บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 21-25

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่
21


ขออนุญาตเล่าต่อถึงพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อีกพิธีหนึ่ง มีความสำคัญมากในการแก้ไขอาถรรพ์ คำสาป ก่อนที่จะดำเนินการสร้างหลักเมือง นั่นคือ การเผาดวงชะตาเมืองดวงเก่า ซึ่งพิธีกรรมนี้จัดขึ้นที่วัดเขาชะเมา โดยนำเอาดวงชะตาเมือง ที่ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุปูมโหร ตั้งแต่ครั้ง พ.ศ.1830 ซึ่งท่านสรรเพชญ เก็บไว้และอ่านได้ว่าเป็นการผูกชะตาเมืองที่จงใจให้บ้านเมืองประสบแต่เคราะห์ร้าย หรือที่เราเข้าใจกันมาตั้งแต่ต้นว่า เป็นเมืองที่ถูกสาปด้วยการกระทำทางโหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ บรรจุลงในโลงขนาดเล็กที่สร้างจำลองขึ้นมา แล้วนำไปตั้งที่เมรุของวัด เหมือนหนึ่งการทำพิธีฌาปณกิจศพ แต่เวลาที่จะใช้เป็นฤกษ์ในการทำพิธี คือ วันเดือนมืด ตอนเที่ยงคืน ประรำพิธีมีการโยงสายสิญจน์ล้อมรอบเมรุ มีปริมณฑลให้ผู้เข้าร่วมพิธีอยู่ในวงสาย สิญจน์ โดยท่านพ่อจตุคามสั่งว่าระหว่างการประกอบพิธีห้ามผู้ใดออกนอกวงสายสิญจน์โดยเด็ดขาด

 ท่านสรรเพชญเล่าว่า บรรยากาศในขณะนั้นชวนให้ขนพองสยองเกล้า เพราะเงียบสงัดและมืดสนิทแถมยังอยู่ในบริเวรเมรุของวัด ที่ผ่านการเผาศพมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ภายในเมรุ เมื่อเหยียบลงไปเท้าจะจมขี้เถ้าเกือบครึ่งแข้ง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าขี้เถ้าเหล่านั้น คือเถ้าอันเกิดจากการเผาศพ ซึ่งมีทั้งเถ้าถ่านที่เกิดจากไม้และจากซากศพ เมื่อเริ่มพิธีเผาองค์จตุคามรามเทพในร่างทรงก็หยิบมีดสั้นขึ้นรำ พร้อมกับหัวเราะดังก้องกังวาน ทำให้ผู้ร่วมพิธีต่างขนลุกขนพองกันทั่วหน้า บางคนถึงกับตัวสั่นงันงก ไม่แต่เพียงเท่านั้น ในเสียงหัวเราะก้องกังวานขององค์จตุคามรามเทพในหูของทุกคน แว่วเสียงไชโยโห่ร้อง เสียงกองศึก แทรกเข้ามาให้ได้ยินอย่างชัดเจน เหมือนกับมีกองทหารขนาดใหญ่มาล้อมอยู่โดยรอบ ยิ่งทำให้หวาดผวา บางคนถึงกับตัวแข็งทื่อไม่ไหวติงท่านสรรเพชญเล่าว่าบรรยากาศในขณะนั้นถ้าท่านลุกขึ้นวิ่งเสียคนรับรองว่าทุกคนต้องวิ่งกันป่าราบแน่ ๆ แต่เนื่องจากท่านรู้สึกเฉย ๆ ไม่หวาดกลัวอะไร พิธีจึงผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย หลายท่านอาจสงสัยและเกิดคำถามว่า ทำไมจึงต้องเผาดวงเมืองเก่า เผาเพื่ออะไร ตามความเห็นของผู้เขียน เข้าใจว่าคงเห็นเหตุผลหรือเคล็ดลับในทางไสยศาสตร์ ซึ่งรายละเอียดวิธีการข้างในนั้น เราไม่สามารถทราบได้ แต่พิจารณาโดยหลักการแล้ว เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เริ่มตั้งแต่การเผา การเผาคือการทำลาย ทำให้สูญหายกลายเป็นเถ้าถ่าน เปรียบได้กับคนที่ตายไปแล้วนำไปเผา ดวงเมืองก็เหมือนกันการนำไปเผาก็แสดงให้เห็นว่าดวงชะตานี้ได้ตายไปแล้ว จึงเผาทิ้งเสีย เป็นการทำให้ชีวิต ๆ หนึ่งก็คือเมืองนครศรีธรรมราชที่มีดวงชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดขึ้นมาเหมือนถูกสาปตายไปพร้อมกับการเผาแบบเดียวกับคน ๆ หนึ่ง เพื่อที่จะกำหนดดวงชะตาขึ้นมาใหม่ นั่นคือการทำให้เกิดชีวิตขึ้นมาใหม่ตามเวลา ฤกษ์ยามที่ทำให้ดวงชะตาชีวิตดีตามหลักของวิชาโหราศาสตร์
 
 แต่ยังมีข้อน่าสังเกตุอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดเป็นคำถามตามมาอีกก็ได้ ผู้เขียนจึงอยากจะพูดถึงเสียเลย นั่นคือ เมื่อเผาแล้วอาถรรพ์คำสาปจะหายไปหรือไม่ เรื่องนี้ผู้เขียนจะขอย้อนไปที่ข้อเขียนของท่านสรรเพชญ ในตอนที่แล้วในช่วงที่ไปทำพิธีสะกดหินหลัก ซึ่งท่านได้บอกไว้ว่า ถึงแม้จะทำพิธีแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าอาถรรพ์ต่างๆ จะหมดไปร้อยเปอร์เซนต์ ทำได้เพียงสะกดไม่ให้อาถรรพ์ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับการเผาดวงเมือง ผู้เขียนเองก็เชื่อว่าคงไม่ทำให้ทุกอย่างเป็นปกติได้ร้อยเปอร์เซนต์ เปรียบเหมือนกับคนที่ตายแล้วเผาไปแล้ว วันดีคืนดี หรือวันไม่ดีคืนไม่ดี ก็อาจจะเป็นผีกลับมาหลอกหลอนได้อีก ก่อนกล่าวถึงเรื่องราวต่อไป ขอกลับมายังคำถามของท่านผู้อ่านทีมีมาถึงผู้เขียน เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถก็แล้วกัน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีผู้ติดตามเรื่อง องค์ราชันดำ โทร.มาถามรายละเอียดต่าง ๆ หลายรายและในหลายๆ เรื่องด้วยกันเรื่องหนึ่งที่สอบถามกันมากก็คือเรื่องเกี่ยวกับพระผงสุริยันจันทรา เนื่องจากมีการแบ่งแยกออกมาว่า พระพิมพ์ใหญ่ คือพระสุริยัน พระพิมพ์เล็กก็คือ พระจันทรา เหมือนกับผ้ายันต์พ่อ ผ้ายันต์แม่ ก็คือผ้าสุริยันจันทราที่เป็นสีน้ำเงินสกรีนเหลือง ทำพระพิมพ์เล็กเป็น 2 แบบ แต่ออกมาพร้อมกันจึงทำให้คนคิดว่า น่าจะเป็นพระที่มีความแตกต่างเพราะมีชื่อเหมือนกันไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่พิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่เท่านั้น

 
25944~1-(1).JPG
 
เมื่อมีความรู้สึกว่าไม่เหมือนกัน จึงเกิดคำถามที่ผู้อ่านหลายท่านถามว่า มีวิธีการใช้อย่างไร ควรจะแขวนพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ดี ก่อนอื่นผู้เขียนขออธิบายว่า สุริยันจันทรา ซึ่งในช่วงแรก ๆ หลายคนได้ยินได้ฟังแล้วอาจจะคิดว่าเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเหมือนชื่อนิยาย หรือเรื่องราวในหนังกำลังภายใน ฟังแล้วลิเก แต่แท้ที่จริง 2 คำนี้มีความหมายลึกซึ้ง คงเป็นที่รู้จักกันว่า คำว่า “ สุริยัน ” ก็คือ พระอาทิตย์ “ จันทรา ” ก็คือพระจันทร์ ที่ผ่านมาเรามักจะให้พระอาทิตย์เป็นตัวแทนของผู้นำฝ่ายชาย และ พระจันทร์เป็นผู้นำฝ่ายหญิง เหมือนกับที่เรากล่าวถึง ท่านพ่อสุริยัน ท่านแม่จันทรา ซึ่งเป็นพระราชบิดา พระราชมารดาของท่านพ่อจตุคามรามเทพ ซึ่งเป็นการยกย่องให้เกียรติมิได้หมายความว่า ท่านชื่อสุริยัน กับจันทรา แต่จริงๆแล้วท่านมีชื่อของท่านอยู่ทั้งสองพระองค์ ซึ่งผู้เขียนจะขอเก็บไว้กล่าวถึงในช่วงของประวัติขององค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ นอกจากการยกย่องให้เกียรติว่าท่านทั้ง 2 คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ซึ่งหมายถึงฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแล้ว ในระดับของ ท่านคือ พระมหากษัตริย์ และ พระราชินี ก็จะถือว่าท่านเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ของประชาชนในประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบย่อยลงไปในระดับครอบครัว พระอาทิตย์ คือ พ่อ พระจันทร์ คือ แม่ ที่เปรียบพระอาทิตย์เป็นพ่อ ก็คือเป็นผู้ให้กำเนิด ถ้าเราพิจารณาตามหลักธรรมชาติจะพบว่าพระอาทิตย์มีความร้อนหรือความอบอุ่นเป็นตัวที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต ยกตัวอย่างไข่ของสัตว์ปีก แม่จะต้องกกไข่ให้เกิดความร้อน ความอบอุ่น ไข่นั้นถึงจะเป็นตัว เมล็ดพืชต้องมีความร้อนความอบอุ่นถึงจะงอก เพราะฉะนั้น พ่อเป็นผู้ทำให้เกิด พระจันทร์เปรียบเหมือนแม่ แม่จะเป็นผู้เลี้ยงดูให้ลูกเติบโต เริ่มตั้งแต่ให้นมลูกกิน ซึ่งเหมือนพระจันทร์ขึ้นในเวลากลางคืน คนเราจะเจริญเติบโตในเวลากลางคืน เวลานอนหลับ อธิบายมายืดยาว ผู้เขียนขอสรุปเพื่อตอบคำถามนะครับ อยากจะเรียนในเบื้องต้นก่อนว่า จะแขวนพิมพ์ เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เพราะที่ผ่านมาแขวนพิมพ์ใดพิมพ์หนึ่งก็เกิดประสบการณ์ขึ้นมากมายเหมือนกัน และไม่ได้จำกัดนะครับว่า ผู้ชายต้องแขวนพิมพ์ใหญ่ ผู้หญิงต้องแขวนพิมพ์เล็ก ไม่ว่าหญิงหรือชายจะแขวนพิมพ์ใดก็ได้เพราะความหมายไม่ได้อยู่ที่ผู้แขวนแต่อยู่ที่วัตถุมงคลมากกว่า ถ้าพูดถึงคำว่าสุริยันก็หมายถึงพ่อ จันทราก็หมายถึงแม่ ซึ่งทั้งพ่อและแม่ก็หวังดีกับลูกทั้งนั้น มีผู้ถามว่าถ้าแขวน 2 องค์จะดีไหม ขอตอบว่าก็ดี เพราะมีทั้งพ่อและแม่ และก็เหมือนกับว่าเราอยากแขวนวัตถุมงคลหลายองค์ เพื่อความอบอุ่นใจนั่นแหละ เช่น แขวนพระผงสุริยันจันทราแล้ว เรายังอยากแขวนพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ เหรียญเศียรหลักเมือง หรือเหรียญพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ หรือพระพุทธศรีวิชัยอันนำโชคเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่ก็มีผู้ถามเข้ามาอีกว่า จำเป็นไหม ต้องแขวนทั้ง 2 องค์ ขอเรียนว่าไม่จำเป็น อย่างที่เรียนไว้แต่ต้นว่าพิมพ์ใดพิมพ์หนึ่งก็ได้ หาพิมพ์ไหนได้ก็แขวนพิมพ์นั้น ถ้าได้ทั้ง 2 พิมพ์ก็ยิ่งดี ที่ผู้เขียนเรียกว่าพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กก็ได้นั้น อยากให้ท่านผู้อ่านพิจารณารายละเอียดในทั้ง 2 พิมพ์ว่าต่างก็เป็นตัวแทนของระบบสุริยะจักรวาลทั้งคู่ คือ มีทั้งดาวเคราะห์ทั้งแปด ดาว 12 นักษัตร ธาตุทั้ง 4 และ โลก เหมือนกัน เช่นเดียวกัยผ้ายันต์พ่อ ผ้ายันต์แม่ ผู้เขียนแจกไปจำนวนหลายผืน เฉพาะผ้ายันต์แม่ปรากฎว่ามีประสบการณ์ทุกคน บางคนมีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใช้แบบใดแบบหนึ่งก็ได้
จากเหตุผลและรายละเอียดตามที่ผู้เขียนกล่าวมาก็ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู ไหน ๆ ก็พูดถึงการแขวนพระผงสุริยันจันทรามาแล้ว ขอคุยต่อเรื่องนี้อีกหน่อย เป็นเรื่องเบา ๆ ก่อนที่จะกลับเข้าเรื่องอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงแรก ๆ ที่มีการเผยแพร่ พระผงสุริยันจันทรา จนกระทั่งมีคนสนใจและรู้จักกันในวงกว้าง มีผู้สนใจจำนวนมากบ่นหรือปรารภกับผู้เขียนใน 2 เรื่องด้วยกันคือ เป็นพระที่มีขนาดใหญ่มาก และ ทำไมแพงจัง ?

เรื่องแรกที่บ่นกันมากว่าเป็นพระที่มีขนาดใหญ่ ผู้เขียนก็แนะนำว่าให้หาพิมพ์เล็กมาแขวนแทน ถ้าไม่ถนัดจะแขวนพิมพ์ใหญ่ แต่เกือบทั้งหมดจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พิมพ์เล็กก็ยัใหญ่เกินไป แต่เมือเวลาผ่านมา 3 - 4 ปี เดี๋ยวนี้ไม่มีใครบ่นกันเลยว่าใหญ่แขวนไม่สะดวก มีแต่บ่นว่าหาไม่ค่อยได้ ปัจจุบันบางคนแขวนทั้งสองพิมพ์เลก็มีไม่น้อย ผู้เขียนยังเคยเห็นผู้หญิงแขวนพิมพ์ใหญ่เลยด้วยซ้ำไป ความจริงเรื่องขนาดของพระผงสุริยันจันทรา นี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา โดยส่วนตัวผู้เขียนจะเห็นว่าขนาดกำลังดี ถึงแม้จะใหญ่กว่าพระทั่วๆไป แต่น้ำหนักไม่หนักมากถึงแม้จะเลี่ยมหรือใส่ตลับทองความหนาพอประมาณก็ยังไม่หนัก และเมื่อแขวนแล้วดูสวยงามแปลกตาเหมือนเครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องประดับที่มีค่ากว่าเพชรหรือทอง ส่วนเรื่องที่บ่นกันว่าแพง เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ผู้เขียนจะได้ยินคนบ่นว่าแพง ตั้งแต่ราคา 4-5 พันบาท พอถึงหมื่นก็ว่าแพง หลายหมื่นก็ว่าแพง พอขึ้นหลักแสนยิ่งว่าแพง เป็นพระที่ราคาอยู่แค่ไหนก็ว่าแพงเป็นเพราะว่าตอนถูกไม่มีใครสนใจที่สำคัญคือทุกคนคิดว่าเป็นพระใหม่ อายุแค่ 10 กว่าปี ราคาไม่น่าจะถึงขนาดนี้ ผู้เขียนอยากเรียนว่า ถ้าคิดถึงคุณภาพแล้ว ราคาขนาดนี้ไม่แพงหรอกครับ หลายคนบอกว่าแพงตั้งแต่ราคาหลักพัน ก็เลยยังไม่ได้เป็นเจ้าของสักที เพราะแพงอยู่ตลอดเวลา
 

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
 ตอนที่ 22
 


 
คตินิยมในการสร้างรูปเคารพโดยจำลองใบหน้าของกษัตริย์หรือเข้าผู้ครองนครแบบนี้ ไม่น่าจะมีในเฉพาะในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ผู้เขียนเชื่อว่าในแถบอื่น ๆ ของโลกก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน อย่าง เช่นประเทศจีน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นคือ พระพุทธรูปประธานในถ้ำหลังเหมิน ที่ว่ากันว่า สร้างโดยพระนางปูเช็กเทียน และใบหน้ามีส่วนเหมือนหรือจำลองมาจากใบหน้าของพระนาง แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่าสร้างโดยจักรพรรดิ์ถังเกาจง พระสวามี และยังเจาะจงอีกว่าไม่ใช่ใบหน้าของพระนางบูเช็กเทียน แต่เป็นศิลปกรีกผสมอินเดีย ในเรื่องของศิลปะ ผู้เขียนไม่เถียงว่าเป็นศิลปะอินเดีย เพราะนำมาจากอินเดี่ย การสร้างในระยะแรกต้องคงต้นแบบอยู่แล้ว ส่วนที่ว่าผสมกรีก ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะพระพุทธรูปอินเดียยุคต้นได้รับอิทธิพลจากกรีก แต่ทั้งหมดก็เป็นที่เครื่องทรงได้แก่ภูษา และลักษณะของมุ่นพระเกศา ส่วนใบหน้านั้นเป็นใบหน้าที่มีอารมย์เป็นจีนแท้ๆ ครับ เพราะฉนั้นจึงเป็นไปได้ที่อาจจะจำลองมาจากใบหน้าของพระนางบูเช็กเทียน
 
เรื่องที่จะเรียนท่านผู้อ่านลำดับต่อไปคือ การแกะเสาหลักเมือง อันเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากต้องคิดรูปแบบลวดลายขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่มีใครมีประสบการณ์ด้านนี้กันมาก่อน แม้กระทั่งท่านสรรเพชญ จึงเป็นหน้าที่ของท่านในการตั้งโจทย์และตอบคำถามด้วยตัวของท่านเองว่า จะเอาอย่างไรในการกำหนดเค้าโครงสัดส่วน และลวดลาย ความจริงท่านพอมีความคิดอยู่ในใจแล้วว่า จะต้องเป็นลวดลายแบบศรีวิชัยทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ได้ตัดสินใจ และยืนยันในความคิดดังกล่าว จึงได้ศึกษาและรวบรวมรูปแบบลวดลายของสมัยศรีวิชัยไว้จำนวนมากและหลากหลาย ปัญหาสำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้ประกอบกันขึ้นมาแล้วลงตัวสัมพันธ์กันหมดทั้งต้น โดยเฉพาะส่วนบนที่ท่านคิดว่า จะทำเป็นรูปเทวดา 4 หน้า 2 ชั้น รวมเป็น 8 หน้าและจะไม่เลียนแบบหน้าของเทวดา หรือพระพรหมที่มีการสร้างกันอยู่ดาษดื่น เหมือน ๆ กันไปหมด ความต้องการส่วนของท่าน อยากจะให้เป็นใบหน้าจำลองขององค์จตุคามรามเทพ ซึ่งท่านเสาะแสวงหามาตั้งแต่ครั้งพบกับท่านพ่อใหม่ๆ เหตุที่ท่านคิดว่าน่าจะมีรูปเหมือนองค์ของท่านพ่อ เนื่องจากท่านทราบดีและมั่นใจเกี่ยวกับคตินิยมในการสร้างรูปเคารพ ที่เป็นเทวรูปในสมัยโบราณว่าการสร้างรูปดังกล่าวมักจะนำใบหน้าของกษัตริย์ ในสมัยนั้นมาเป็นต้นแบบ อันนี้เป็นทัศนะส่วนตัวของท่านสรรเพชญ ที่วิเคราะห์ด้วประสบการณ์ในลักษณะที่เข้าใจถึงและมีความลึกซึ้งในแง่มุมของประวัติศาสตร์ เมื่อผู้เขียนได้ฟังคำอธิบายของท่านแล้วก็เห็นด้วยทันที เพราะย้อนไปนึกถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เคยผ่านตามา พบว่ามีอยู่หลายสมัยที่พอจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าการสร้างรูปเคารพเช่น พระโพธิสัตว์ พระวิษณุ มักจะมีเค้าพระพักตร์มาจากกษัตริย์สมัยนั้น ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าในแต่ละยุคสมัยก็จะยึดถือประเพณีแบบเดียวกันนี้ ตัวอย่างเช่น ในสมัยบายน ที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานแน่ชัดว่ามีการสร้างรูปเหมือนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7จำนวน 9 องค์ไปประดิษฐานยังที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งพบว่าบางแห่งสร้างในรูปแบบของพระโพธิสัตว์ บางแห่งเป็นรูปเหมือนองค์ท่าน ซึ่งทั้ง 2 แบบมีหน้าตาเหมือนกันหมด เหมือนแม้กระทั่งรูปเคารพขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาไปยังสมัยอื่น ๆ จะพบว่าในแต่ละยุคสมัยหน้าตาของรูปเคารพจะมีความคล้ายคลึงกันในสมัยของตัวเอง อันนี้ต้องแยกเป็นแต่ละท้องถิ่นด้วยนะครับ เพราะในแต่ละแว่นแคว้นจะมีกษัตริย์คนละองค์
 
ว่ากันไปเสียยืดยาว กลับมาเข้าเรื่องกันใหม่ ในการค้นหาของท่านสรรเพชญ ได้พบเทวดารูปหินแกะสลัก 2 องค์ ซึ่งท่านมั่นใจว่าเป็นองค์จตุคามรามเทพ แต่เป็นเทวรูปที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ การจำลองแบบคงทำได้ยาก ยังมีรูปเหมือนที่ท่านสรรเพชญมั่นใจว่าเป็นท่านพ่ออยู่อีกแห่งหนึ่งและเป็นรูปเหมือนที่สัมผัสได้อย่างใกล้ชิด นั่นคือเทวรูปที่บานประตูทางขึ้นบรมธาตุนครศรีธรรมราช อันว่าบานประตูนี้ สร้างขึ้นเป็น 2 บานคู่ คนทั่วไปโดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์เข้าใจและรับรู้กันว่า รูปที่แกะสลักอยู่บนบานประตู คือรูปของพระวิษณุบานหนึ่งและพระศิวะบานหนึ่ง อีกทั้งมีการถกเถียงกันถึงเรื่องของยุคสมัย โดยในส่วนของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยา แต่ในส่วนของท่านสรรเพชญว่าเป็นศิลปะร่วมสมัยกับศิลปะปาละของอินเดีย และมั่นใจว่ารูปทั้ง 2 เป็นองค์จตุคามรามเทพ
 
20070~1.JPG  20070~2.JPG
 
20070~2-(1).JPG
ในส่วนของผู้เขียนมีความเห็นด้วยกับท่านสรรเพชญว่า บานประตูนี้เก่าแก่กว่าสมัยอยุธยา แต่ก่อนจะอธิบายเหตุผลของผู้เขียนเอง จะขอเล่าเรื่องที่ท่านสรรเพชญเคยถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟังเกี่ยวกับเรื่องบานประตูดังกล่าวให้ผู้อ่านได้พิจารณาเสียก่อน
 
ตามที่ได้เรียนต่อท่านผู้อ่านว่า ท่านสรรเพชญมั่นใจว่าเทวรูปที่แกะสลักที่บานประตู คือรูปจำลองขององค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ท่านจึงทำการถอดพิมพ์เฉพาะด้านบนตั้งแต่พระอุระ ขออนุญาตพูดภาษาสามัญก็แล้วกันนะครับ คือตั้งแต่บริเวณเหนือราวนมขึ้นไป จากนั้นหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ นำไปให้องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ดูพร้อมกับถามว่า “ แบบนี้ใช่ไหม ? ” เป็นที่รู้กันระหว่างท่านทั้งสองว่า ท่านสรรเพชญพยายามหารูปเหมือนของท่านพ่ออยู่ คำถามนี้จึงหมายความว่า รูปนี้คือใบหน้าท่านพ่อใช่ไหม ท่านพ่อไม่ตอบ แต่รับรูปเหมือนที่ท่านสรรเพชญส่งให้ ดูแล้วนำไปกอด ด้วยอาการที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องนิ่งอึ้งด้วยความตื้นตัน เหมือนมีก้อนอะไรวิ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย และด้วยอาการแบบนั้นทำให้ทุกคนสรุปได้ว่า นี่คือรูปเหมือนองค์ท่านพ่อ ต่อมาท่านพ่อบอกกับท่าสรรเพชญว่า แต่ก่อนมีเพชรนิลจินดาประดับอยู่เต็มไปหมด แต่พวกมันมาเอาของกูไปจนไม่เหลือ สำหรับรูปปูนปลาสเตอร์ดังกล่าวได้หล่อขึ้นมาตามคำเรียกร้องของผู้เคารพศรัทธาในอภินิหารแห่งองค์ท่านพ่อจำนวนไม่เกิน 100 องค์ ปัจจุบันรู้จักกันในนาม เศียรท่านพ่อรุ่นแรก
 
20070~1-(1).JPG

 
ทีนี้กลับมาคุยกันต่อในเรื่องยุคสมัยของบานประตู จากการที่ท่านพ่อแสดงอาการยอมรับว่ารูปหล่อปูนปลาสเตอร์ที่ถอดพิมพ์มาจากบานประตู คือรูปเหมือนของท่าน ก็พอจะบ่งบอกได้แล้วว่า บานประตูนี้มีอายุเก่าแก่กว่า ยุคสมัยตามที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่สรุป พูดในฐานะที่พวกเราเคารพนับถือและเชื่อมั่น ในอิทธิฤทธิ์แห่งองค์ท่านพ่อ ย่อมต้องเชื่อถือองค์ท่าน เพราะเรื่องนี้ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านสรรเพชญต้องสอบทานกับท่านพ่อเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าการพิจารณาในยุคนี้จะไม่ได้ดูจากหลักฐานทางกายภาพ แต่เป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากและถ้าจะพิจารณากันด้วยหลักฐานทางกายภาพ คือศิลปแห่งรูปแกะสลักบนบานประตูทั้ง 2 บานผู้เขียนเข้าใจว่า การที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่สรุปว่า บานประตูนี้เป็นสมัยอยุธยา น่าจะเป็นการนำไปเปรียบเทียบกับศิลปที่สร้างในสมัยอยุธยา ยกตัวอย่าง บานประตูแกะสลักของวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา บานประตูดังกล่าวเป็นศิลปสมัยอยุธยายุคต้น ตามอายุของวัด มีลักษณะเครื่องทรงทั้งที่เป็นเครื่องประดับและรูปแบบภูษา คล้ายคลึงกับรูป แบบที่ปรากฎ บนบานประตูวัดบรมธาตุกนครศรีธรรมราช ผู้เขียนขออนุญาตออกความเห็นตรงนี้ว่า การสร้างเทวรูปหรือเทวดา ด้วยศิลปแบบนี้ในสมัยสุโขทัยซึ่งเก่ากว่าสมัยอยุธยาก็มี เป็นไปได้หรือไม่ว่าอยุธยารับเอาอิทธิพลจากสุโขทัย เช่นเดียวกับสุโขทัยก็รับอิทธิพลมาจากขอม และรากเหง้าของศิลปขอมก็นำไปจากศรีวิชัย หรืออยุธยาอาจจะเลียนแบบบานประตูวัดบรมธาตุนครศรีธรรมราชไปโดยตรงก็ได้เพราะนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์กับอยุธยาตั้งแต่ครั้งสมัยเป็นยุคอโยธยาก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะตั้งกรุงศรีอยุธยาความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร มีทั้งรบพุ่งกันและเป็นมิตรกัน ซึ่งมีประวัติค่อนข้างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยพระยาศรีธรรมาโศกราช และกษัตริย์พระองค์นี้เป็นผู้บูรณวัดบรมธาตุนครศรีธรรมราช ช่วงเวลานั้นอยู่ประมาณ พ.ศ.1700 กว่า ๆ ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัยเสียอีก
 
ด้วยเหตุผลนี้ก็น่าจะพิจารณาได้ว่า บานประตูวัดบรมธาตุมีอายุเก่าแก่กว่าสมัยอยุธยา ถ้าพิจารณาให้ดี ในรายละเอียดของลวดลายต่าง ๆ จะพบว่าเป็นลายเฉพาะของทางใต้ หรือเป็นลวดลายของศรีวิชัย แต่ปัจจุบันได้ถูกบูรณะซ่อมแซมจนใหม่ และเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย ยังดีที่ท่านสรรเพชญได้ถอดพิมพ์ไว้ก่อนที่จะมีการตกแต่งซ่อมแซมใหม่ จึงทำให้พอเห็นลายละเอียดของเดิมได้
 
มีเรื่องน่าสนใจที่ท่านสรรเพชญเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่งคือ มีฝรั่งชาวเยอรมันคนหนึ่งบินมาเมืองไทยและเดินทางตรงไปที่วัดบรมธาตุนครศรีธรรมราช เพื่อไปดูบานประตูทั้ง 2 บานนี้ เพราะเขาได้ทราบมาว่าบานประตูทั้งสองเป็นบานประตูไม้แกะสลักที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและสร้างขึ้นมาโดยได้รับอิทธิพลและอยู่ร่วมสมัยกับศิลปะปาละของอินเดีย
 
อย่างไรก็ตาม เรื่องยุคสมัยเป็นเรื่องที่แล้วแต่ใครจะเชื่อหลักฐานอะไร ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของแต่ละบุคคล ใครที่สนใจใคร่รู้ก็อาจจะศึกษาค้นคว้าต่อไป

 

 
องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 23

 
หลังจากรวบรวมรูปแบบของลวดลายต่าง ๆ ได้มากพอสมควร ประกอบกับได้ต้นแบบของเค้าพระพักตร์แห่งองค์จตุคามรามเทพ แล้ว ท่านสรรเพชญ จึงกำหนดรูปแบบ วางโครงสร้างตลอดจนแผนการแกะสลักเสาหลักเมือง โดยจัดทำแบบพิมพ์เขียวที่มีขนาดเท่าของจริง และ มีอาจารย์มีชัย อาจารย์ราไว และ อาจารย์มนตรี เป็นกำลังสำคัญในการแกะให้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน สำหรับปัญหาในระหว่างการดำเนินการนั้น มีอยู่ค่อนข้างมากมายทีเดียว ทั้งปัญหาทางตรงที่เกิดขึ้นในการสร้างหลักเมืองและปัญหาทางอ้อมที่ท่านทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความไม่พอใจกับฝ่ายที่ถูกปราบปราม ตลอดจนการกระทบกระทั่งกับฝ่ายต่าง ๆ ทำให้ถูกย้อนกลับมาโจมตีท่านในเรื่องของการสร้างหลักเมือง มีปัญาหาเฉพาะหน้าอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวถึง งานในหน้าที่ของท่านที่ค่อนข้างจะหนักหนาเอาการคือ ในขณะนั้น นครศรีธรรมราชมีปัญหาเรื่องอาชญากรรมที่มีอยู่สูงมาก ประชาชนคนทั้วไปได้รับความเดือดร้อน อยู่ในภาวะหวาดผวา อยู่กันด้วยความหวาดระแวง ไม่รู้ว่าภัยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ จึงค่อนข้างเป็นงานหนักของท่านสรรเพชญในการทำหน้าที่ปราบปราม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสุจริตชน ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการสร้างหลักเมือง
 
แต่ด้วยการทำงานเข้มแข็ง การปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ประกอบกับการใช้จิตวิทยาในการกดดันเหล่าโจรร้ายต่างพากันแตกกระเจิดกระเจิง ไม่กล้าออกอาละวาด ท่านเล่าว่า หมู่บ้านไหน ตำบลไหนมีโจรร้ายที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ ท่านจะส่งโลงติดชื่อคนนั้นไปตั้งที่วัดในหมู่บ้าน เหล่าโจรร้ายที่มีจิตใจโหด คอยจ้องทำร้ายและเบียดเบียนประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถึงคราวที่ตัวเองต้องโดนบ้าง ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อหลบลี้หนีหาย ส่วนพวกที่ไม่เกรงกลัวยังทำชั่วอยู่ ก็ถูกจับตายเกือบหมด เมื่อคดีต่าง ๆ ลดลง ท่านสรรเพชญมีเวลามากขึ้น จึงสามารถดูแลให้การสร้างหลักเมืองดำเนินไปได้
 
มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งการแกะสลักเสาหลักเมืองดำเนินมาถึงช่วงไหล่และหน้าอก ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต่อเนื่องมาเป็นเสาอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านสรรเพชญได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งตกลงกับอาจารย์มีชัยว่าจะแกะออกมาเป็นอย่างไร เริ่มต้นตรงไหนก่อนดี มีการนัดแนะวันและเวลาที่จะลงมือแกะไว้แน่นอนปรากฎว่าก่อนที่อาจารย์มีชัยจะมาถึงเล็กน้อย เกิดมีคดีปล้นกันขึ้นในเขตต่างอำเภอ ท่านในฐานะผู้กำกับ ฯ ต้องเดินทางไปสอบสวนและดูสถานที่เกิดเหตุ เพราะเป็นคดีใหญ่ ในระหว่างเดินทางท่านนึกถึงการแ กะเสาหลักเมือง และนึกขึ้นได้ว่าถ้ามีการแกะตามที่ได้ออกแบบและตกลงกับอาจารย์มีชัยไว้ งานที่ได้ออกมาจะผิด เพราะแบบที่ออกไว้ตามความคิดในตอนแรกนั้นเป็นลักษณะจินตนาการว่าเมื่อแกะออกมาแล้ว จะได้ลักษณะที่เข้ากันกับเสาหลักเมืองที่จะต้องแกะต่อไป จึงมุ่งไปแกะตามนั้นโดยไม่ได้มองมุกลับ แต่เมื่อมานึกขึ้นได้และมองกลับอีกมุมหนึ่งในภาพที่สำเร็จเป็นจริงแล้ว ถ้าแกะแบบที่ตกลงไว้จะไม่ถูกลักษณะ เมื่อคิดได้ดังนั้นทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจ เพราะว่า “ ไ ม้ ” เมื่อแกะผิดก็จะเสียเลย แต่ท่านไม่รู้จะทำอย่างไร เนื่องจากติดงานราชการจำเป็น ต้องทำก่อน จะติดต่ออาจารย์มีชัยก็ไม่ได้ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ บริเวณที่ท่านออกไปก็ไม่มีคลื่น ไม่สามารถใช้วิทยุได้ ท่านจึงต้องปล่อยเลยตามเลย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงดึก ประมาณ 3 - 4 ทุ่ม ท่านจึงเสร็จธุระเดินทางกลับและเข้าไปดูที่เสาหลักเมือง พบว่าเสาหลักเมืองในส่วนดังกล่าวยังไม่ได้แกะแต่อย่างใด ตัวอาจารย์มีชัยเองก็ไม่อยู่ ท่านรู้สึกแปลกใจที่ไม่เห็นอาจารย์มีชัย เพราะนัดกันไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาแกะเสาหลักเมืองในช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น แต่ท่านก็รู้สึกดีใจที่อาจารย์มีชัยไม่ได้มาแกะหลักเมืองตามแบบที่ตกลงกันไว้ ทำให้สามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงการแกะได้ทัน
 
วันรุ่งขึ้นอาจารย์มีชัยรีบเดินทางมาพบท่านสรรเพชญแต่เช้า มาถึงก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งเล่าว่าตัวอาจารย์เองเดินทางมาตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อมาถึงก็เปลี่ยนชุดนุ่งขาวห่มขาวตามปกติ เตรียมที่จะจุดธูปเทียนบอกกล่าวต่อองค์จตุคามรามเทพ เพื่อขออนุญาตและขอขมาในการแกะเสาหลักเมือง แต่เกิดเหตุขึ้นอย่างกระทันหันคือ ท่านรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรงปวดจนตัวงอมือไม้สั่น โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติอย่างใดมาก่อน เมื่อเห็นว่าปวดมากจนทนไม่ไหวไม่สามารถลงมือแกะสลักได้ จึงได้เดินทางกลับบ้านไปพักผ่อนให้หายเสียก่อน
 
ท่านสรรเพชญ จึงบอกให้อาจารย์มีชัยสบายใจว่า ไม่ได้แกะก็ดีแล้ว เพราะถ้าได้แกะตามแบบที่ได้คุยกันไว้จะผิดรูปทรงที่ได้ จะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ท่านสรรเพชญพูดพร้อมอธิบายต่อว่า ควรจะแกะแบบไหนจึงจะออกมาถูกต้องตามที่คาดไว้ อาจารย์มีชัยก็เห็นด้วย พวกเราจึงได้เห็นหลักเมืองที่มีความงดงาม ลงตัว มองมุมไหนก็กลมกลืน มีคุณค่าทางศิลปะแสดงออกหรือถ่ายทอดให้เห็นศิลปแห่งอาณาจักรศรีวิชัยอย่างชัดเจน
 
จากที่เรียนต่อท่านผู้อ่านมานี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเกล็ดเล็กน้อย แต่ถ้าคิดให้ดีต้องถือว่า เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวเพราะเสาหลักเมืองเป็นเครื่องมือหลักในการประกอบพิธีแก้อาถรรพ์คำสาปในครั้งนี้ ถ้าแกะผิดพลาดก็จะได้หลักเมืองที่ไม่สวยงาม แทนที่จะทำให้คนชื่นชม กลับกลายเป็นสิ่งที่ค้างคาใจและถูกตำหนิติเตียน เพราะเสาหลักเมืองจะต้องตั้งคงอยู่อีกนานแสนนานจะมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้บูชาตลอดทั้งปี ถ้าแกะเสาหลักเมืองออกมาแล้วไม่สวยตามที่อยากจะให้เป็น จิตใจของคนสร้างและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ก็คงไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย ความอิ่มเอิบใจ ความภาคภูมิใจ ก็คงหดหายไป ถ้าอยากจะแก้ไขแกะสลักกันใหม่ก็ไม่มีไม้ตะเคียนทองที่มีคุณสมบัติพิเศษเหมือนกับไม้ตะเคียนทองต้นนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเหมือนกับได้รับการบันตาลให้มารอไว้ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทีนี้เราลองมาพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาจารย์มีชัย ที่อยู่ ๆ เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงขึ้นมาโดยกระทันหัน เรื่องนี้ก็คงจะเดากันได้นะครับว่า ต้องเป็นอภินิหารขององค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพอย่างแน่นอน ผู้เขียนเชื่อว่าเพียงแค่ท่านสรรเพชญนึกขึ้นมาได้ กระแสความรู้สึกนึกคิด ก็คงจะต่อไปถึงท่านพ่อ และท่านพ่อก็คงจะบันดาลให้อาจารย์มีชัยมีอาการดังกล่าวเพื่อหยุดภาระกิจในการแกะสลักหลักเมืองเป็นการชั่วคราว ความผิดพลาดในการทำหลักเมืองจึงไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างจึงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราวกับว่าภาระกิจอันนี้ไดถูกตั้งโปรแกรมไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินงาน ก็จะถูกขจัดออกไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอันเกิดจาก อภินิหารแห่งองค์จตุคามรามเทพ

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ตอนที่ 24
 

 
การแกะเสาหลักเมืองดำเนินไปเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีเศษ จึงเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือการตกแต่งประดับเสาหลักเมืองให้สวยงามตระการตาด้วยการปิดทอง และประดับอัญมณีตามจุดต่างๆ โดยการป่าวประกาศให้ประชาชนทั่วไป ที่มีจิตศรัทธานำสิ่งของดังกล่าวมาร่วมทำบุญ ซึ่งปรากฎว่ามีประชาชน นำเพ็ชรนิลจินดาอัญมณีต่าง ๆ รวมทั้งทองคำเปลวมาร่วมกันมากมาย การตกแต่งจึงดำเนินการต่อจนเสร็จเรียบร้อย
 
มีจุดสำคัญประการหนึ่ง ที่ต้องเล่าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบของเสาหลักเมือง นั่นคือ ตาขององค์หลักเมือง ที่ไม่ใช่เป็นการแกะแบบธรรมดา แต่มีกรรมวิธีในการสร้างอวัยวะส่วนนี้ที่มีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้น คือ ท่านพ่อจตุคามรามเทพ บอกให้ท่านสรรเพชญ ไปนำไม้ค้ำฟ้า มาจากยอดเขา ซึ่งท่านกำหนดจุดและบอกลักษณะของต้นไม้ที่จะไปขุด เพื่อนำมาทำตาของหลักเมือง ท่านสรรเพชญ จึงส่งคนขึ้นไปบนเขา บริเวณที่ท่านพ่อจตุคามรามเทพบอกไว้ ทำการขุดเอาต้นไม้ค้ำฟ้าที่ต้องการลงมา โดยที่ไม้ค้ำฟ้าดังกล่าว เป็นต้นไม้ที่ตายแล้ว และเหลือเพียงตอ แต่ไม่เน่าเปื่อยผุพัง ทั้งๆ ที่เป็นไม้เนื้ออ่อนและผุง่าย การเดินทางไปขุดครั้งนี้ คนรับหน้าที่ได้รับเสื้อยันต์และอุปกรณ์ในการทำพิธีพลีจากองค์จตุคามรามเทพ เมื่อทำพิธีเรียบร้อยก็ขุดเอามาเฉพาะตอ ทันทีที่นำไม้ขึ้นมา เมฆฝนก็ตั้งเค้าทะมึนลมพายุพัดอย่างรุนแรง ต่อมาฝนก็เทกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไมมีสัญญาณอะไรบอกกล่าวล่วงหน้ามาก่อน พายุฝนตกต่อเนื่องทั้งวันจนน้ำท่วมไปหลายหมู่บ้าน ท่านสรรเพชญถามท่านพ่อว่า ทำไมฝนจึงตกรุนแรงอย่างนี้ ท่านพ่ออธิบายว่า ก็ไปเอาไม้ค้ำฟ้าออกมา ฟ้าก็ต้องรั่วเป็นธรรมดา นี่เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของไม้ค้ำฟ้าต้นนี้ ซึ่งน่าจะเป็นต้นที่ถูกลิขิตหรือบันดาลให้เกิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดเดียวกันนี้ โดยทั่ว ๆ ไปก็คงไม่แสดง อภินิหารให้ได้รับรู้ เช่นเดียวกับต้นตะเคียนที่นำมาแกะสลักเป็นเสาหลักเมือง ก็เป็นต้นที่มีความพิเศษไม่เหมือนกับตะเคียนทองต้นอื่น ๆ
 
เมื่อได้ไม้ค้ำฟ้ามาแล้ว ท่านพ่อจตุคามรามเทพได้ให้ท่านสรรเพชญ นำไม้ไปแช่น้ำเกลือเพื่อรักษาเนื้อไม้และทำให้มีความคงทน อันนี้เป็นเคล็ดลับประการหนึ่งของคนโบราณ ซึ่งท่านพ่อบอกว่า ถ้าแช่น้ำเกลือแล้ว ไม้ค้ำฟ้านี้จะอยู่ได้เป็นพันปี เมื่อกรรมวิธีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ท่านพ่อให้ตัดแล้วหลาวไม้เป็นแผ่นบาง ๆ ขนาดเท่าดวงตา แล้วนำไปติดเป็นดวงตาของหลักเมือง จากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ท่านสรรเพชญตระหนักว่า ไม้ค้ำฟ้าต้นนี้ไม่ใช่ไม้ธรรมดา แต่เป็นไม้ที่มีความสำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์ องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพถึงได้สั่งให้นำมาทำตาของหลักเมืองซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของประสาทสัมผัส 1 ใน 5 ของมนุษย์ และมีความหมายอย่างยิ่ง ขนาดเป็นจุดเล็กๆ องค์ท่านพ่อยังต้องให้นำไม้ค้ำฟ้าต้นนี้มาติด แสดงว่าไม้ค้ำฟ้าดังกล่าวเป็นของวิเศษ ท่านสรรเพชญจึงไม่ปล่อยให้ส่วนที่เป็นรากของไม้ค้ำฟ้าต้นนี้ต้องจมดินผุพังอยู่บนยอดเขา ท่านสั่งให้คนไปขุดมาให้หมดและก็เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ไปขุดต้นมา นั่นคือเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนก็ตกใหญ่อย่างกับฟ้ารั่ว อันเป็นปรากฎการณ์ที่ยืนยันให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของไม้ค้ำฟ้าต้นนี้อีกครั้งหนึ่ง

 
1-2007~1.JPG   2-2007~1.JPG

3-2007~1.JPG   20070~1-(2).JPG  

 
ท่านสรรเพชญ ได้นำรากของไม้ค้ำฟ้าที่ได้มาไปผ่านกรรมวิธีเหมือนครั้งแรก เมื่อเรียบร้อยแล้วท่านพิจารณาเห็นว่ารากไม้มีลักษณะคดไปคดมาและมีความยาวมากพอสมควร แต่ยังยาวไม่พอถึงกับทำเป็นไม้ท้าวได้ ท่านจึงได้แกะไม้ดังกล่าวออกมาเป็นรูปงู และประดับตกแต่งจนมีความสวยงามเพื่อให้องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพปลุกเสกแต่ปรากฎว่า ท่านแม่จันทรา หรือท่านแม่นางพญา ประทับทรงและลงอักขระปลุกเสกจนเรียบร้อย ท่านสรรเพชญเล่าว่า องค์แม่นางพญา ยังพูดสรรพยอกท่านพ่อจตุคามรามเทพว่า ไอ้ดำไม่ได้เรื่อง ต้องกูลงเอง ต่อมาไม้รูปงูดังกล่าวได้ถือเป็นเครื่องสูงอีกชิ้นหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ให้ศักดิ์สิทธิ์ และเมื่องูนี้ปรากฎขึ้นในพิธีกรรมใด ๆ พวกเราจะเดากันได้ว่า เดี๋ยวฝนก็คงตก เพราะพวกเราเห็นกันจนชินแล้ว เมื่อตกแต่งประดับประดาทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังต้องประกอบพิธีต่าง ๆ อีกหลายประการ เพื่อให้ครบถ้วนตามหลักไสยศาสตร์และประเพณีนิยมที่เคยกระทำกันมา พิธี่แรกก็คือ การประกอบพิธีเบิกเนตรองค์หลักเมือง ซึ่งท่านพ่อจตุคามรามเทพ ได้กำหนดฤกษ์ยาม และท่านสรรเพชญ กับผู้เข้าร่วมดำเนินการในการสร้างหลักเมืองมาตั้งแต่เริ่มต้น ร่วมกันจัดทำพิธีการต่าง ๆ และเชิญชวนประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชเข้าร่วมพิธีการเบิกเนตรหลักเมือง และร่วมกันฉลองหลักเมือง ที่ได้ดำเนินการสร้างจนเสร็๋จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือการขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส เข้ากราบบังคมทูลเพื่อทรงเจิมยอดชัยหลักเมือง เพื่อความเป็นศิริมงคลของชาวนครศรีธรรมราชและประชาชนชาวไทยสืบไป ในการอัญเชิญยอดชัยหลักเมืองเข้าในพระราชพิธีดังกล่าวนั้นได้มีการเตรียมการจัดขบวนตัวแทน เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นำโดยสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดนครศรีธรรมราช คือท่านสัมพันธ์ทองสมัคร และได้มีการนำวัตถุมงคล และสิ่งของขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยรายละเอียดมีอะไรบ้าง ผู้เขียนขอยกยอดไปตอนหน้านะครับ
 
 



 
องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 25

 
 
ในตอนที่แล้วผู้เขียนได้เล่าค้างไว้ถึงการนำยอดชัยหลักเมืองโดยท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหัวหน้าคณะเข้ากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเพื่อทรงเจิมและทรงพระสุหร่ายนั้น ก่อนที่จะเล่าถึงการเตรียมการในการเข้าเฝ้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องขออนุญาตกลับมาพูดถึงขั้นตอนสำคัญอีกช่วงหนึ่งที่ผู้เขียนได้เล่าข้ามไป นั่นคือ ภายหลังจากการแกะสลักองค์หลักเมืองเสร็จสิ้นเรียบร้อย เมื่อทำพิธีเบิกเนตรแล้วได้มีการจัดขบวนพิธีแห่เสาหลักเมืองให้ประชาชนได้ชมความงดงามในศิลปแห่งอาณาจักรศรีวิชัยขององค์หลักเมือง และเพื่อเป็นการป่าวประกาศว่า การสร้างหลักเมืองที่ประชาชนจำนวนมากร่วมมือร่วมใจกันทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และใช้เวลาดำเนินการมาเป็นเวลา 1 ปีเศษ ๆ นั้นบัดนี้ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว

การจัดขบวนแห่เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อให้สมกับพระราชพิธีขององค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ปฐมกษัตริย์องค์ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักรศรีวิชัย ในขบวนแห่มีการประดับประดาธงทิวหลายแบบ หลายขนาด และหลากสีสัน ซึ่งต่อมากลายเป็นผ้ายันต์อันทรงคุณค่า และอานุภาพเป็นที่เสาะแสวงหากันอย่างกว้างขวาง สำหรับองค์หลักเมืองประดิษฐานอยู่ในขบวนที่สร้างเป็นรูปเรือ ซึ่งมีหัวเป็นนาค 7 เศียร ที่แกะอย่างสวยงามวิจิตรการตา นอกจากนี้ยังมีขบวนช้าง ซึ่งมีท่านสรรเพชญขึ้นนั่งนำขบวนไปด้วย และยังมีพี่น้องประชาชนชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดอื่น ๆ เข้ามาร่วมพิธีอันยิ่งใหญ่นี้นับแสนคน
 
1-2007~1-(1).JPG
 
3-2007~1-(1).JPG


2-2007~1-(1).JPG
ขบวนแห่ดำเนินไปรอบเมือง ในช่วงหนึ่ง ท่านสรรเพชญประกาศออกเครื่องขยายเสียงว่า ถ้าในพิธีแห่ครั้งนี้ ไม่เกิดอภินิหารให้พี่น้องประชาชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ เป็นต้นว่า เกิดลมพายุฝนฟ้าคะนอง ให้ขบวนที่แห่หลักเมืองแห่ไปทิ้งทะเลได้เลย และยังไม่ทันขาดคำ ฝนก็ตั้งเค้าเมฆก่อตัวดำทะมึนปกคลุมเมืองนครศรีธรรมราช ลมพายุเริ่มพัดมาแรงขึ้นๆ เรื่อยๆ ทำให้ประชาชนที่มาแห่แหนเดินขบวนเริ่มอลเวง และตั้งท่าจะวิ่งหนีพายุฝน ท่านสรรเพชญจึงประกาศอีกครั้งว่า พี่น้องประชาชนทุกท่านไม่ต้องกลัว ฝนจะไม่ตก ไ ม่ต้องวิ่งหนีไปไหนเดี๋ยวเมฆฝนก็เคลื่อนตัวไปตกที่อื่น และก็เป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ เมฆฝนดำทะมึนดังกล่าวได้ถูกพายุพัดออกไปตกนอกเมือง เป็นการตกอย่างถล่มทะลาย ฝนชะล้างหินบนภูเขาจนน้ำเป็นสีแดงไหลเต็มลำธาร ลำคลอง และนองพื้นทั่วไปหมด การที่ท่านสรรเพชญ กล้าประกาศว่าจะต้องเกิดอภินิหารให้ประชาชนเห็นทั้ง ๆ ที่ท้องฟ้าขณะนั้นแจ่มใสปราศจากเมฆฝน เพราะท่านมั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องเกิด เนื่องจากการทำพิธีทุกครั้งไม่ว่าพิธีเล็กหรือใหญ่ก็จะเกิดอภินิหารทุกครั้ง เพราะฉนั้นในครั้งนี้ยิ่งไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งดำเนินไปต่อหน้าผู้คนเป็นแสน มีหรือจะไม่บังเกิดความมหัศจรรย์ขึ้น และที่ท่านกล้าประกาศว่าฝนจะไม่ตกทุกคนไม่ต้องวิ่งหนี ก็เพราะความมั่นใจอีกเช่นกัน ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่มีใครกล้าประกาศเช่นนั้นแน่ เพราะมองเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเมฆฝนมาออกดำทะมึนอย่างนั้น ใครจะรู้ได้ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก ถ้าประกาศออกไปว่าฝนไม่ตกแน่นอนแล้วเกิดตกขึ้นมา จะไม่อายคนหรือ เพราะประกาศไปต่อหน้าคนนับแสน นี่คือความมั่นใจของท่านที่มีต่อองค์จตุคามรามเทพ ว่าจะบันดาลให้ฝนไม่ตก ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านรู้ใจกันเป็นอย่างดี
 
ขบวนแห่องค์หลักเมืองไปสิ้นสุด ณ ศาลชั่วคราว และนำขึ้นประดิษฐานรอจนกว่าศาลที่ตั้งถาวรจะเสร็จซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน คือ ที่ตั้งศาลปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า “ สนามหน้าเมือง ” ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยเป็นวัดมาก่อน ในอดีตคือวัดเสมาทอง โดยบริเวณนี้มีวัดตั้งอยู่ใกล้กันจำนวน 3 วัด คือ วัดเสมาทอง วัดเสมาเงินและ วัดเสมาชัย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่โดยส่งนายพล เดอฟาสท์ ชาวฝรั่งเศส ให้เป็นแม่งาน ทั้งออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง รูปแบบกำแพงเมืองจึงเป็นแบบยุโรป ในการสร้างกำแพงเมืองได้มีการขุดคูรอบกำแพงเมืองพร้อมกันไป กำแพงดังกล่าวตัดผ่านบริเวณวัดทำให้วัดเสมาทอง และวัดเสมาเงิน อยู่นอกกำแพงเมือง ต่อมาภายหลังกลายเป็นวัดร้าง ทางจังหวัดจึงรื้อถอนเพราะสิ่งปลูกสร้างเหลืออยู่ไม่มาก และมีสภาพปรักหักพังหมดแล้ว โดยบริเวณวัดเสมาทองจัดเป็นสนามซึ่งเรียกกันว่า สนามหน้าเมือง และส่วนหนึ่งไว้แบ่งที่ดินให้สร้างศาลหลักเมือง สำหรับวัดเสมาเงินทำเป็นเรือนจำ ปัจจุบันย้ายไปแล้ว ส่วนวัดเสมาชัยที่อยู่ในเขตกำแพงเมือง ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดเสมาเมือง
 
เมื่อประดิษฐานหลักเมืองในที่ตั้งศาลหลักเมืองชั่วคราวแล้ว มีการจัดงานเฉลิมฉลองกันเป็นเวลาหลายวันหลายคืน มีผู้คนทุกชั้นวรรณะ ทั้งเศรษฐี ยาจก จนถึงขอทาน จากทั่วสารทิศมาร่วมงานกันอย่างแน่นขนัด ชาวบ้านชาวเมือง ทั้งพ่อค้า และประชาชนชาวนครศรีธรรมราชต้องพากันทำอาหารคาวหวานมาเลี้ยง ให้รับประทานฟรีแบบไม่อั้น ใครอยากทานอะไรก็ตักหยิบหรือขอได้ตามสบาย แม้แต่คนสติไม่ดีก็หลั่งไหลมากันมากมายไปหมด ไม่มีใครรู้ว่าคนเหล่านี้รู้ได้อย่างไร ว่าที่นี่เขามีงานเลี้ยงงานฉลอง เพราะเป็นคนสติสตังไม่สมบูรณ์ แถมยังเป็นคนต่างถิ่นเสียส่วนใหญ่ แต่คนพวกนี้ก็ยังดีกว่าคนที่สติดี ๆ อีกหลายคน เมือมาถึงแล้ว พวกเขาทำตัวสงบเสงี่ยมไม่เอะอะโวยวายแสดงอาการไร้สติ และยังช่วยกันเก็บกวาดล้างถ้วย ล้างจาน ดูไม่เหมือนคนสติไม่ดี เป็นที่น่าอัศจรรรย์แก่ผู้พบเห็น นี่คือการแผ่บารมีทานแห่งองค์จตุคามรามเทพให้กับคนทุกระดับชั้น เป็นเรื่องปกติที่งานแบบนี้จะต้องมีมหรสพ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงาน โดยส่วนใหญ่ เจ้าภาพจะต้องไปหาไปจ้างมา แต่งานนี้กลับไม่ใช่ คณะมหรสพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ ดนตรี โขน ลิเก ละครร้อง ละครรำ การแสดงพื้นบ้าน ต่างมาเสนอตัวเปิดเล่น เปิดแสดงให้ฟรี ๆ แถมแย่งคิว แย่งสถานที่ เพื่อจะได้แสดง เพราะทุกคนคิดว่าจะได้กุศล ได้ความเป็นศิริมงคล และได้รับใช้องค์จตุคามรามเทพ นั่นเอง
 
เป็นที่น่าสังเกตุว่ามีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่แตกต่างไปจากประชาชนทั่วไป นั่นคือกลุ่มของร่างทรงเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เทพ เทวดา ทั้งหลาย จากทุกจังหวัด ทั่วประเทศ พากันเดินทางมาร่วมงานฉลองอย่างมากมายเมื่อมาถึง ก็เข้าทรงกันอุตลุต เป็นที่ครึกครื้น
 
เจ้าพ่อ เจ้าแม่ และเทพจากสำนักต่าง ๆ ที่มาปรากฎผ่านร่างทรง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามาแสดงความเคารพ และแสดงความยินดี กับ องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ที่สามารถบันดาลให้การสร้างหลักเมืองสำเร็จลุล่วงเรียบร้อยด้วยดี ทั้งนี้ต่างรู้กันดีว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างหลักเมืองในครั้งนี้ คือการกำหนดดวงชะตาของเมืองนครศรีธรรมราช ขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ไขอาถรรพ์คำสาป ที่นครแห่งนี้ถูกทำร้ายด้วยวิธีการโหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ มาเป็นเวลานับพันปี พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการทวงคืนอาณาจักรศรีวิชัย อันนี้ของจริงนะครับ ไม่ได้พูดเลียนแบบการทวงคืนประเทศไทย

 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top