บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 16-20

 
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ องค์ราชันดำ 
ตอนที่ 16


 
 
หลังจากลาท่านขุนกลับมาแล้ว ท่านได้นำการสร้างหลักเมือง ไปปรึกษากับสมาชิกชมรมนครศรีธรรมราช 28 ซึ่งเป็นชมรมที่ท่านตั้งขึ้น เมื่อเดินทางมารับตำแหน่งที่นี่ใหม่ ๆ เป็นการรวมกลุ่มของคนรุ่นเก่าๆ ที่เคยรู้จักมักคุ้นและเป็นเพื่อนกับท่านมาในสมัยก่อน เนื่องจากท่านมีพื้นฐานเดิมเกิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่มาเติบโตและเรียนหนังสือในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้มีเพื่อนฝูงจำนวนมากอยู่ที่นี่ การตั้งชมรมก็เพื่อให้มี กิจกรรมในการพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เมื่อท่านนำเรื่องการสร้างหลักเมืองเข้ามาปรึกษาหารือ ทุกคนมีความเห็นสนับสนุนให้มีการสร้าง โดยมีความเห็นเหมือนกันว่า เมื่อสร้างแล้วจะเป็นหลักชัยของบ้านเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนในจังหวัด โดยไม่มีใครทราบนัยยะทางโหราศาสตร์ ตามที่ท่านสรรเพชญและองค์จตุคามรามเทพ ทราบ
 
25518~1-(1).JPG

 
เมื่อสมาชิกทั้งหมดเห็นด้วยและยินดีให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ท่านจึงนัดทำพิธีอัญเชิญองค์จตุคามรามเทพอีกครั้เพื่อตกลงกันในรายละเอียดของแนวทาง ขั้นตอน และวิธีการในการดำเนินการเพื่อสร้างหลักเมืองตามที่ได้พูดคุยกันไว้เรื่องแรกที่ต้องทำคือ การประกาศให้ประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ รับรู้ว่าจะมีการดำเนินการสร้างหลักเมือง จึงจัดทำธงสีเหลืองผืนใหญ่ตรงกลางเป็นรูป พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ล้อมรอบด้วยรูปสัตว์ 12 นักษัตร ด้านล่างเขียนว่า จันทรภาณุ นครศรีธรรมราช นำธงดังกล่าวขึ้น ไปติดบนเจดีย์พระบรมธาตุโดยรอบ นอกจากนั้นได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ในการสนทนาตอนหนึ่ง องค์จตุคามรามเทพได้กล่าวกับท่านสรรเพชญว่า ขอไปเที่ยวบ้านบ้างได้ไหม ท่านสรรเพชญ ตอบว่าเป็นเพียงบ้านพักผู้กำกับธรรมดา ๆ ถ้าไม่รังเกียจก็ยินดีต้อนรับ ในวันรุ่งขึ้นจึงจัดพิธีประทับทรงที่บ้านพักของท่าน ในการมาครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างท่านพ่อจตุคามรามเทพกับท่านสรรเพชญ ได้สนทนาพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ มากมายทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ ในช่วงหนึ่งองค์จตุคามรามเทพได้พูดกับท่านสรรเพชญว่า “ ไหน…ขอดูฉิ่งหน่อยได้ไหม ” คำถามนี้ทำให้ท่านสรรเพชญเกิดความงุนงงสงสัยวว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ท่านเทพก็ขอดูฉิ่ง ซึ่งท่านเองก็ไม่เคยมีฉิ่ง เมื่อองค์จตุคามรามเทพเห็นอาการสงสัยไม่เข้าใจของท่านสรรเพชญ จึงขยายความต่อไปว่าฉิ่งที่ท่านหมายความถึงคือคันฉ่องสำริดจีนที่ท่านฝากเอาไว้ คำบอกกล่าวของท่านพ่อยิ่งสร้างความแปลกใจให้ท่านสรรเพชญมากขึ้นไปอีก เนื่องจากคันฉ่องสำริดจีนที่ท่านเก็บไว้ไม่เคยบอกใคร ไม่มีใครทราบว่าท่านมี และองค์จตุคามรามเทพทราบได้อย่างไร ที่สำคัญคือท่านยังบอกว่าเป็นของที่ท่านฝากไว้ ความสงสัยของท่านยังไม่ทันหายไป ท่านพ่อจตุคามรามเทพยังบอกต่อไปว่า ท่านสรรเพชญยังมีของสำคัญอยู่อีก 2 อย่างคือ
1. งาช้างแดง
2. กริชรีดด้วยมือ


20383~1.JPG                   26BB5~1.JPG

สำหรับงาช้างแดงเป็นสมบัติขององค์จตุคามรามเทพมาตั้งแต่ดั้งเดิมเป็นงาที่ได้จากช้างที่องค์สุริยันนำมาเลี้ยงเพื่อให้เป็นเพื่อนกับท่านพ่อและใช้ออกศึก เป็นช้างพิเศษคือ งามีสีแดง ต่อมาภายหลังช้างตัวนี้ล้มลง ท่านพ่อจตุคามรามเทพ จึงได้งาแดงมาแกะสลักเป็นด้ามมีดประจำตัว ได้ตกทอดต่อมาภายหลังจนกระทั่งถึงท่านสรรเพชญ ส่วนกริชรีดด้วยมือเป็นกริชขนาดเล็กแต่มีความศักดิสิทธิ์ ตกทอดผ่านมาทางบรรพบุรุษของท่าน เช่นกัน

 
สุริยัน จันทรา วีซ่าของจีน
วัตถุมงคลทั้ง 3 อย่างเป็นมรดกตกทอดทีท่านสรรเพชญเก็บไว้โดยไม่ได้บอกใคร แต่ได้เคยนำมาใช้ประโยชน์ในการปราบปรามโจรก่อการร้าย โจรผู้ร้ายต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยเข้ารับราชการตำรวจใหม่ๆ ท่านใช้มากก็คือ คันฉ่องสำริดจีน กับงาช้างแดง
กล่าวถึงคันฉ่องสำริดจีน ผู้เขียนคิดว่า ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่าคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ที่สำคัญคือศักดิ์สิทธิ์จริงหรือโดยส่วนตัวผู้เขียนเพิ่งมารู้จักและเห็นของจริงจากท่านสรรเพชญ และได้รับฟังเรื่องราวอันพิสดารเกี่ยวกับคันฉ่องสำริดจีน ทั้งด้านประวัติความเป็นมาและความศักดิ์สิทธิ์จากการที่ท่านนำมาใช้ซึ่งในเรื่องของการใช้ของท่านนั้นผู้เขียนขอเก็บไว้เล่าทีหลัง โดยจะขอให้ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความของท่านสรรเพชญที่เกี่ยวกับคันฉ่องสำริดจีน ที่ท่านใช้ชื่อเรียกว่า “สุริยัน จันทรา วีซ่าของจีน ”
 
2CD53~1.JPG
 
ที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้พบโบราณวัตถุสำคัญชื้นหนึ่งเรียกว่า “ คันฉ่องสำริดจีน ” มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก นักประวัติศาสตร์ได้สืบสาวราวเรื่องปรากฎหลักฐานในพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งมีอำนาจปกครองจักรวรรดิ์จีนเมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อราว พ.ศ.300 เศษ จดบันทึกว่าในสมัยนั้น จักรพรรดิ์แห่งราชวงศ์ฮั่น ได้ส่งราชทูตจีนเดินทางไปติดต่อทางพระราชไมตรีและการค้ากับอินเดีย ตลอดจนประเทศต่าง ๆ ในแถบทะเลจีนใต้ จึงเชื่อกันว่าคณะทูตจีนดังกล่าวคงเดินทางผ่านดินแดนประเทศไทย ซึ่งในสมัยนั้นจีนเรียกว่า ประเทศกิมหลิน หรือในภาษาอินเดียรู้จักกันในนาม “สุวรรณภูมิ ” มีหลักฐานการติดต่อซื้อขายไข่มุก กระดองเต่าทะเล ไม้หอม ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่มีค่าหายาก โดยแลกเปลี่ยน กับทองคำ ผ้าไหม ผ้าแพรจีน นอกจากนั้นจดหมายเหตุจีน ยังระบุว่าบ้านเมืองในแถบทะเลใต้ได้ติดต่อเป็นไมตรีกับจีนมาแล้วตั้งแต่รัชกาลจักรวรรดิ์วู ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทราบแน่นอนว่าประเทศกิมหลิน หรืออาณาจักรสุวรรณภูมิ เป็นเมืองท่าเรือมีความเจริญรุ่งเรือง มาแล้วตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาล เพราะสอดคล้องกับหลักฐานทางอินเดียที่กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งคณะทูตและสมณทูตเดินทางเข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนา แต่มีปัญหาถกเถียงกันว่า สุวรรณภูมิตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนตามความเห็นของนักโบราณคดีไทย หรือว่าตั้งอยู่ในภาคใต้กันแน่เพราะคัมภีร์เก่าแก่ของอินเดีย กล่าวถึงรายชื่อเมืองท่าเรือที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่บริเวณแหลมทอง ทางภาคใต้ของประเทศไทย เช่นคัมภีร์มหานิเทศ ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ เมืองแสวงหาโภคทรัพย์ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทรไปคุมพะ ตักโกละ ( ตะกั่วป่า ในจังหวัดพังงา ) ชวา กมะลี ( ตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช ) ….สุวรรณภูมิ ” รายชื่อบ้านเมืองเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางการเดินเรือโบราณจากเมืองท่าอเล็กซานเดรีย ที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลแดงในประเทศอียิปต์ เดินทางผ่านประเทศอินเดีย เลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทย แล้วอ้อมแหลมมาลายูเข้ามายังชายฝั่งอ่าวไทย ต่อจากนั้นแล่นเรือเลียบชายฝั่งเวียดนามไปสิ้นสุดปลายทางที่เมืองกวางตุ้งทางตอนใต้ของประเทศจีน อันเป็นสายคมนาคมทางการค้าและอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางการเดินเรือนี้ผ่านทางเรือทางภาคใต้ของประเทศไทยหลายแห่งดังกล่าว การค้นพบคันฉ่องสำริดจีน กลองมโหระทึก และเครื่องมือเครื่องใช้สมัยราชวงศ์ฮั่น อีกหลายอย่างในดินแดนภาคใต้ ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทยเคยติดต่อกับจีนมาแล้วตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาล พงศาวดารจีนเรียกบ้านเมืองในแถบนี้ว่า ประเทศกิหลิน แต่เดิมไม่มีใครทราบว่า คันฉ่องสำริดจีน มีความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญทางการเมืองและศักดิ์สิทธิ์ แค่ไหนเพราะนอกจากคันฉ่องสำริดจีนอันเก่าแก่ซึ่งพบในอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ต่อมามีผู้พบคันฉ่องสำริดแบบต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและบ้านเมืองใกล้เคียง นักโบราณคดีพยายามสืบสาวราวเรื่อง คันฉ่องสำริดจีน ศิลปะโบราณ วัตถุขนาดเล็ก แต่ฝีมือการหล่อหลอมโลหะธาตุและการออกแบบลวดลายด้านหลัง ตลอดจนรูปแบบ ได้งามเป็นเลิศ พบว่า คันฉ่องสำริดจีน เป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นศิลปะประติมากรรมระดับสุดยอดอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมสำริดจีน ซึ่งสืบทอดอารยะธรรมอันรุ่งเรืองมาก่อนสมัยพุทธกาล ตั้งแต่เมื่อครั้งจักรวรรดิ์จีนยังแตกแยกกันอยู่เป็นแคว้นใหญ่น้อย มีขุนศึกเป็นหัวหน้าปกครองบ้านเมือง เรียกกันว่า ยุคแห่งนักรบได้พัฒนาการทางเทคโนโลยีการหล่อหลอมโลหะจนถึงขั้นคลาสสิค ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อปฐมจักรพรรดิ์แห่งราชวงศ์ฮั่น รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นเอกภาพ มีความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร โอรสแห่งสวรรค์พระองค์นี้จึงเริ่มต้นแผ่กฤษดาภินิหาร ไปยังนานาประเทศ ดังปรากฏหลักฐานการส่งทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีและการค้ากับประเทศต่าง ๆ กล่าวกันว่าประเพณีการส่งทูตเดินทางไปติดต่อกษัตริย์ต่างแดนนั้น นอกจากพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการของฮ่องเต้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นตราแต่งตั้งของสมเด็จพระจักรวรรดิ ์ ก็คือ คันฉ่องสำริด ราชทูตจีนในระดับเอกอัครราชทูต หรือ อุปทูต จะต้องถือติดตัวไว้เสมือนดังเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อฮ่องเต้พระองค์ใดเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ พระองค์จะทรงสร้างคันฉ่องสำริดขึ้น เป็นตราประจำรัชกาลของพระองค์ โดยให้ช่างออกแบบลวดลายประดับประดาด้านหลังอย่างวิจิตรพิสดาร โดยมีห่วงร้อยอยู่ตรงกลาง ส่วนใหญ่มีขนาดในราว 13 - 14 เซ็นติเมตร อี่กหน้าหนึ่งเป็นหน้าราบไม่มีลวดลายใด ขัดเป็นมันวาวเหมือนดังกระจกเงา เรียกกันว่า “ คันฉ่องสุริยัน ” ส่วนอีกแบบหนึ่งมีขนาดย่อมลงมา ทำเป็นรูปวงกลมเหมือนกัน แต่ด้านหลังเรียบไม่มีลวดลาย คงมีเพียงแต่ห่วงสำหรับร้อยเชือกหรือสร้อยไว้ตรงกลาง เท่านั้น ด้านหน้าทำเป็นกระจกเงาเรียกว่า “ คันฉ่องจันทรา ” สมเด็จพระจักรพรรดิ์จีนและพระราชินี จะฉายพระพักตร์ของพระองค์ประทับไว้ในคันฉ่องสำริดนั้นแล้วพระราชทานให้แก่ราชทูตนำติดตัวไปเจริญทางพรราชไมตรีกับต่างชาติ ด้วยเหตุนี้คันฉ่องสำริดจีน ทั้งในแบบสุริยันและจันทรา อาจถือได้ว่าเป็นวีซ่า หรือพาสปอร์ตอันศักดิ์สิทธิ์ของจีน ที่ใช้เดินทางไปยังประเทศทั้งหลายในโลกมาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นจักรวรรดิ์จีน จนกระทั่งสิ้นราชวงศ์ชิง ในกลางพุทธศตวรรษที่ 24


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 17


คันฉ่องสำริดจีน นอกจากถือว่าเป็นวีซ่าแล้ว ยังเป็นตราภูมิคุ้มกันประจำตัวผู้ถือดวงตรานั้นอีกด้วยหากราชทูตหรือผู้ถือดวงตรานั้นถูกจับกุมคุมขังด้วยเหตุใดก็ตาม ถ้าผู้จับกุมทราบว่าเป็นดวงตราสุริยัน จัทราขององค์พระจักรพรรดิ์แล้ว จะต้องคุกเข่าลงทำความเคารพและรีบปล่อยตัวผู้นั้นไปในทันที คันฉ่องสำริดยัง อาจใช้เป็นเครื่องส่งสัญญาณในทะเลทรายหรือในมหาสมุทรมาก่อนนักวิทยาศาสตร์ ประดิษฐ์คิดค้นคลื่นสัญญาณต่าง ๆ มาใช้ในสมัยปัจจุบันเสียอีก
 
ประการหนึ่งซึ่งตราพระราหู เป็นของคู่ขัตติยาเทวดาถวาย เป็นตราแก้วแววเวียนวิเชียรพราย แต่เช้าสายสีรุ้งดูรุ่งเรือง ครั้นแดดแข็งแสงขาวดูพราวพร้อย ครั้นบ่ายคล้อยเคลือบสีมณีเหลือง ครั้นค่ำช่วงดวงแดงแสงประเทือง อร่ามเรืองรัศมีเหมือนสีไฟ แม้เดินหนฝนตกไม่ถูกต้อง เอาไว้ห้องหับแห่งตำแหน่งไหน ไม่หนาวร้อนอ่อนอุ่นลมุนลมัย เข้าชิงชัยแคล้วคลาดซึ่งศาสตรา แต่ครั้งนี้ท้าวมิได้เอาไปศึก เพราะท้าวนึกห่วงพระแม่แน่หนักหนา ด้วยเป็นหญิงทิ้งไว้จึงให้ตรา ไว้รักษาสารพันอันตราย เรื่องราวเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของตราพญาราหู ซึ่งมหากวีสุนทรภู่ กล่าวพรรณนาถึงคุณวิเศษไว้ในวรรณคดี ฟังดูคล้ายกับว่านำเอาเหตุการณ์ ในมหายุทธนาวีครั้งสุดท้ายระหว่าง พระเจ้าจันทรภาณุแห่งเมืองนครศรีธรรมราช กับอาณาจักรสิงหล พันธมิตร ทางอินเดียใต้ อันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนจักรวรรดิ์ศรีวิชัยล่มสลายไปไม่นาน มาผูกเป็นนิยายประโลมโลกเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเลของ บ้านเมืองเรา และมีความรอบรู้เชี่ยวชาญในวิชาอาถรรพ์เวทย์ นอกจากนั้นจะเห็นได้วา กวีผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ยังพยายามเก็บเอาเรื่องราวการรบพุ่งในอาณาจักรขอม หลังจากพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 สวรรคต ได้เกิดจลาจลแย่งชิงอำนาจกันขึ้นในประเทศเขมร มีหัวหน้ากบฏคนหนึ่งยกกองทัพบุกเข้าโจมตีเมืองหลวง บ้านเมืองระส่ำระสายจนในที่สุดถูกกองทัพอาณาจักรจามปาปล้นเมืองได้ เขมรก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกจาม จนถึง พ.ศ.1724 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ ผู้นำของกบฏมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์นามว่า ราหู กวีสุนทรภู่ได้นำมาสร้างภาพจัดฉากให้โลดแล่นอยู่ในวรรณคดี พระอภัยมณี ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า ฝ่ายเสนาราหูคนผู้เฒ่า ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตะวันด่านชั้นสาม รู้เวทย์มนต์ทนคงเคยสงคราม ครั้นทราบความรับสั่งไม่รั้งรา เกณฑ์ทหารบาญชีสิบสี่หมื่น ถือหอกปีกซ้ายทั้งฝ่ายขวา บ้างถือทวนล้วนแต่ดีขี่อูฐลา แต่ตัวราหูขี่สัตว์กิเลน ไม่มีใครรู้ว่าสุนทรภู่ทราบเรื่องตราพญาราหูของศรีวิชัยมาจากไหน แต่ในการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อมีผู้อ่านแปลถอดรหัสว่า พระราหูอมจันทร์ อมอาทิตย์ หมายความว่าอย่างไรแล้ว องค์จตุคามรามเทพจึงอนุญาตให้สร้างพระผงสุริยัน จันทรา พระราหู อันเป็นตราแผ่นดินของศรีวิชัย ขึ้น ดวงตรานี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่คล้ายกับคันฉ่องสำริดของจักรพรรดิ์จีน อาจเปรียบได้กับ พาสปอร์ตและวีซ่าในสมัยนี้ สามารถเดินทางไปได้ทั่วโลก ดังนั้นการที่รัฐมนตรี สัมพันธ์ ทองสมัคร เล่าให้ฟังว่า ผู้สำเร็จญาณคนหนึ่งเมื่อจับต้องพระผงสุริยันจันทรา แล้วบอกว่าเป็นวีซ่าพอเชื่อถือได้เพราะมีที่มาที่ไปและมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอ้างอิง   แม้ไม่มีหลักฐานว่าจีนได้รับอิทธิพลความเชื่อในเรื่องสุริยัน จันทรามาจากอินเดีย หรือประเทศใดก็ตาม แต่กษัตริย์หรือจักรพรรดิ์ในอดีตล้วนแต่อ้างว่า พระองค์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ ด้วยเหตุนี้จึงมักยึดถือเหมือนกันว่า ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เหล่านั้นเป็นโอรสของ สุริยัน จันทรา ความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง สุริยัน จันทรา พระราหู ของชาวสยามละโว้ อาจเลือนลางไปหลังจากจักรวรรดิ์ศรีวิชัยล่มสลายไป เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 จนเกือบไม่มีใครทราบความหมายที่แท้จริงของมัน ยังเคราะห์ดีในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ มหากวีเอกของชาวเมืองแกลง จังหวัดระยองได้เดินทางท่องเที่ยวไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่ เมืองเพชรบุรี ประตูเข้าสู่อาณาจักรศรีวิชัย ในอดีต อาจได้ยินได้ฟังเรื่องราวการรบพุ่งกันระหว่าง พระเจ้าจันทรภาณุแห่งนครศรีธรรมราชกับพระเจ้า ปรากรมพาหุที่ 2 แห่งอาณาจักรสิงหล หรือประวัติการทำยุทธนาวีกันในอดีต จึงทราบต้นเค้าอันแสนพิศดารเกี่ยวกับ ดวงตราพญาราหูแห่งศรีวิชัย ว่าเป็นตราแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ นำไปดัดแปลงแต่งเติมผูกเป็นวรรณคดียิ่งใหญ่เรื่อง พระอภัยมณี อธิบายให้เห็นถึงความมหัศจรรย์แห่งดวงตราพญาราหู ไว้ตอนหนึ่งว่า
 
เป็นไปได้หรือไม่ว่าวรรณคดีโบราณ ผู้แต่งนิยมสร้างนิยายให้อิงอยู่กับข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพระอภัยมณี ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในน่านน้ำทะเลใต้ ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กันทางเรือกับประเทศต่าง ๆ คล้ายกับพยายามรื้อฟื้นจักรวรรดิ์ศรีวิชัยอันศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมาใหม่
 
1-2007~2.JPG   1-2007~3.JPG
 
2-2007~1.JPG   2-2007~2.JPG
 
3-2007~3.JPG   3-2007~4.JPG
ดวงตราพญาราหู  หระผงสุริยัน

2-2007~2-(1).JPG  2-2007~3.JPG
ดวงตราพญาราหู  พระผงจันทรา



 
รัฐมนตรีสัมพันธ์ ฯ บอกเล่าให้ฟัง โดยอ้างว่าแพทย์หลวงท่านหนึ่งเห็นพระผงสุริยัน จันทรา แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร และต่อมาเมื่อรัฐมนตรีสัมพันธ์ ไปตรวจโรคกับแพทย์หลวงท่านนี้ รัฐมนตรีสัมพันธ์ ห้อยพระผงสุริยัน จันทรา องค์ที่ได้ไปจากหลักเมืองเมื่อหลายปีก่อนติดตัวอยู่ตลอดเวลา นัยว่ามีส่วนดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จรุ่งโรจน์ทางการเมือง พอถอดพระผงสุริยัน จันทรา ออกจากคอ แพทย์หลวงเห็นเข้าจึงรู้ว่าเป็นพระของหลักเมืองนครศรีธรรมราช เหมือนกับที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ จึงเกิดเป็นข่าวเล่าลือกันไปเหมือนไฟไหม้ฟาง ต่าง ๆ นา ๆ เมื่อทางสำนักพระราชวัง แจ้งให้ทางจังหวัดนำยอดชัยหลักเมืองไปทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงเจิมและทรงสุหร่ายในพระราชวังจิตรลดา ตามโบราณราชประเพณี คณะกรรมการหลักเมืองได้ทูลเกล้า ฯ ถวายพระผงสุริยัน จันทรา แบบต่าง ๆ เหรียญหลักเมือง เหรียญพระพังพระกาฬ ผ้ายันต์ทุกแบบ ตะกรุดทอง เงิน นาค และสีผึ้งในตลับถมทอง เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าวัตถุมงคลชนิดใดที่สร้างขึ้นจำหน่ายจ่ายแจกให้ประชาชน อย่างไรก็นำขึ้นทูลเกล้าถวายในหลวง อย่างนั้น แต่พระผงสุริยัน จันทรา ซึ่งทำเป็นรูปพระราหูอมจันทร์ อมอาทิตย์ เรียงรายล้อมรอบด้วยกลุ่มดาว 12 นักษัตร และพระโพธิสัตว์ มีขนาดใหญ่มองเห็นลวดลายศิลปอันงดงามชัดเจนโดยมีหัวใจคาถากำกับอยู่ข้างหลัง แตกต่างไปจากวัตถุมงคลที่ทำกันอยู่ทั่วไป ที่สร้างขึ้นภายใต้ดินแดนแห่งอาณาจักรศรีวิชัยโบราณ ผู้มีญาณหยั่งรู้ว่าเป็นตราแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับคันฉ่องสำริด อันเป็นสุริยัน จันทรา วีซ่าของจีน เมื่อศึกษาเปรียบเทียบในเรื่อง สุริยัน จันทรา ของจีน ศรีวิชัย อินเดียหรือประเทศทั้งหลาย สมัยนั้นแล้ว เกือบไม่ต้องพูดว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไร หรือคุ้มครองดวงชะตาได้แค่ไหน หรือเหตุใดที่ช่วยทำมาค้าขายคล่อง เซียนซือในมาเลย์เซีย สิงคโปร์ อาจรู้เรื่องนี้จึงบอกเล่าให้ลูกศิษย์ ลูกหาทราบนอกจากนั้นมีผู้รู้จริงของเราสั่งให้ลูกหลานเช่าพระที่หลักเมืองสร้างขึ้นทุกอย่างไว้ให้มากที่สุด เพราะจะได้ส่วนร่วมสร้างหลักชัยของบ้านเมือง และเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ ที่แท้จริงต่อไป จะหาไม่ได้ ตลอดเวลา 12 ปีเศษพระผงสุริยัน จันทรา วีซ่าของศรีวิชัย ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอยู่นอกเหนือการโฆษณาชวนเชื่อใด เพราะผู้ใดได้ไปต่างรู้ด้วยตัวเองเป็นอย่างดี
จากบทความของท่านสรรเพชญ ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความศักดิ์สิทธิ์ของคันฉ่องสำริดจีน ซึ่งมีความหมายคล้ายกับ พระผงสุริยันจันทรา วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่องค์จตุคามรามเทพสั่งให้สร้างขึ้นมา และ ยังเฉลยคำถามที่ว่าทำไมชาวจีนในมาเลย์เซีย และ สิงคโปร์ ถึงได้เข้ามาเช่าหาพระผงสุริยันจันทรากลับไปฝั่งประเทศของตนจำนวนมาก เหตุผลหนึ่งในเรื่องนี้ตามที่ท่านกล่าวไว้ก็คือ เซียนซือทั้งหลายที่เป็นอาจารย์ของผู้คนเหล่านั้นสั่งให้หามาบูชา เพราะเข้าใจในเรื่องคันฉ่องสำริดจีน ว่ามีความเกี่ยวพันกับระบบสุริยะจักรวาล และดาว 12 นักษัตร เหมือนกับพระผงสุริยัน จันทรา


2CD53~1-(2).JPG     21721~1.JPG

ท่านสรรเพชญ เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึงเรื่องคันฉ่องสำริดจีนของท่าน ในสมัยที่ท่านเป็นตำรวจประจำอยู่ภาคใต้ ในขณะมียศร้อยตำรวจเอก ท่านได้นำคันฉ่องสำริดจีน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดติดตัวไปด้วย เพราะมีความเชื่อและมั่นใจว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องรางของขลังป้องกันตัวได้ จนกระทั่งวันหนึ่งทราบว่ามีตำรวจลูกน้องของท่านมีความสามารถเป็นร่างทรงได้ จึงได้ขอให้ทำพิธีอัญเชิญวิญญาณ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในคันฉ่องสำริดจีนของท่าน และก็เป็นไปตามที่ท่านมั่นใจ คือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตย์อยู่จริงและท่านสามารถติดต่อผ่านร่างทรงได้ แต่ปรากฏว่า เทพที่อยู่ในคันฉ่องพูดภาษายาวีไม่ยอมพูดภาษาไทย ท่านจึงต้องเชิญโต๊ะครูมาช่วยแปลให้ได้มีการถามถึงวิธีการปราบปรามโจรก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์ โจรแบ่งแยกดินแดน และโจรผู้ร้ายต่างๆ วิญญาณหรือน่าจะเป็นองค์เทพองค์ใดองค์หนึ่งในร่างทรง จึงแนะนำเคล็ดลับในด้านไสยศาสตร์ให้นำไปใช้สู้กับโจร เพราะทางฝ่ายโจรเองก็มีการใช้ไสยศาสตร์ในการต่อสู้และหลบหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ส่วนรายละเอียดในเรื่องวิธีการผู้เขียนขออนุญาตข้ามไปนะครับ จากความศักดิ์สิทธิ์ของคันฉ่องสำริดจีนที่สามารถ ใช้เป็นเครื่องรางของขลังในการป้องกันภัย ช่วยในการทำมาค้าขายและเป็นวีซ่าในการเดินทางผ่านสถานที่ต่าง ๆ ตามความหมายและเคล็ดที่ท่านสรรเพชญบอกกล่าวให้ฟังในบทความ ท่านจึงแนะนำพวกเรา ซึ่งหมายถึงผู้เขียน และลูกศิษย์อื่น ๆ อีกหลายคนให้เสาะหาคันฉ่องสำริดจีนมาไว้เป็นวัตถุมงคลอันศักดิ ์สิทธ์ประจำตัว ประจำบ้าน พบว่าในสมัยโบราณที่มีการสร้างคันฉ่องสำริดจะมีความพิถีพิถันในการสร้าง กำหนดลวดลายต่าง ๆ ที่มีความหมายมากมายในทางมงคล ผู้ที่ได้ครอบครองคันฉ่องนั้นมีความเชื่อว่าของสิ่งนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะผู้คนในสมัยนั้นรู้เห็นเรื่องราวกรรมวิธีในการสร้างว่าคันฉ่องสำริดมีความเกี่ยวพันกับระบบสุริยจักรวาล ได้มีการค้นพบรายละเอียดกรรมวิธีในการสร้างในสุสานของสมัยฮั่น ซึ่งเป็นสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากสมัยหนึ่งของจีน อยู่ในช่วง พ.ศ. 337 - 850  มีแบบอธิบายถึงระบบการโคจรของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ การคำณวนเวลา องศาต่าง ๆ ซึ่งได้แปลออกมาบรรจุในด้านหลังของคันฉ่อง และคันฉ่องจำนวนมากได้มีการจำลองระบบสุริยะจักรวาลและกลุ่มดาว 12 นักษัตรลงไปด้วย

เมื่อทราบนัยยะสำคัญของคันฉ่องสำริดจีนเช่นนี้แล้ว พวกเราจึงพากันสืบเสาะค้นหากันยกใหญ่แต่ก็ต้องผิดหวังไปตาม ๆ กันเพราะหาไม่ได้ง่าย ๆ ในขณะเดียวกันผู้เขียนได้พยายามศึกษาค้นคว้าจากตำรับตำราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคันฉ่องสำริดจีน
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปีเศษๆ จากศิษย์คนหนึ่ง ก็ได้พบนักสะสมคันฉ่องสำริดจีนซึ่งเก็บไว้จำนวนหลายอัน (ประมาณ 30 กว่าอัน) และยินดียกล๊อตจำหน่ายให้ทั้งหมด พวกเราจึงได้มีคันฉ่องกันคนละคู่2 คู่ และก่อนที่จะครอบครอง ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ได้ให้พวกเราสร้างบารมีและอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าของคันฉ่อง จึงเป็นที่มาของพระปิดตาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ พิมพ์ลอยองค์ รุ่นคันฉ่องสองจักรพรรดิ

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่
18


ขอย้อนกลับไปยังช่วงที่ท่านสรรเพชญ แนะนำให้พวกเราพยายามหาคันฉ่องสำริดจีน เนื่องจากเป็นของวิเศษ มีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ได้ครอบครองจะมีแต่ความเจริญโชคดี พกติดตัวไปไหนมาไหนผ่านตลอด เหมือนกับมีวีซ่า ท่านได้แนะนำบอกกล่าวกับศิษย์หลักเมืองมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีการสร้างหลักเมือง แต่ไม่มีใครหาได้จนกระทั่งพวกเรามาหาได้ในช่วงปี พ.ศ.2544 และได้เป็นจำนวนหลายอัน ได้นำมาดูศึกษากันในจำนวนนี้มีชำรุดอยู่สองอัน คือร้าว 1 อัน หักครึ่งอีก 1 อัน ต่อมาผู้เขียนทำหักอีก 1 อัน ทำให้มีชำรุดอยู่ 3 อัน ท่าน สรรเพชญแนะนำให้พวกเราทั้งหมด ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับคันฉ่องสำริด โดยการถวายสังฆทานกับพระจีนที่วัดมังกรกมลาวาส จากนั้นนำคันฉ่องทั้งหมดมาให้ท่านพ่อจตุคามรามเทพปลุกเสก เมื่อท่านปลุกเสกเรียบร้อยแล้วพวกเราจึงนำมาแบ่งกัน ในส่วนของผู้เขียนได้มา2 คู่ อัญเชิญใส่พานตั้งคู่กับวัตถุมงคลของหลักเมือง เวลาผ่านไประยะหนึ่งผู้เขียนจำไม่ได้ว่านานเท่าไร จำได้ว่าเป็นวันเสาร์ ผู้เขียนได้ชวนเพื่อนบ้านมีชื่อเล่นว่า คุณแตง อยู่บ้านฝั่งตรงกันข้าม เยื้องกันประมาณ 2 หลังมาทานข้าวกลางวัน ในการสนทนาช่วงหนึ่งผู้เขียนคุยให้ฟังถึงเรื่องคันฉ่องสำริดจีนว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ให้โชคลาภ คุณแตงจึงอยากเห็นเพราะไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักมาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาให้ชม คุณแตงนำไปจับ  พลิกดูไปมาสักพัก จึงส่งคืนผู้เขียน เมื่อพูดคุยกันพอสมควรแล้วคุณแตงก็ขอตัวกลับบ้าน ขณะนั้นเวลาเกือบบ่ายโมง ต่อมาเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ขณะที่ผู้เขียนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ คุณแตงเดินมาหาและพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า พี่วันนี้แตงถูกหวย ผู้เขียนจึงบอกไปว่า โอ..ดีจังเลย โชคดีนะ.. คุณแตงรีบพูดต่อว่าปกติเป็นคนไม่เล่นหวย แต่เห็นว่าพี่คุยว่าคันฉ่องศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่แตงจับดูเลยอธิฐานว่าถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงวันนี้ขอให้ถูกหวย พอออกจากบ้านพี่ แตงก็โทร.หาเพื่อนขอซื้อหวย เพื่อนแตงตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ ๆ ก็มาซื้อหวยเพราะไม่เคยสนใจ แถมไม่ยุ่งด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปกติวิสัยของแต่ละคน แต่สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจคือ ระยะเวลาที่ออกจากบ้านผู้เขียนกลับไปบ้านเพื่อโทรศัพท์ถึงเพื่อนเป็นเวลาสั้นๆ คุณแตงไปเอาตัวเลขมาจากไหน สงสัยอย่างนี้จึงได้สอบถามไป คุณแตงตอบไปว่าช่วงก่อนออกจากบ้านผู้เขียนได้หันไปมองรถของภรรยาของผู้เขียนแล้วจำเลขทะเบียน 3 ตัวหลัง คือ 426 กำหนดในใจว่าจะขอซื้อเลขตัวนี้ และก็ถูกจริงๆ ผู้เขียนไม่ได้ถามรายละเอียดว่าหวยออกตรง ๆ หรือไม่หรือถูกเท่าไหร่ เพราะขณะนั้นมีสิ่งที่คิดค้างอยู่ในใจก็คือ เราเป็นเจ้าของคันฉ่องแท้ ๆ ตั้งแต่ได้มายังไม่เคยถูกหวยเลย แต่คุณแตงอยู่ข้างบ้านมาจับแค่ครั้งเดียวกลับถูกหวยได้ เป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของคันฉ่องหรือความบังเอิญ ผู้เขียนลองพิจารณาดูโอกาสที่ว่าบังเอิญนั้นน่าจะน้อยมาก เพราะใน 1 ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เชิญคุณแตงมาทานข้าวที่บ้านเลย ถ้าคิดว่า 1 ปี มี 365 วัน ก็ต้องคิดว่า 1 ใน 365 วัน และจะต้องมาพิจารณาถึงหมายเลขทะเบียนรถ 3 ตัวหลัง โอกาสจะออกหวยก็คือ 1 ใน 1000 ถ้ารวมโอกาส ที่จะเกิดขึ้นทั้งสองก็คงจะเหลือน้อยนิดจริง ๆ ถ้าคิดว่าเป็นความบังเอิญคงต้องบอกว่า จะบังเอิญอะไรขนาดนั้น หลังจากคุณแตงกลับไปแล้ว ผู้เขียนยังคิดในใจอยู่ตลอดเวลา ที่เราไม่ถูกแต่คุณแตงมาเดี๋ยวเดียวกลับถูกหรือเป็นเพราะเราดวงไม่ดีไม่มีโชค ส่วนคุณแตงดวงของเขากำลังมีโชคพอดี อย่างไรก็ตามความรู้สึกขณะนั้นคือไม่ยินยอมอย่างยิ่ง ก็เราเป็นเจ้าของคันฉ่อง ไปให้คนอื่นถูกหวยโดยที่เราไม่ถูกได้อย่างไร ในคืนนั้นเองผู้เขียนได้ไหว้ท่านพ่อจตุคามรามเทพ และพูดกับรูปเหมือนพระบูชาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ 9 เศียรว่า เห็นท่านพ่อบอกว่าคันฉ่องสำริดจีนศักดิ์สิทธิ์ ใครมีแล้วจะมีโชคแต่ทำไมลูกไม่ได้โชค กลับไปให้คนข้างบ้านเขาได้รับโชคลาภได้อย่างไร ถ้าศักดิ์สิทธิ์ จริงงวดหน้าลูกขอถูกล็อตเตอรี่บ้าง ผู้เขียนพูดพร้อมกับจับคันฉ่อง จากนั้นผู้เขียนยังได้จับคันฉ่องอธิฐานอีกหลายครั้ง ปรากฎว่า งวดต่อมาผู้เขียนถูกล็อตเตอรี่ เลขท้าย 3 ตัวจำไม่ได้ว่าเลขอะไร ถูกกี่คู่ จำได้แต่ว่าได้เงินมาประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท และนี่เป็นข้อสรุป ถึงความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในความศักดิ ์สิทธิ์ของคันฉ่องสำริดจีน สำหรับตัวผู้เขียนเอง

 ขอย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่นำคันฉ่องไปให้ท่านพ่อปลุกเสก ตามที่เรียนต่อท่านผู้อ่านไปแล้วว่ามีคันฉ่องสำริดจีนชำรุดอยู่ 3 อัน ภายหลังท่านพ่อปลุกเสกเสร็จแล้วได้หันมาทางผู้เขียนบอกว่าคันฉ่องทั้งสามอันนี้เป็นของวิเศษ ให้จัดการนำไปหลอมผสมทำพระปิดตาขึ้นมารุ่นหนึ่ง เป็นพระปิดตาโพธิสัตว์พังพระกาฬพิมพ์ลอยองค์ตั้งชื่อในภายหลังว่า รุ่นคันฉ่องสองจักรพรรดิ์ โดยท่านพ่อกำหนดให้เททองในวันที่ 22 มิถุนายน 2544 ขนาดที่สร้างมีจำนวน 3 ขนาดคือ ใหญ่ กลาง เล็ก เหตุที่สร้างกันถึง 3 ขนาดเนื่องจากในการสร้างพระปิดตาโพธิสัตว์พังพระกาฬ รุ่นเกาะเภตรา มีการสร้างขึ้นมา 2 ขนาดคือ พิมพ์ใหญ่ กับ พิมพ์เล็ก ซึ่งท่านสรรเพชญ บอกกับพวกเราว่าพวกผู้หญิงเขาติกันว่าทำมาใหญ่เกินไป เขาอยากแขวนเหมือนผู้ชายบ้างทำไมถึงไม่ทำขนาดเล็กๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีการย่อยขนาดให้เล็กลงโดยการเพิ่มเป็นพิมพ์เล็กเข้ามา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์เล็กรุ่นเกาะเภตราค่อนข้างมาก ส่วนพิมพ์กลางและพิมพ์ใหญ่ จะมีขนาดใกล้เคียงกับรุ่นเกาะเภตรา พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่
 
2C9A5~1.JPG   29070~1.JPG

238D9~1.JPG    28783~1.JPG
 
ในการสร้างวัตถุมงคลตามคำสั่งของท่านพ่อจตุคามรามเทพ ครั้งนี้ นอกจากคันฉ่องสำริดจีน 3 อัน เหรียญ พระปิดตาพังพระกาฬตามที่ท่านพ่อให้ใส่ และชนวนที่ท่านสรรเพชญนำมาให้ผสมแล้ว พวกเรายังระดมเอาของมงคล วัตถุมงคล และชนวนพระต่าง ๆ จำนวนมากมาหลอมรวมไปด้วย ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
1. คันฉ่องสำริดจีน 3 อัน
2. เหรียญปิดตาพังพระกาฬรุ่นแรก 3 เหรียญ
3. พระกริ่งรัตนรังสี 250 องค์
4. แผ่นปั๊มทองแดงหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ 50 แผ่น
5. เหรียญเงินหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ 20 เหรียญ
6. พระสังกัจจายน์บูชาเนื้อเงินแท้หน้าตัก 3 นิ้ว หลวงพ่อไพบูลย์วัดอนาลโย 1 องค์
7. พระกริ่งภัทริโย หลวงพ่อภัทร วัดโคกสูง 2 ช่อ
8. ชนวนพระกริ่งนิมมานโกวิท หลวงพ่อทองดำวัดท่าทอง
9. ชนวนพระบูชาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬทุกรุ่นเหรียญกษาปณ์เนื้อเงินเก่า พระปรกใบมะขามพระโพธิสัตว์ พังพระกาฬ
10. ทองคำหนัก 10 บาท
 
นอกจากนี้ยังมีชนวนวัตถุมงคลต่าง ๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงเครื่องรางของขลังจำพวกตะกรุดของหลวงพ่อดัง ๆ เช่น หลวงพ่อกลั่น หลวงพ่อแจง เหรียญรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อีกนับร้อยเหรียญ ได้นำโลหะทั้งหมด ไปหลอมรวมกันก่อนนำไปเผาพระปิดตาพระโพธิสัตว์พังพระกาฬพิมพ์ลอยองค์ โดยใช้โลหะดังกล่าวล้วน ๆ ไม่ผสมทองเหลืองหรือทองแดงของโรงงานเลย จำนวนการสร้าง
1. เนื้อทองคำ พิมพ์ ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก
2. เนื้อเงิน พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก
3. เนื้อคันฉ่อง พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก
4. เนื้อเมฆสิทธิ์ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่
19

ก่อนที่จะกลับมาเล่าเรื่องการสร้างหลักเมืองต่อ ผู้เขียนขออนุญาตพูดถึงเรื่องของโหราศาสตร์ ที่เคยกล่าวถึงในเดือนสิงหาคม ที่เคยบอกไว้ว่า ในวันที่ 24สิงหาคม 2546 ดาวราหูจะเคลื่อนเข้าทับดวงเมือง และจะเกิดวิกฤตการณ์ ต่างๆ ภายในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น โรคซาส์ หรือไข้หวัดนกและปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ซึ่งทั้งสองเรื่องมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ และโยงไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เรื่องนี้ผู้อ่านบาท่าน อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญ หรือบางท่านอาจจะเชื่อว่าเป็นเรื่องอันเกิดจากอิทธิพลของดวงดาว ก็คงต้องให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้อ่าน แต่เป็นเรื่องที่ได้เรียนมาล่วงหน้าแล้วมิใช่มาพูดเมื่อหวยออกแล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรในทางโหราศาสตร์ ทราบแต่เพียงว่าเป็นเรื่องไม่ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องของดวงดาวนั้นนักโหราศาสตร์ทุกสำนักก็เห็นตรงกัน และออกมาพูดกันมากในช่วงเดือนธันวาคม หรือกำลังย่างเข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มักจะออกมาทำนายทายทักกันทุกปี แต่ส่วนใหญ่จะเน้นประเด็นการเมือง สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนนำเรื่องนี้มากล่าวถึงอีกครั้งเพื่อจะเรียนว่า ในช่วงที่ดาวราหูเข้าทับดวงเมืองในเดือนสิงหาคม 2546 ที่ผ่านมานั้น ยังถือเป็นการเริ่มต้นที่จะเกิดความไม่ดีต่าง ๆ ซึ่งยังไม่นับว่ารุนแรงมากนัก เนื่องจากองศาของดวงดาวยังไม่ได้จังหวะพอดี นั่นหมายความว่าจะต้องมีช่วงที่ดาวราหูส่งอิทธิพลได้รุนแรงกว่านี้อีก ซึ่งก็คือช่วงองศาได้กันพอดี ช่วงเวลาดังกล่าวก็คือตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีความเชื่อถือในเรื่องของโหราศาสตร์ได้เตรียมตัวและระมัดระวังกันไว้ กลับเข้าเรื่องของการสร้างหลักเมืองที่ค้างไว้ในช่วงที่ องค์จตุคามรามเทพ ขอดูของวิเศษที่ฝากไว้ คือ คันฉ่องสำริดจีน องค์จตุคามรามเทพและท่านสรรเพชญ ได้ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการดึงพลังประชาชน เพื่อให้เข้ามาร่วมผนึกกำลังกันในการสร้างหลักเมือง ด้วยการป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน พร้อมขึ้นป้ายสีเหลืองรูปองค์พระธาตุ ตามที่ได้เรียนไว้ตอนต้นแล้ว
ในส่วนของอีกด้านหนึ่งก็ได้คิดทำผ้ายันต์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืประชาชนที่เดือดร้อนและสมนาคุณกับผู้ที่เข้ามาร่วมสมทบทุนสร้างหลักเมือง ผ้ายันต์ดังกล่าวเป็น ผ้ายันต์สีเหลือง สกรีนสีดำ และ สีน้ำเงิน ขนาดกว้างประมาณ 4 x 6 นิ้ว ครงกลางเป็นรูปพระธาตุล้อมรอบด้วย 12 นักษัตร ที่ว่าง 4 มุมเป็นภาพขอราหู ซึ่งถือเป็นผ้ายันต์ที่ใช้วิธีสกรีนรุ่นแรก ก่อนหน้านั้นเป็นผ้ายันต์ที่ใช้ วิธีการเขียนขณะประทับทรงมีทั้งผืนเล็ก ผืนใหญ่ ที่ทำเป็นธงก็มี ส่วนผ้ายันต์เขียนที่ดำเนินการทำอย่างเป็นทางการ คือ ผ้ายันต์เขียนบนผ้าดิบด้วยดินสอในพิธีชุมนุมเทวดา ภายในพระธาตุ เขียนทั้งหมด 99 ผืน ต่อมาภายหลังเมื่อมีการสร้าง ผ้ายันต์สุริยันจันทรา หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ผ้ายันต์พ่อ ผ้ายันต์แม่ ขึ้นมานั้น ได้มีการนำผ้ายันต์เขียนดินสอดังกล่าวมาสกรีนด้วยแบบพิมพ์ผ้ายันต์พ่อ โดยใช้สีชมพู แต่ไม่ได้สกรีนทั้งหมด จึงมีบางส่วนเป็นผ้ายันต์ผ้าดิบที่เขียนด้วยดินสอเฉย ๆ และทั้งหมดถือเป็นผ้ายันต์ที่หายาก เพราะสร้างเพียง 99 ผืนดังกล่าวสำหรับรายละเอียดต่าง ๆ จะขอนำไปกล่าวถึงในภาควัตถุมงคลอีกครั้ง ในส่วนของขั้นตอนและพิธีกรรมต่าง ๆ ของการสร้างหลักเมืองในเวลาต่อมานั้น ผู้เขียนอยากจะเรียนว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมดบางเหตุการณ์อาจจะไม่สามารถลำดับก่อนหลังได้ เมื่อพูดไปถึงเรื่องอะไรก็จะขออธิบายรายละเอียดไปเลย บางครั้งอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังก่อนการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนจึงขอให้ท่านผู้อ่านเข้าใจตามนี้ด้วยครับ อย่างไรก็ตามจะพยายามเรียงลำดับหรือให้เข้าใจเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งต่อจากตรงนี้จะขอเริ่มต้นที่การจัดหาไม้ตะเคียนทองที่จะนำมาแกะเป็นหลักเมือง ได้มีการป่าวประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า ทางคณะกรรมการมีความประสงค์อยากได้ต้นตะเคียนทอง ขอให้ผู้ที่พบเห็นหรือทราบว่ามีอยู่ตรงไหนให้มาบอกด้วย ทั้งนี้องค์จตุคามรามเทพได้บอกกับท่านสรรเพชญว่า ให้หาไม้ตะเคียนทองจากเขาหลวง ซึ่งต่อมาไม่นานมีพรานป่าเดินทางมาบอกกับทางท่านสรรเพชญว่า มีตะเคียนอยู่ต้นหนึ่งอยู่บนสันเขาหลวง ซึ่งตัวเขาเห็นมาตั้งแต่เขาเด็ก ๆ ขณะตามพ่อไปหาของป่าและล่าสัตว์ โดยตะเคียนต้นนี้มีลักษณะพิเศษคือ บริเวณใต้ต้นจะสะอาดเตียนโล่งเป็นวงกลมรอบต้น เหมือนกับมีใครมากวาดอยู่ตลอดเวลา และตั้งแต่เห็นมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 60 ปี ตะเคียนทองต้นนี้ก็ยังมีขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือ โดยที่ขนาดต้นไม่ใหญ่มากนัก องค์จตุคามรามเทพจึงบอกว่า ใช่แล้วให้ไปนำมาแกะเป็นหลักเมือง ท่านสรรเพชญจึงมอบหมายให้นายปทุม ไปดำเนินการพร้อมทีมงานที่มีความชำนาญเพราะมีอาชีพตัดไม้และค้าไม้อยู่ในท้องถิ่นนั้น สำหรับผู้ชำนาญงานตัดต้นไม้นั้นโดยทั่วไปจะสามารถกำหนดได้ว่าจะตัดให้ล้มไปทางทิศใดก็ได้ แต่เมือมาตัดต้นตะเคียนทองต้นนี้ปรากฎว่าไม่สามารถบังคับทิศทางการล้มให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ทำให้ต้นตะเคียนล้มลงไปในด้านที่เป็นเหว จึงต้องทำการลากดึงขึ้นโดยใช้เชือกผูก แต่ไม่สำเร็จ ใช้เชือกลากโยงเข้ากับเครื่องก็ยังดึงไม่สำเร็จคุณปทุมหัวหน้าทีมจึงรีบกลับลงมาแจ้งท่านสรรเพชญซึ่งขณะนั้นกำลังทำพิธีประทับทรงองค์จตุคามรามเทพอยู่พอดี ท่านพ่อจตุคาม จึงสั่งให้เตรียมหมากพลู พร้อมกับเขียนผ้าขึ้นหนึ่งผืนบนผ้าสีเหลืองให้คุณปทุมโพกผ้ายันต์ และนำหมากพลูไปขอกับรุกขเทวดาที่รักษาต้นตะเคียน คราวนี้สามารถดึงต้นตะเคียนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
 
2-2007~3-(1).JPG  
 
1-2007~4.JPG

7-2007~1.JPG

3-2007~3-(1).JPG

4-2007~3.JPG

5-2007~1.JPG

6-2007~1.JPG

 
ขั้นตอนต่อไปคือการนำต้นตะเคียนเข้าเมือง ซึ่งต้องมีการเตรียมการจัดพิธีกรรม เตรียมเครื่องเซ่นสังเวยสิ่งสำคัญคือต้นกล้วย และในการต้อนรับต้นตะเคียนทองนี้ องค์จตุคามรามเทพกได้สั่งให้ทำผ้ายันต์ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อเป็นการรับขวัญ ผ้ายันต์ชุดนี้คือ ผ้ายันต์สุริยัน จันทรา หรือผ้ายันต์พ่อ ผ้ายันต์แม่ จะเป็นผ้ายันต์ที่มี 2 แบบ คือ เป็นผ้ายันต์สุริยัน ผืนหนึ่ง ผ้ายันต์จันรา อีกผืนหนึ่ง เป็นผ้ายันต์สกรีนผ้าดิบสีน้ำเงินด้วยหมึกสีเหลือง รูปแบบภายในเหมือนกัน คือตรงกลางเป็นรูปพระธาตุ ล้อมรอบด้วยรูปสัตว์ 12 นักษัตรและรอบนอกเป็นราหูอมพระจันทร์ อมพรอาทิตย์ 8 ตัว เรียงต่อกันเป็นวงกลม

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านสรรเพชญ เล่าให้ผู้เขียนฟังคือ ในขณะที่นำต้นตะเคียนทองมารออยู่ก่อนเข้าเมืองได้กำหนดพิธีการให้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดชัยมงคลคาถาต้อนรับ ซึ่งพระองค์ที่นิมนต์มามีความสนิทสนมดีกับท่านสรรเพชญ มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัด ๆ หนึ่ง ได้ทำการสวดมนต์ตามกำหนดดังกล่าว แล้วเมื่ออัญเชิญต้นตะเคียนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เวลาผ่านไปประมาณ 1เดือนเศษๆ เจ้าอาวาสองค์ดังกล่าวได้เดินทางมาพบท่านสรรเพชญด้วยใบหน้าที่อิดโรยเหมือนคนไม่ได้นอนมาเป็นเวลานาน บอกว่าอาตมาไม่ไหวแล้ว ตลอดเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา แทบจะไม่ได้นอนเลย ท่านสรรเพชญจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้นละท่าน ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ก็ต้น ตะเคียนนะซิไปกวนอาตมาทุกคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไปต่อว่าอาตมาว่า สวดมนต์ไม่ถูกต้อง สวดผิด ๆ ถูกๆ อยากปรึกษาโยมว่าจะทำอย่างไรดี ท่านสรรเพชญรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนนิมนต์ท่านมาทำพิธี ไม่นึกว่าจะนำความลำบากมาให้ท่าน จึงขอให้องค์จตุคามรามเทพช่วย ต่อมาความเป็นอยู่ของเจ้าอาวาสก็ปกติกลับสู่สภาพเดิม ก่อนลาไปในฉบับนี้อยากย้ำถึงเรื่องของโหราศาสตร์ที่ได้เรียนไว้ในช่วงต้นเพื่อให้ทุกท่านระมัดระวังและป้องกันตัวไว้ สิ่งที่จะมาช่วยบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเหตุการณ์บ้านเมืองและดวงชะตาชีวิตของตัว เองก็คือ พระผงสุริยันจันทรา ตามที่เคยอธิบายไว้ในฉบับเดือนสิงหาคม 2546
 

 
ผ้ายันต์พ่อ ผ้ายันต์แม่


247A0~1.JPG    25944~1.JPG

 
ความแตกต่างคือขนาดของลายยันต์ ผ้ายันต์สุริยันจะใหญ่กว่า และลักษณะราหูทั้ง 8 แตกต่างกันคือ ผ้ายันต์สุริยัน ราหูเป็นลายเส้นธรรมดา ส่วนผ้ายันต์จันทรา ราหูจะมีชฎาสูงขึ้นเป็นชั้น ๆ และเครื่องทรงต่าง ๆเป็นลักษณะทรงเครื่อง มีลวดลายมากกว่าราหูของผ้ายันต์สุริยัน
 
องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 20

 
ได้เรียนท่านผู้อ่านในตอนที่แล้วว่า การเสนอเรื่องของการสร้างหลักเมืองคงจะไม่สามารถลำดับเรื่องราวก่อนหลังตามที่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ได้ เนื่องจากเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไล่ ๆ กัน และเวลาได้ผ่านไปนานร่วม 20 ปี การจะนำมาเรียงลำดับให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างทำได้ลำบาก จึงต้องขอยกเอาเหตุการณ์ที่จำเป็น หรือพิธีกรรม พิธีการที่จะต้องมีและเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักเมืองมาเล่าให้ท่านฟังตามที่ผู้เขี ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านสรรเพชญ เป็นเรื่องๆ ไป อย่างตอนที่แล้วได้กล่าวถึง การค้นหาต้นตะเคียนเพื่อนำมาทำเสาหลักเมือง เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วสำหรับตอนนี้ ผู้เขียนจะบอกกล่าวถึงการเตรียมการทางด้านพิธีกรรมบางเรื่อง ซึ่งขอเริ่มต้นที่องค์จตุคามรามเทพ ได้ขอให้ท่านสรรเพชญเดินทางไปบอกกล่าวกับอดีตเจ้าผู้ครองนครในแต่ละยุคสมัยตามหัวเมืองต่าง ๆ หลายเมืองด้วยกันว่า ให้มาช่วยสร้างหลักเมือง การที่องค์จตุคามรามเทพสั่งให้มาช่วยกันสร้างหลักเมืองนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของประเพณีปฎิบัติ เนื่องจากท่านเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้มาก่อน และ ในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นยุคของท่านที่จะมาเผยแผ่บารมี ซึ่งเคยยิ่งใหญ่มาแต่ครั้งอดีต เพื่อกลับมาช่วยเหลือบ้านเมืองและประชาชนของท่าน สำหรับการเลือกคนให้นำคำสั่งของท่านไปบอกกล่าวต่อวิญญาณในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามหัวเมืองต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่ว่าใครไปก็ได้ เพราะถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ คงไม่มีใครกล้าไปพูดตามคำที่ท่านพ่อบอกให้พูดได้เรื่องนี้จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของท่านสรรเพชญ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีจิตใจเข้มแข็งมีจิตใจที่กล้าหาญ ผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายมาแล้วอย่างโชกโชน ที่สำคัญคือได้ผ่านการคัดเลือกมาจากองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ มาแล้วตั้งแต่ต้น ถึงตรงนี้ต้องเขียนถึงสิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ความคิดและความตั้งใจของท่านสรรเพชญ เนื่องจากผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องที่ได้รับการขอร้องหรือถูกคัดเลือกจากองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพและบุคคลอื่นๆ จากราชวงศ์ของท่านบ่อยครั้ง แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงความรู้สึกในส่วนของท่านสรรเพชญว่า คิดอย่างไรถึงได้ยอมรับปากดำเนินการทำเรื่องราวต่าง ๆ ให้ เหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนเรียนต่อท่านผู้อ่านไปแล้ว คือการต่อรองในเรื่องความรู้เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์อีกเหตุผลหนึ่งที่ท่านบอกเล่ากับผู้เขียนก็คือ องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ถือเป็นเทพที่มีกฤษดาภินิหารชั้นสุดยอด ผู้เขียนขอขยายความต่อนะครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่ท่านสรรเพชญจะได้พบกับองค์ท่านพ่อท่าน ได้พบเห็นและสัมผัสกับจิตวิญญาณที่มาประทับทรงในร่างของมนุษย์มาแล้วมากมาย ทั้งที่เป็นวิญญาณธรรมดา เรื่อยไปจนถึงเทพ ต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปการเข้าทรงก็ถือกันว่าไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา ทุกคนต้องคิดว่าผู้มาเข้าทรงจะต้องมีอิทธิฤทธิ์และความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิญญาณหรือเทพองค์นั้น ๆ โดยปกติความสามารถก็สูงต่ำไม่เท่ากันอยู่แล้ว จากที่ท่านพบเห็นมาท่านรู้สึกเฉย ๆ ยังไม่เห็นองค์ไหนเข้าขั้น ท่านจึงได้ตั้งปณิธานว่า ถ้าไม่สุดยอดจริง ๆ ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย แต่เมื่อได้พบองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพแล้วท่านยอมรับว่ายอดเยี่ยม แน่นอนครับต้องมีการทดสอบเพื่อพิสูจน์กันมาแล้วว่าเก่งจริงหรือไม่ ซึ่งท่านบอกกับผู้เขียนว่า ท่านทดสอบอีกจนแน่ใจว่าสุดยอดท่านจึงยอมช่วย มีบางเรื่องที่ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังแต่ไม่อาจถ่ายทอดลงในข้อเขียนนี้ได้ สรุปเป็นว่า ท่านต่างฝ่ายต่างเลือกซึ่งกันและกัน พิธีกรรมต่อไปคือการทำลายอาถรรพ์คำสาปต่าง ๆ ที่เมืองนครศรีธรรมราชเคยถูกศัตรูกระทำเอาไว้ซึ่งเคยเรียนต่อท่านผู้อ่านในตอนต้น ๆ แล้วว่า มีหลายครั้งหลายหน การแก้ไขทำลายอาถรรพ์จึงต้องทำหลายอย่าง แต่ผู้เขียนจะนำมาเล่าเป็นบางพิธี พิธีแรกคือการทำพิธีทางไสยศาสตร์ใกล้ ๆ กับหินแกะสลักอันหนึ่งที่คนทั่วไปเรียกกันว่า เป็นพระ ความยากของการทำพิธีคือ นอกจากตั้งโต๊ะประกอบพิธีกรรมแล้ว ถ้าจะให้พิธีเสร็จสิ้นและสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ ต้องปัสสาวะรดหินก้อนดังกล่าว ท่านสรรเพชญเองเข้าใจถึงพิธีการว่ามีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก จะหาใครไปยืนฉี่รดก้อนหินที่คนเขาเคารพนับถือกันกลางวันแสก ๆ ท่านจึงเรียนกับท่านพ่อว่าท่านคงทำไม่ได้ แต่ท่านพ่อยืนยันว่าต้องทำได้ เพราะได้ฤกษ์ยามในการประกอบพิธี ต้องหาคนไปฉี่รดก้อนหินให้ได้รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านติดตามได้จากบทความของท่านสรรเพชญ ซึ่งท่านเขียนส่งมาให้ผู้เขียน แต่ยังไม่เคยนำลงที่ใดมาก่อน เป็นบทความเรื่อง " กรุงศรีธรรมโศกถูกสาปจริงหรือ ? ”เป็นตอนต่อจากบทความที่เคยลงในหนังสือแจก ในพิธีเปิดศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ผู้เขียนตัดตอนมาแต่เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมดังกล่าว เชิญติดตามครับ แต่จุดมุ่งหมายแท้จริงอยากจะชี้ให้เห็นถึงอาถรรพ์คำสาปกรุงศรีธรรมโศก ที่พวกเขมรทำไว้ เชื่อกันว่าในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของเขมร เมืองนครศรีธรรมราชและดินแดนในแถบคาบสมุทรภาคใต้ตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรอยู่เป็นเวลาหลายปี พวกเขมรได้เข้าไปสร้างเทวสถานด้วยหินฟองน้ำไว้หลายแห่ง แต่ในปัจจุบันนี้ถูกรื้อทำลายไปจนหมดสิ้น เหลือแต่ฐานรากอยู่ในเขตอำเภอขนอม อำเภอสิชล พอสังเกตุเห็นได้ ก่อนสมัยที่ผู้เขียนจะทำหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ องค์จตุคามรามเทพขอร้องให้ผู้เขียนช่วยทำลายอาถรรพ์คำสาปของพวกเขมรที่เรียกกันว่า “หินหลัก ” ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า “ พระสยม ” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระมหาธาตุเจดีย์ มีเรื่องแปลกประหลาดที่สมควรจดบันทึกไว้ก็คือ ในวันเวลาที่ผู้เขียนและองค์จตุคามรามเทพร่วมกันกำหนดขึ้นเพื่อทำพิธีสะกดหินหลัก ให้เสื่อมคลายพิษร้ายแรงนั้น ได้เกิดปรากฎการณ์ที่น่าสนใจดังนี้ เมื่อผู้เขียนและคณะกรรมการสร้างหลักเมืองได้เดินทางไปถึง หินหลัก ผู้เขียนได้ทำพิธีตามฤกษ์ผานาทีตามที่วางไว้จนหมดสิ้น ยังขาดอยู่แต่หาคนอุตริใจกล้าพอที่จะเยี่ยวรด ในทำนองการตรวจน้ำคว่ำขันตัดญาติ ขาดมิตร อย่างชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ กันในชาตินี้ เพราะเป็นสถานที่โล่งแจ้งในเวลากลางวัน ผู้คนผ่านไปมาเห็นเข้าก็จะถูกกล่าวหาว่าอุจาด และลบหลู่ดูหมิ่นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงรีรอกันอยู่ จะว่าเป็นเหตุบังเอิญ หรือฟ้าดินบันดาลก็ไม่อาจจะทราบได้ มีคนบ้าคนหนึ่งเป็นชายนุ่งกางเกงใส่เสื้อสกปรกมอมแมมเดินผ่านมา โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่มีใครร้องขอ ตรงเข้าไปเยี่ยวรดหินหลัก เสร็จแล้วก็เดินจากไป ทุกคนเห็นเหตุอัศจรรย์มองดูหน้ากันอย่างแปลกใจ เรื่องราวคนบ้าเยี่ยวรดหินหลัก จึงกลายเป็นตำนานส่วนหนึ่งของการสร้างหลักเมือง พวกเราตั้งข้อสังเกตุกันว่า ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ตามขั้นตอนการสร้างหลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร มีการตั้งโรงเลี้ยงเพื่อให้ผู้คนเดินทางไปร่วมงานทำบุญด้วยความศรัทธาจากทุกอำเภอและแดนไกล จะได้ไม่เดือดร้อนลำบาก จึงจัดอาหารคาวหวานไว้เลี้ยงกินกันตลอดงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ช่วยกันล้างถูเก็บกวาดเสียสละเงินทองช่วยเหลือ หรือไมก็นำสิ่งของเช่น ข้าวสาร ปลาสด ปลาแห้ง เนื้อนานาชนิด พืชผักผลไม้ ขนมนมเนยไปให้ จนคณะกรรมการสร้างหลักเมืองเกือบไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเลย ที่น่าแปลกใจคือ ทุกครั้งที่มีพิธีสำคัญ ไม่ทราบว่าพวกคนบ้ามาจากไหน รู้ได้อย่างไร พากันเดินทางไปกินอาหารอิ่มเอมเปรมปรีด์ คนที่พอมีสติอยู่บ้าง ก็ช่วยปัดกวาดล้างถ้วยล้างจานจนดึกจนดื่นไม่มีใครรังเกียจเดียจฉันท์ ต่างจุนเจือเผื่อแผ่ด้วยความเมตตา ครั้นเสร็จงานก็หายไป เป็นอยู่อย่างนี้จนถึงปัจจุบัน คราใดที่ผู้เขียนเดินทางไปที่หลักเมืองก็ยังมีคนสติไม่ดีคนหนึ่ง ซึ่งบ้านเรือนอยู่แถวนั้น ไม่ทราบว่ารู้ได้อย่างไร รีบไปหาผู้เขียนยกมือขึ้นไหว้ขอเงิน 5 บาท ให้ 10 บาทก็ไม่เอา ทำให้คิดว่าความวิปลาศของดวงจิตที่แตกสลายนั้นอาจมีญาณหยั่งรู้ หรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดดลจิตดลใจบันดาลให้เกิดรู้เรื่องในเรื่องนั้น หรือเป็นการแผ่บารมีธรรมของพระเทวโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่พยายามช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ความเมตตากรุณาแม้คนเสียสติวิกลจริตก็ยังรับรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตามที่ได้เล่ามานี้ก็เพื่อบอกให้ทราบถึงอาถรรพ์คำสาปกรุงศรีธรรมโศก มิใช่แต่เฉพาะปรากฏในรูปดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราชเก่าเท่านั้น ยังต้องมนตราอาถรรพ์ของพวกเขมรในรูปการสร้างศิวลึงก์และการประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปราสาทหินแบบบรรยงค์ (ศิลปบายน) ตามเมืองสำคัญต่าง ๆ ของประเทศไทย ผู้เขียนและคณะกรรมการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช คงทำได้เพียงประกอบพิธีกรรม สะกดหินหลัก ดังที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น พิษร้ายแห่งแรงอาถรรพ์จึงยังคงมีอยู่ ปรากฏออกมาในลักษณะการทำร้ายบ้านเมืองตนเองแบบต่าง ๆ เสมอ
 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top