท่านผู้อ่านลองนึกทบทวนหรือค้นคว้าหาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ของประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ยาวนานจะทราบได้ชัดเจนอย่าง เช่นประเทศจีนในสมัย จิ๋นซีฮ่องเต้ เมื่อไปยึดแดนใดได้ก็ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ที่เมืองขึ้นด้วยการสร้างพระราชวังไว้
 

3-2007~2.JPG     4-2007~1.JPG

5-2007~3.JPG     1-2007~2.JPG     3-2007~1.JPG      6-2007~1.JPG

8-2007~1.JPG    9-2007~1.JPG

7-2007~1.JPG 


 
2. แสดงความเป็นศูนย์กลางหรือศูนย์รวม เกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลายความหมยผู้เขียนจะอธิบาย ไปเรื่อยๆนะครับ ความหมายแรกก็คการสร้างพลังมวลคือดึงให้มวลชนมีที่ยึดเหนี่ยวรวมพลังรักและหวงแหนแผ่นดินของตัวเอง ประการต่อมาก็คือต้องกาารให้เป็นจุดศูนย์กลาง ที่มีระบบการปกครอง การเมือง สังคม และวัฒนธรรม อันแสดงถึงอภิมหาอำนาจ ของผู้ครองแผ่นดินและประชาชน นอกจากนี้ความเป็นจุดศูนย์กลางถือเป็นที่ชุมนุมหรือเป็นจุดที่คนจะไปมาหาสู่ค้าขาย แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมความรู้ ซึ่งจะสร้างพัฒนาการความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นกับดินแดนแห่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่จะเป็นศูนย์กลางของเมืองหรือของประเทศเขตแคว้นต่างๆ ที่จะเป็นจุดได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างดีแล้วว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม ที่มีความอุดมสมบูรณ์ การเดินทางสะดวกปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ มีความเหมาะสมจะเป็นจุดศูนย์กลาง ประการสุดท้าย ค่อนข้างสำคัญเนื่องจากมีความลึกซึ้งมากขึ้นไปกว่าที่คนธรรมดาทั่ว ๆไปจะรับรู้หรือคิดไปถึง นั่นคือ ความหมายที่ท่านสรรเพชญ ฯ ได้บอกกับผู้เขียนว่า หลักเมืองได้ถูกตั้งขึ้นมาต้องการให้เป็นจุดศูนย์กลางในหลายความหมายนั้น แล้วยังมีจุดประสงค์ที่ลึกล้ำไปกว่านั้นก็คือ เป็นการจำลองให้เป็นศูนย์กลางแห่งระบบสุริยะจักรวาล โดยมี พระอาทิตย์ พระจันทร์ และ ดวงดาวหมุน ไปรอบหลักเมือง เพื่อเข้าสู่ทฤษฎีแห่งการหมุนรอบจุดศูนย์กลาง ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังอย่างมหาศาล
 
 3. เกิดจากความรู้ในเรื่องของโหราศาสตร์ เหตุผลนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากและสำคัญสูงสุดมากกว่าเหตุผลอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุใหญ่ทำให้เกิดมีการสร้างหลักเมืองขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่คนทั่วๆ ไป ให้ความสนใจน้อยและมองข้ามไป เพราะคนที่มีความรู้ในเรื่องโหราศาสตร์จริงๆ นั้นมีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโหราศาสตร์ชั้นสูงด้วยแล้วยิ่งหาได้ยากยิ่ง สำหรับคนโบราณที่รู้เรื่องนี้ดี ทราบว่าโหราศาสตร์คือวิทยาการที่จะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ จึงหมายกำหนดเอาการตั้งหลักเมืองเป็นเวลาของการก่อกำเนิดของ ประเทศหรือ เมืองนั้น ๆ เพื่อให้เมืองนั้นมีดวงชะตา เหมือนการเกิดของทุกคนที่มีดวงชะตาของตัวเอง แต่ในแง่ของคนเราไม่สามารถกำหนดดวงชะตาเองได้ต้องแล้วแต่ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด ส่วนชะตาดวงเมืองนั้นสามารถกำหนดขึ้นได้ ดังนั้นถ้านักโหราศาสตร์มีความชำนาญเก่งกล้าก็สามาารถกำหนดดวงชะตาของเมืองได้ดี ทำให้ประเทศหรือเมืองมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ถ้ากำหนดดวงชะตาไม่ดี ซึ่งจะเป็นความจงใจหรือไม่รู้จริง ก็จะเกิดภาวะการณ์ในทางตรงกันข้ามา เรื่องนี้จึงมีความลึกซึ้ง สำคัญเพราะอาจจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม ด้วยการใช้วิชาโหราศาสตร์ ดังเช่นการสาปกรุงศรีธรรมโศกของพวกขอมและของพวกอโยธยา เป็นต้น ตามที่ผู้เขียนเรียนเหตุผลต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ก็พอจะใช้เป็นข้อมูลเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจได้บ้างนะครับ นอกจากนี้ในความหมายหลาย ๆ อย่างที่ผู้เขียนได้อธิบายมาแล้วนั้น จะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงและทำให้เกิดความเข้าใจในแนวทางของเรืองที่เกี่ยวกับการสร้างหลักเมืองและวัตถุมงคลของนครศรีธรรมราชที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อๆ ไป และก่อนจะจบในตอนนี้ ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์ของวัตถุมงคลแห่งองค์จตุคามรามเทพสักเรื่องหนึ่งตามที่ผู้อ่านหลาย ๆ ท่านขอมา เป็นเรืองของคุณกฤตวิทย์ จิตวบันตวิทยา (01-8634114) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนใจและใช้วัตถุมงคลของหลักเมือง คุณกฤตวิทย์ บอกผู้เขียนว่า โดยทั่วไปแล้ว รู้สึกและสัมผัสได้ว่าดีและมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่เคยขออะไรจริง ๆ จัง ๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2546 ที่ผ่านมาได้รับวัตถุมงคลชุดเหรียญหล่อรูปเหมือนองค์จตุคามรามเทพ พิมพ์ห้าเหลี่ยมมา 1 ชุด ประกอบไปด้วย เนื้อทองคำ เงิน ทองแดง และสัมฤทธิ์ โดยได้รับฟังมาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับผู้มอบให้มาบอกว่า อยากได้อะไรให้ขอจากท่านตรงๆ ไปเลย คุณกฤตวิทย์ จึงเลือกเอาเหรียญเนื้อเงินไปทำตลับทอง โดยคิดเอาว่า เนื้อเงินคงหมายถึงเงิน เมื่อได้พระมาเป็นช่วงต้นเดือนกันยายน ก็อัญเชิญขึ้นคอและตัดสินใจอธิฐานขอแบบตรงๆ และค่อนข้างท้าทาย คือขอว่าถ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ได้เงิน 2 แสนบาท ซึ่งคุณกฤตวิทย์เองบอกกับผู้เขียนว่าไม่รู้ว่านึกอย่างไร เหมือนกันที่กล้าขอแบบนั้น ผู้เขียนต้องถามต่อว่าแล้วมีสัญญานอะไรบอกมาก่อนไหมว่าจะได้รับเงิน คุณกฤตวิทย์ บอกว่าไม่มีและเล่าต่อว่า พอดีจังหวะนั้นมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเรียกให้ไปช่วยงานง่ายๆชื้นหนึ่ง ซึ่งคุณกฤตวิทย์ก็ทำให้สำเร็จเรียบร้อย ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะมอบเงินให้เป็นการตอบแทนแต่คุณกฤตวิทย์เห็นว่าเป็นงานเล็กน้อยจึงไม่ขอรับ พอดีผู้ใหญ่ท่านนั้นไปซื้อหุ้นปุ๋ยแห่งชาติมาจำนวน 5 แสนหุ้นในราคาหุ้นละ 63 สตางค์ จึงมอบให้คุณกฤตวิทย์ไป 1 แสนหุ้นรุ่งขึ้นอีกวันจะไปซื้อเพิ่ม ปรากฎราคาหุ้นขึ้นไป 86 สตางค์ เลยไม่ซื้อแต่ได้มอบ ส่วนที่เหลือให้คุณกฤตวิทย์อีก 1 แสนหุ้น รวมเป็น 2 แสนหุ้น ต่อมาอีก 1 – 2 วันนี่แหละ หุ้นดังกล่าวราคาขึ้นมาเป็นหุ้นละ 1 บาท คุณกฤตวิทย์จึงขายหุ้นไปทั้งหมดได้เงินมา 2 แสนบาท พอดิบพอดีแบบไม่นึกฝัน
 
 
องค์ราชันดำผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 13

 
ได้เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบถึงคติ ในการสร้างหลักเมืองของผู้ปกครองอาณาจักรในสมัยโบราณ โดยเสนอเหตุผลและแนวความคิดที่หลากหลาย ซึ่งผู้เขียนอยากจะเน้นว่า ข้อมูลต่างๆที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งวัตถุประสงค์และทัศนคติรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อย มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการติดตามเรื่องราวของการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่ผู้เขียนจะขอเริ่มต้น ณ บัดนี้
 ย้อนหลังไปประมาณ 18 ปีที่แล้ว หรือในช่วงเดือนกรกฎาคม 2528 พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในช่วงเวลานั้น เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอิทธิพล โจรผู้ร้าย ธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน หวย บ่อนการพนัน ตลอดจนเป็นที่ซ่องสุมของกลุ่มแก๊งก๊กต่าง ๆ ที่มักจะหาจังหวะก่อความไม่สงบ สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับสุจริตชนอยู่เนืองๆ ในการไปรับตำแหน่งครั้งนี้ผู้ใหญ่ในส่วนกลางได้กำชับให้ท่าน ไปขจัดกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวเมืองนครศรีธรรมราช ทำไมต้องเป็นท่านสรรเพชญ ทำไมทางการถึงเลือกท่านคำตอบง่ายๆก็คือ ฝีไม้ลายมือในการปราบปรามที่ท่านได้สร้างผลงานมาแล้วอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย โจรก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ทั้งหลาย ท่านกวาดล้างจนราบเรียบ สร้างความสงบสุขให้กับประชาชนมาแล้วหลายท้องที่ โดยเฉพาะในเขต 4 จังหวัดภาคใต้ เรื่องราวและประวัติการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของท่าน ถ้าเขียนเป็นหนังสือหรือสร้างภาพยนตร์ ต้องเป็นเรี่องยาวหลายตอนจบ และจะเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นเร้าใจ ที่สำคัญคือเป็นเรื่องจริงที่ควรบันทึกไว้เป็นบทเรียนสอนอนุชนรุ่นหลังถึง ความเสียสละทั้งกายและใจให้กับชาติบ้านเมือง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับเรื่องของท่านโดยละเอียดถ้ามีข้อมูลมากพอ และมีจังหวะโอกาสผู้เขียนจะขออนุญาตนำมาถ่ายทอดต่อไป สำหรับตอนนี้ต้องขอรวบรัดกลับไปเข้าเรื่องราวในส่วนที่ท่านเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักเมือง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ที่ต้องจารึกไว้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างหลักเมืองเพื่อเป็นหลักชัย เป็นศูนย์รวมใจ สร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นที่วัดเล็ก ๆ วัดหนึ่งนอกเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ไม่ได้มีถาวรวัตถุมากมายเหมือนวัดในเมือง ดูไปแล้วค่อนข้างจะเก่าและขาดแคลนมีโบสถ์และศาลาเล็กๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่อยู่รอบ ๆ ได้มาทำบุญปฎิบัติศาสนกิจ สิ่งที่สำคัญที่เป็นศูนย์รวมของชาวบ้านแถบนั้นคือ ศาลเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในวัด เรียกกันว่า ศาลแม่นางพญา ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับวัดคือ วัดนางพญา ณ ศาลแห่งนี้ ประชาชนแถวนั้นให้ความเคารพนับถือกันอย่างมากเพราะมีการประทับทรงช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนในการดำรงชีพ ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปมักเป็นคนที่ฐานะไม่ร่ำรวยมีปัญหาต่าง ๆ ไปให้แม่นางพญา ช่วย คนที่เข้าไปทำบุญถวายปัจจัยให้วัดจึงมีน้อย พอถึงหน้ากฐินซึ่งหนึงปีจะมีหนเดียวคือช่วงเวลาออกพรรษา 1 เดือน ก็ไม่มีคนมาจองทอดกันมากนัก และในปี 2528 ก็เช่นเดียวกัน ยังไม่มีใครแสดงความจำนงขอเป็นเจ้าภาพในการทอดกฐินให้กับวัดนางพญา คณะ กรรมการวัดจึงปรึกษาหารือกับชาวบ้านญาติโยมว่า จะเอาอย่างไรกันดี ถ้าปล่อยไปอย่างนี้วัดก็จะเสียโอกาสไปอีก 1 ปี โดยปกติวัดนี้ก็ไม่มีรายได้อะไรอยู่แล้ว เมื่อพิจารณากันไประยะหนึ่งก็มีคนเสนอว่า ปีนี้มีท่านผู้กำกับการตำรวจภูธรที่ย้ายมาใหม่ พวกเราน่าจะไปขอให้ท่านช่วยเชิญท่านมาเป็นประธานทอดกฐินให้กับวัดนางพญา ทุกคนเห็นชอบ จึงส่งตัวแทนไปเรียนเชิญท่านพันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุลและท่านได้ตอบตกลง
 
221BD~1.JPG
 
เมื่อถึงกำหนดการ ท่านจึงเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องและผู้ใต้บังคับบัญชา ไปร่วมกันทำบุญทอดกฐินยังวัดนางพญา หลังจากเสร็จพิธีการเรียบร้อย ท่านเดินไปพักผ่อนที่ศาลาท่าน้ำ มองเห็นศาลกำลังมีการประทับทรง มีชาวบ้านห้อมล้อมเต็มไปหมด ท่านนึกในใจว่า พวกนี้ไม่มีอะไรหรอกนอกจากมาขอเลขหวยซึ่งทำให้ท่านไม่อยากเดินเข้าไปใกล้ เกรงว่าชาวบ้านจะกลัวเพราะท่านเป็นตำรวจแต่นั่งอยู่ได้ไม่นานก็มีคนเดินมาหาท่านที่ศาลา บอกว่า แม่นางพญาอยากพบท่านผู้กำกับ ท่านนึกในใจว่าจะมาไม้ไหน เพราะขณะนั้นท่านไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าจะเป็นการเข้าทรงจริง ๆ เนื่องจากที่พบเห็นมาส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นกันเกิอบทั้งนั้น ครั้งนี้ท่านไม่ต้องการเข้าไปยุ่ง เพราะท่านมาในฐานะประธานการทอดกฐิน จึงไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย แต่เมื่อมีคนมาตามก็อยากรู้เหมือนกันว่า ของจริงมีหรือเปล่า
เมื่อพูดถึงการทรงเจ้าเข้าผี ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่เชื่อ ยิ่งกว่านั้นคนยังดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ก็เป็นเรื่องที่คนจะคิดกันไปได่ครับ เพราะที่ผ่านมามักเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงกันเสียเป็นส่วนใหญ่ในส่วนตัวของผู้เขียนเองก็มีความรู้สึกไม่ค่อยเชื่อเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเริองที่เราสัมผัสไม่ได้ มองไม่เห็นครั้งแรกที่ผู้เขียนสนใจวัตถุมงคลของหลักเมือง เพราะหลายคนไม่ได้เล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ประสบการณ์ต่างๆอันเกิดจากวัตถุมงคลดังกล่าว เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลประกอบ เช่นคนเล่า คนที่มีประสบการณ์เกิดกับตัวเองซึ่งผู้เขียนสามารถยืนยันได้ บุคคลเหล่านั้นล้วนแต่มีหน้ามีตามีเกียรติน่าเชื่อถือทั้งนั้น ทำให้ผู้เขียนรู้สึกศรัทธาและตกลงใจว่าจะเขียนเรื่องราวของวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ออกเผยแพร่ ซึ่งจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้มากพอ จึงต้องเริ่มศึกษาและสอบถามจากบุคคลที่ทราบเรื่องและใกล้ชิดรู้เห็นการสร้างวัตถุมงคล จึงได้ทราบว่าวัตถุมงคลของหลักเมืองทั้งหมดได้ประกอบพิธีกรรมโดยผ่านร่างทรง เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนถึงกับหยุดชะงักไปเป็นเวลาหลายวัน เพราะจากการรับรู้เดิมที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า เรื่องการทรงนั้นมักจะไม่ใช่เป็นเรื่องจริง ประกอบกับการเข้าใจเดิมนั้นผู้เขียนนึกว่าวัตถุมงคลชุดนี้ปลุกเสกโดยพระซึ่งผู้เขียนเชื่อถือแนวทางนั้นมาก่อน จึงเกิดความฝังใจว่า วัตถุมงคลนั้นจะต้องสร้างและปลุกเสกโดยพระ จึงจะศักดิ์สิทธิ์ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า ถ้าเขียนออกไปแล้วคนจะเชื่อหรือเปล่า แต่เมื่อไตร่ตรองถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่หลายคนเล่าให้ฟังแล้ว ผู้เขียนได้มาชั่งใจพิจารณาอยู่พักหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ควรยึดความศักดิ์สิทธิ์ ไว้ก่อน จะสร้างมาด้วยวิธีไหนค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าพิจารณาจากเหตุผลง่าย ๆ ถ้าวัตถุมงคลนั้นศักดิ์สิทธิ์ การทรงนั้นก็ต้องเป็นของจริง และผู้ที่มาประทับในร่างก็ต้องเก่งด้วยจึงจะสามารถปลุกเสกให้วัตถุมงคลนั้นศักดิ์สิทธิ์ได้ ประกอบกับการได้ฟังรายละเอียดและข้อเท็จจริงจากท่านสรรเพชญฯ ทำให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น จึงได้ตัดสินใจเขียนเรื่องราวของวัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ออกเผยแพร่ ดังกล่าว ย้อนกลับมายังเหตุการณ์ที่วัดนางพญาท่านสรรเพชญฯ เล่าว่าขณะนั้นตัวท่านเองก็ยังไม่แน่ใจ เกรงว่าจะมีการหลอกลวงกันขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ถ้ามาถูกหลอกลวงโดยชาวบ้านแบบนี้ก็คงจะเสียชื่อแน่ ท่านจึงระมัดระวังตัวพร้อมกับเดินขึ้นไปพบ เมื่อขึ้นไปถึง เทพนางพญาที่ประทับในร่างทรงก็ทักขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า โอ้โฮ….รอมาเป็นพันปีแล้ว…. ท่านสรรเพชญ นึกในใจว่า นี่จะมาใช้จิตวิทยาอะไรกับท่าน และด้วยประสบการณ์ที่ผ่านเรื่องราวแบบนี้มามากมายประกอบกับจิตใจทีเข้มแข็ง กล้าหาญ ไม่กลัวอะไร ท่านจึงเดินเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ จุดบุหรี่แล้วจี้ไปที่แขน ที่ขา ของคนทรงปรากฏว่าร่างทรงไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแต่ประการใด ถึงขนาดนั้นท่านก็ยังแสดงอาการไม่ค่อยเชื่อ อยากจะทดลองทดสอบให้มากกว่านั้นแต่เนื่องจากชาวบ้านอยู่กันเต็มไปหมด จึงไม่อยากทำอะไรทีชาวบ้านจะมองว่าเป็นการดูหมิ่นหรือไม่เคารพเทพที่พวกเขานับถือ จึงได้แต่ถามไปว่า เรียกผมมามีธุระอะไร แม่นางพญาเห็นว่าท่านไม่เชื่อถือและไม่มั่นใจว่าเป็นการเข้าทรงจริง จึงได้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้หลอกลวง โดยทำการไล่เรียงบรรพบุรุษและดวงดาวต่างๆ ในดวงของท่านสรรเพชญ ให้ฟัง ปรากฎว่าถูกต้องทุกอย่าง สร้างความประหลาดใจให้กับท่านเป็นอย่างมากเพราะร่างทรงคือชาวบ้านธรรมดา จะมารู้อะไรเกี่ยวกับตัวท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงดาวต่างๆ ในดวงชะตาของท่าน นี้น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ประการหนึ่งว่าจะเป็นการทรงจริง ๆ และผู้ที่มาประทับทรงต้องไม่ใช่เจ้าหรือเทพธรรมดา จะต้องเป็นเทพที่มีความรู้ในเรื่องของโหราศาสตร์เป็นอย่างดี จึงตกลงใจจะพูดคุยกันอย่างเป็นงานเป็นการ


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 14
ท่านสรรเพชญ ฯ จึงสอบถามนางพญาไปว่า ให้เรียกหามีธุระอะไร คำตอบที่ได้รับสร้างความแปลกใจให้กับท่านเป็นอย่างมาก นั่นคือ แม่นางพญาขอให้ท่านช่วยดำเนินการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งพูดถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองนคร ฯ รวมทั้งเรื่องของดวงเมืองนครศรีธรรมราช ที่ท่านสรรเพชญได้ศึกษาพบในจดหมายเหตุปูมโหรพร้อมกล่าวว่า ท่านสรรเพชญก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเมืองนครศรีธรรมราชถูกสาป และมีดวงเมืองนี้เก็บไว้อยู่ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องตอกย้ำให้ท่านฉงนว่า แม่นางพญาทราบได้อย่างไรว่าท่านมีดวงเมืองนคร ฯ ที่ถูกสาปนี้อยู่ และเมื่อได้ฟังเรื่องทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ทางด้านนี้อย่างแตกฉาน ทำให้ท่านสงสัยว่า แม่นางพญาในร่างทรงคือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับต้นตระกูลของเจ้าพระยานคร ท่านจึงได้สอบถามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของเจ้าพระยานคร แม่นางพญากลับตอบว่า อยากรู้ไปถามลูกหลานของเขาสิ นั่นแสดงว่า แม่นางพญาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรตามที่ท่านสงสัยสอบถาม จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นยุคเก่ากว่านั้นขึ้นไปอีกแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นยุคใดแน่ ซึ่งท่านได้เก็บความสงสัยไว้ไม่ได้สอบถามไป เพียงแต่บอกว่าท่านเป็นตำรวจไปสร้างหลักเมืองไม่ได้หรอก งานนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ทางแม่นางพญาก็ยืนยันว่า ต้องเป็นท่านสรรเพชญ คนเดียวเท่านั้นที่สร้างได้ เมื่อยังหาข้อยุติไม่ได้ ประกอบกับชาวบ้านที่รออยู่ เมือ่ทราบว่าท่านคือผู้กำกับก็แตกฮือออกไป แต่ก็ยังด้อมๆ มองๆ อยู่ห่าง ๆ ท่านเกรงว่าจะรบกวนเวลาของชาวบ้านจึงบอกไปว่า ถ้าอยากช่วยชาวบ้านและศักดิ์สิทธิ์จริงก็ช่วยให้พวกเขาร่ำรวยมีเงินทองกันมากๆ แม่นางพญาจึงบอกด้วยเสียงอันดังว่า อยากรวยให้ไปดูที่ศาลา จากนั้นท่านสรรเพชญ จึงเดินทางกลับระหว่างทางท่านคิดอยู่ตลอดเวลาถึงเหตุการณ์ที่ท่านได้ประสบมา โดยไม่คาดหมายพร้อมทั้งคิดทบทวนถึงการขอให้สร้างหลักเมือง โดยแม่นางพญาบอกกล่าวว่า เพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์คำสาปจะได้ช่วยบ้านเมือง ช่วยประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ผ่านพ้นปัญหาวิกฤติต่างๆ โดยไม่เสียบ้านเสียเมือง ซึ่งเรื่องราวของดวงเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีลักษณะดังต้องคำสาปที่ท่านเก็บไว้ และติดใจท่านตลอดเวลามาพ้องต้องกันพอดีกับคำพูดบอกกล่าวของแม่นางพญา นี่ ….น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดได้ว่า การเข้าประทับทรงดังกล่าวไม่ใช่เป็นการหลอกลวง  เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาหลอกให้สร้างหลักเมือง จะต้องเป็นเรื่องที่มีเหตุผลลึกซึ้ง และน่าจะต้องติดตามสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง ซึ่งก็ได้รับคำขอร้องให้สร้างหลักเมืองเช่นเคย แต่ท่านก็ปฏิเสธไปอีกครั้ง ประกอบกับการสร้างหลักเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมีจึงจะดำเนินการได้ ท่านเป็นเพียงผู้กำกับเท่านั้น คงไม่สามารถทำได้ องค์เทพในร่างทรงจึงพูดยืนยันว่าไม่มีใครทำได้นอกจากตัวท่านสรรเพชญ เท่านั้น ในระหว่างพูดคุยกันอยู่นั้น องค์เทพที่ประทับทรงได้แสดงภูมิรู้ในเรื่องของโหราศาสตร์ หลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นจุดดึงดูดให้ท่านสนใจคอยถามคอยติดตาม เนื่องจากท่านสรรเพชญให้ความสนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาเป็นเวลานาน การศึกษาของท่านทำอย่างจริงจัง ศึกษาค้นคว้าหาแนวทางที่ถูกต้อง ทดสอบและตรวจสอบกันหลายตำรับตำราหลายสาย พบว่ามีความแตกต่างและมีความขัดแย้งกันอย่างมาก ซึ่งไม่สามารถวิเคราะห์ได้เด็ดขาดว่า แนวทางไหนถูกต้องและดีที่สุด เมื่อท่านเห็นความสามารถในด้านโหราศาสตร์ของเทพที่มาประทับทรง ท่านจึงสนใจและสังเกตุอยู่ตลอดเวลา ท่านเล่าว่า บางครั้งระหว่างที่คุย ๆ กันไป องค์เทพจะถามว่า นี่ยามอะไร ขาดคำของท่านจะมีเสียงร้องของนกแสกดังขึ้นได้ยินอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งบอกว่าเป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลงยามใหญ่ ซึ่งสัตว์บางชนิดรับรู้ความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศธาตุ และการเคลื่อนที่ของโลกและดวงดาว อันเป็นคุณสมบัติพิเศษซึ่งมนุษย์ไม่มี และจะส่งสัญญาณบอกเหตุความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่าง เช่น นกแสกส่งเสี่ยงร้อง ซึ่งสัญญาณแบบนี้ผู้เขียนเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน ถ้าท่านสรรเพชญไม่เล่าให้ฟัง ก็คงจะไม่รู้เรื่องไปอีกนาน หรืออาจจะไม่รู้เลยก็ได้ โดยส่วนใหญ่เราจะรู้แต่เรื่องพื้นๆ มนุษย์สังเกตุความพิเศษได้จากสัตว์เช่นการที่มดขนไข่เดินกันเป็นแถวในลักษณะเร่งรีบ เราก็คาดเดากันว่าจะเกิดฝนตก เพราะมดรับรู้ความชื้น ความแห้ง และความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศธาตุ ทำให้รู้ว่าฝนจะตก ต้องพากันขนไข่หนี นั่นคือ สิ่งที่เป็นพื้นๆ ที่เราทราบและบอกต่อกัน ถ่ายทอดกันมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง ถ้าเราสังเกตุกันดีๆ บางครั้งมดมีการขนไข่กันจ้าละหวั่น เราเห็นก็คิดว่าฝนจะตก เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรก็ไม่เห็นว่าฝนตกในเรื่องนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่ลึกไปกว่านี้อีกนะครับ นั่นคือเหตุผลในทางโหราศาสตร์ ซึ่งท่านสรรเพชญเล่าให้ฟังว่า มีเหตุที่มดขนไข่หนีนั้น เกิดจากใต้ดินมีความชื้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ และบางส่วนมีน้ำซึมขึ้นมาจากใต้ดิน ทำให้มดที่อยู่ใต้ดินต้องหนีขึ้นมา สาเหตุนี้เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่ส่งแรงให้น้ำซึมจากใต้ดินขึ้นมา เมื่อบริเวณนั้นไปอยู่ในรัศมีแรงดึงดูด เหมือนกับน้ำขึ้นน้ำลงที่เกิดจากอิทธิพลของดวงจันทร์ ที่เราเคยพบเห็นกัน กลับมาที่การเจรจาต่อรองระหว่างเทวดากับมนุษย์กันต่อนะครับ ทางองค์เทพได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และเหตุผลที่ติดต่อมาในครั้งนี้ ก็คือการมาแก้อาถรรพ์คำสาป โดยการสร้างหลักเมือง ซึ่งวิธีการนั้จะทำให้เกิดการกำหนดดวงชะตาของเมืองเสียใหม่ อันจะเป็นการช่วยเหลือประชาชน และลูกหลานในอนาคต จะได้อยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ ที่ผ่านมาเมืองนครศรีธรรมราชมีแต่เรื่องแต่ราวโดยตลอด อันเนื่องมาจากการกำหนดดวงเมืองในสมัย พ.ศ.
ดังที่ท่านสรรเพชญทราบดีอยู่แล้ว และเหตุผลที่ต้องมาทำ ตอนนี้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และสิ่งสำคัญก็คือ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่ดาวหางฮัลเล่ย์จะมา ซึ่งเหตุผลนี้ก็เพื่อแก้ไขและลดผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดจากอิทธิพลของดาวหางฮัลเล่ย์ ทางด้านท่านสรรเพชญทราบความหมายในเรื่องที่องค์เทพได้แจ้งอยู่แล้ว แต่ความใส่ใจในด้านโหราศาสตร์ทำให้ท่านมุ่งมั่น และพยายามจะสอบถามความรู้ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งองค์เทพก็น่าจะทราบความต้องการของท่านเช่นกัน และคงเตรียมการมาแต่ต้นก่อนการเจรจาแล้วว่าน่าจะใช้ส่วนนี้เป็นเครื่องมือการต่อรอง จึงเกิดขึ้นแล้วได้ข้อยุติ คือ ท่านสรรเพชญตกลงจะสร้างหลักเมืองให้ แต่สูงแค่ 1 ศอก โดยมีข้อแม้ว่าทางองค์เทพต้องให้1830
 
ในช่วงเวลาเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ท่านสรรเพชญ จึงชวนลูกน้องเดินทางกลับไปที่วัดอีกครั้ง เพื่อจะได้มีเวลาคุยกันเป็นการส่วนตัวได้อย่างสะดวก เพราะในช่วงเวลากลางวันมีคนจำนวนมาก เลือกเวลาเย็นปลอดคน เมื่อไปถึงแล้วแจ้งความประสงค์กับทางวัดให้ตามคนทรง ปรากฏว่าไม่พบ ไม่ทราบหายไปไหน แต่เมื่อมาถึงแล้วไม่อยากให้เสียเที่ยว ประกอบกับความกระหายใคร่รู้เรื่องราว จึงสอบถามลูกน้องว่าแถวนี้มีใครเป็นร่างทรงบ้างหรือมีใครพอจะทรงเป็น อยากให้มาทดลองดู ลูกน้องคนหนึ่งเรียนกับท่านว่า รู้จักอยู่คนหนึ่งเป็นม้าทรงของเจ้าจีน ไม่ทราบว่าจะมาเป็นร่างแทนได้หรือเปล่า ท่านจึงบอกให้ตามมา เมื่อม้าทรงเจ้าจีนมาถึง ได้พากันไปทำพิธีอัญเชิญเทพในโกดังแห่หนึ่ง ความจริงจะเรียกว่าทำพิธีก็ไม่เชิงนัก เพราะท่านเพียงแค่จุดธูปและพูดไปตามธรรมดาว่า ม้าทรงมาแล้วเชิญเข้าเลย จะได้สอบถามพูดคุยกันท่านพูดจบคนทรงก็พูดขึ้นทันทีว่า “มาแล้ว” สร้างความแปลกใจให้กับท่านมากว่าทำไมเข้าเร็วจัง ท่านเกิดความระแวงขึ้นมาทันทีว่าคนทรงหลอกท่านหรือเปล่า โดยเฉพาะผู้มาประทับทรงครั้งนี้เป็นผู้ชาย ท่านจึงใช้วิธีเดิมคือใช้ไฟจากบุหรี่จี้จนดับ คนทรงก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือนแต่ประการใด ท่านจึงใช้ธูปเป็นกำจุดไฟจนแดงโร่แล้วจี้ไปที่แขนคนทรงทั้งกำจนไฟดับ จุดใหม่จี้ไปที่ขาคนทรงก็ยังนิ่งเฉยไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่นิดเดียว ท่านจี้ไปจนกระทั่งเนื้อไหม้เสียงดัง ควันขึ้นโขมง ก็ยังไม่พอใจ เพราะเกรงจะถูกหลอก จนคนทรงพูดขึ้นว่าอย่าทำอย่างนี้เลย ถ้ามึงไม่เชื่อเอามีดมาฟันกูดีกว่า ได้ยินเช่นนั้นท่านจึงหยุด และเริ่มคุยกัน
1. บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย
2. ความรู้ในเรื่องโหราศาสตร์
เมื่อตกลงกันไว้แล้ว จึงได้แยกย้ายกันกลับ โดยนัดพบกันอีกเมื่อท่านสรรเพชญ ต้องการ


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 15


หลังจากที่ท่านสรรเพชญ ตกลงกับองค์เทพว่าจะสร้างหลักเมืองสูงหนึ่งศอกได้ไม่กี่วัน ท่านได้นัดทำพิธีประทับทรงอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้สถานที่โกดังเดิม และครั้งนี้มีเทพเข้ามาประทับไม่ใช้องค์เดิม สร้างความแปลกใจให้กับท่านเป็นครั้งที่สาม ที่สำคัญเทพทั้งสามองค์พูดเรื่องเดียวกันคือการสร้างหลักเมือง สำหรับองค์เทพที่มาประทับทรงในครั้งที่สามคือ เทพที่จะมาสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายในยุคนี้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นยุคของท่านคือ องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ หรือองค์จตุคามรามเทพ ก็คงจะมีคำถามตามมาว่าแล้วองค์ที่มาประทับครั้งที่สองเป็นเทพอะไร และมีความเกี่ยวพันกับการสร้างหลักเมืองและกับแม่นางพญาอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการสับสนในการติดตามเรื่อง
 
ต่อไป ผู้เขียนขออธิบายตรงนี้ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป เริ่มต้นที่ แม่นางพญา ท่านคือเสด็จแม่ของเทพองค์ที่มาประทับครั้งที่ 3 หรือองค์จตุคามรามเทพ สำหรับเทพองค์ที่มาประทับครั้งที่ 2 คือท่านพ่อชิงชัย หรือบางท่านรู้จักในนาม พระยาชิงชัยบ้าง ตาขุนชัยบ้าง เป็นราชโอรสขององค์จตุคามรามเทพ หรือหลานย่าของแม่นางพญานั่นเอง เมื่อพิจารณาดูลำดับการมาประทับทรงขององค์เทพ ทั้ง 3 จะเห็นว่า องค์จตุคามรามเทพท่านคงขอให้แม่นางพญากับท่านพ่อชิงชัยมาเจรจาเบิกทางต่อรอง ให้ท่านสรรเพชญตกลงเสียก่อน ท่านจึงจะปรากฎ
ทีนี้มาติดตามรายละเอียด ในการพบกันครั้งแรก ระหว่างเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ กับมนุษย์หัวใจแกร่งผู้ไม่หวั่นไหวและไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ซึ่งท่านทั้งสองจะมาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างที่ได้เรียนมาแล้วว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ท่านได้พบเทพในร่างทรง และเป็นองค์ที่ 3 ด้วย ทำให้ต้องมีการเจรจากันอีก ถึงแม้ว่าท่านรับปากแล้วว่าจะดำเนินการสร้างหลักเมืองให้ในขนาดสูงหนึ่งศอก ในการเริ่มพูดคุยกับเทพองค์ใหม่ในช่วงแรก ท่านสรรเพชญพยายามถามว่า ท่านเทพคือใครแต่องค์ราชันดำไม่ตอบว่าท่านคือใคร ถามอย่างไรท่านก็ไม่ตอบ จนกระทั่ง องค์เทพถามท่านสรรเพชญว่ารู้จัก ท่ามหาราชลีลา หรือไม่ลองวาดให้ดูหน่อย ท่านสรรเพชญจึงวาดท่ามหราชลีลาให้ท่านดูอย่างรวดเร็ว เนื่องจากท่านศึกษาและมีความรู้ในเรื่องของศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลป์อย่างดีเยี่ยมคนหนึ่ง เมื่อเห็นภาพที่ท่านสรรเพชญวาดให้ดูแล้วองค์เทพจึงบอกว่า นั่นแหละคือตัวท่าน
ผู้เขียนจะขออธิบายถึงลักษณะท่าทางของ ท่ามหาราชลีลา ก่อนที่จะเล่าต่อ เพราะอาจจะมีบางท่านสงสัยอยากทราบว่าเป็นอย่างไร อันว่าท่ามหาราชลีลานั้น เป็นท่าที่แสดงถึงอำนาจบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงกฤษดาภินิหาร แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม และมีความเมตตาปรานีผสมผสานอยู่ในตัวอย่างกลมกลืน ลักษณะเป็นท่านั่งขาซ้ายเข่าราบกับพื้น มือซ้ายวางอยู่บนเข่าคล้ายกับพระพุทธรูปปามารวิชัย เพียงแต่เป็นด้านซ้าย ส่วนพระพุทธรูปเป็นด้านขวา ส่วนขาขวายกแบบชันเข่าขึ้น มือขวาบริเวณข้อมือวางอยู่บนเข่า ฝ่ามือแบออกแล้วตั้งขึ้น สำหรับท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยกับวัตถุมงคลขององค์จตุคามรามเทพหรือหลักเมืองจะทราบได้ดีว่า ท่าดังกล่าวคือท่านั่งขององค์ท่านพ่อในวัตถุมงคล พิมพ์นาคปรก9 เศียร รุ่นแรกและ รุ่น 2 หรือพิมพ์นาคปรก 5 เศียร และพระบูชาที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อตาขุนโหร


 
245FD~1.JPG  
พระบูชาตาขุนโหร


  5-2007~1.JPG
นาคปรก 5 เศียร

91-200~1.JPG
นาคปรก 9 เศียร รุ่นแรก

92-200~1.JPG
นาคปรก 9 เศียร รุ่น 2
 
เมื่อบอกกล่าวกับท่านสรรเพชญแล้ว ท่านได้ย้อนกลับมาบอกเล่าเรื่องราวในยุคของท่านว่าคือยุคเริ่มต้นของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในยุคนั้น แต่ภายหลังได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นกับอาณาจักรแห่งนี้ ในช่วงที่ผ่านพ้นยุคของท่านไปแล้ว เมื่อท่านสรรเพชญได้ฟังว่า เป็นเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องมาจากยุคศรีวิชัย ซึ่งเป็นสมัยที่ยิ่งใหญ่มีศิลปอันอลังการ เป็นต้นแบบของศิลปะในเขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด เช่น ศิลปขอม จัมปา ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งนี้แต่ครั้งประวัติศาสตร์ ท่านเองได้ศึกษาค้นคว้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องของอาณาจักรศรีวิชัย คงจะสร้างหลักเมืองขนาดศอกเดียวไม่ได้แล้ว ท่านจึงบอกกับองค์เทพว่า ถ้าอย่างนี้จะต้องสร้างหลักเมืองขนาดใหญ่มาตรฐาน และต้องเป็นศิลปะแห่อาณาจักรศรีวิชัย ต้องทำอย่างยิ่งใหญ่อลังการสวยงามประณีต เพื่ออวดศิลปเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีความงดงามปรากฎแก่สายตาของชาวโลก มีการประกอบพิธีอย่างเป็นทางการ มีสถานที่ตั้งหรือที่เรียกว่า ศาลหลักเมือง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ จะต้องบังเกิดความยุ่งยากลำบาก ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคอย่าง มากมาย มากกว่าการสร้างหลักเมืองขนาดแค่ศอกเดียว ชนิดหน้ามือกับหลังมือ ในขณะที่งานในหน้าที่ของตำรวจก็ล้นมือ เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในท้องถิ่นมีความรุนแรง คงเป็นเรื่องที่เพิ่มภาระให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้องค์เทพก็รู้และเข้าใจในความรู้สึกของท่าน และปัญหาที่ติดตามมาอย่างมากมาย การทำเรื่องใหญ่แบบนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่สำคัญคือ มวลชน การจะดึงมวลชนเข้ามารวมใจกันเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุนงานอย่างนี้เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งทีเดียว ท่านจึงบอกให้ท่านสรรเพชญไปชวน ท่านขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้มาช่วยในการสร้างหลักเมือง และให้นำรูปท่านในท่ามหาราชลีลาไปถามท่านขุนว่าคือใคร ท่านขุนดู พร้อมกับถามว่าเทพองค์นี้ คือใครพอท่านขุนเห็นรูปถึงกับสะดุ้งมีอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด พูดขึ้นโดยเร็วว่า คุณไปรู้จักเขาได้อย่างไร นี่คือ องค์จตุคามรามเทพ ท่านสรรเพชญรีบตอบทันทีว่าผมไม่ได้รู้จักเขา แต่เขารู้จัผม จากนั้นท่านจึงเล่า เรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนการประทับทรงครั้งสุดท้าย แล้วสรุปว่าเขาให้ผมมาชวนท่านขุน ฯ สร้างหลักเมือง เพื่อแก้อาถรรพ์คำสาปและเป็นศูนย์รวมจิตใจกราบไหว้บูชาของชาวนครศรีธรรมราชและประชาชนคนไทยทั่วประเทศ เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการมาของท่านสรรเพชญแล้ว ท่านขุน ฯ จึงได้พิจารณาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่มีอะไรเสียหาย ตรงกันข้าม กลับเป็นเรื่องดีมีประโยชน์กับชาวนครศรีธรรมราชที่จะมีจุดรวมสำหรับสักการะบูชา ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี มีความหวงแหนดินแดนบ้านเกิด ถึงแม้รู้ดีว่าจะต้องมีปัญหา และอุปสรรคมากมาย รวมถึงการต่อต้านคัดค้าน จากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยบางกลุ่ม แต่ท่านขุนก็ตอบตกลงที่จะช่วยท่านสรรเพชญ และยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง เมื่อพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านสรรเพชญจึงเดินทางกลับ เพื่อวางแผนในการดำเนินงานต่อไป

ท่านสรรเพชญ จึงรีบเดินทางไปยังบ้านท่านขุน พร้อมลูกน้องอีก 2 – 3 คน เป็นที่น่าแปลกใจก็คือท่านขุนออกมายืนรอรับอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับพูดกระเซ้าท่านสรรเพชญ ภายหลังจากการได้ทักทายกันแล้วว่า ทำไมถึงยกขบวนกันมามากมายอย่างนี้ สร้างความแปลกใจให้กับท่านสรรเพชญยิ่งขึ้นไปอีก เพราะท่านมากันแค่ 2 - 3 คน กับลูกน้องเท่านั้น แต่ภายหลังท่านก็เข้าใจ เมื่อท่านขุนบอกว่ามีกองเกียรติยศ ขบวนแห่ของนักรบโบราณ ติดตามมาด้วยจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเห็นด้วยจิต ไม่ใช่เห็นด้วยตาเนื้อ บุคคลเหล่านั้นคือบรรดาขุนศึกและบริวารขององค์เทพที่ติดตามท่านสรรเพชญมาด้วย จากนั้นท่านสรรเพชญ ก็เริ่มเข้าประเด็นในทันที ด้วยการส่งรูปขององค์เทพในท่ามหาราชลีลา ที่ท่านวาดมาด้วยตัวเองให้

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top