บทความจตุคามรามเทพ / ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ตอนที่ 26-28

องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 26
 

ได้กล่าวถึงการสร้างหลักเมือง การแห่ การฉลองไปแล้ว และยังติดท่านผู้อ่านถึงเรื่อง การนำยอดชัยหลักเมือง ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงเจิมและทรงพระสุหร่าย จึงได้เล่าค้างไว้ในเรื่องของการเตรียมการ ซึ่งผู้เขียนคงต้องขออนุญาตยกยอดไว้ก่อน แต่จะขอนำข้อเขียนในการชี้แจงถึงปัญหาความขัดแย้งในส่วนต่าง ๆ ของการสร้างหลักเมือง ซึ่งท่านสรรเพชญได้ทำหนังสือถึงหนังสือพิพม์รายวัน เดลินิวส์ และได้ถูกนำลงตีพิมพ์ ในวันที่ 22 กันยายน 2530 ดังนี้
 
กรมตำรวจ กรุงเทพมหานคร20 สิงหาคม 2530 เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงหลักเมืองอาถรรพ์ใคร่ขอเรียนชี้แจงว่า การเสนอข่าวและบทความเหล่านั้น ล้วนตกอยู่ภายใต้การชี้นำของสื่อมวลชนท้องถิ่นบางฉบับ ที่รับใช้พรรคการเมืองบางพรรค โยงใยอาศัยชื่อเสียงของเฒ่าสารพัดพิษจอมริษยา โหมโรง กล่าวร้าย ทำลายการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา อาจโน้มน้าวชักจูงคนบ้านเมืองอื่นให้เชื่อถือคล้อยตามได้ แต่ชาวนครศรีธรรมราชขาดศรัทธา เพราะรู้ซึ้งถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง ต่างเชื่อว่าเมื่อคณะกรรมการ สร้างสิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช พลตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ช่วยดำเนินการสร้างหลักเมือง ได้ตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่าง ตามศิลปศาสตร์ของชาวทะเลใต้อย่างถ่องแท้แล้ว แม้ไม่มีเงินงบประมาณแผ่นดินของทางราชการ ก็อาศัยแรงศรัทธาของกลุ่มชน เช่น ชมรมศรีธรรมราช 28 พ่อค้า นักธุรกิจ ประชาชน ทุกระดับชั้น เป็นกำลังสนับสนุนช่วยเหลือจนสำเร็จลุล่วงไปอย่างเหลือเชื่อ หากตัดประเด็นเรื่องอภินิหาร ศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งไปคงเหลือเฉพาะงานปฎิมากรรมล้ำค้าคู่บ้านคู่เมือง อาจสร้างความสงสัยแก่ชาวไทยทั้งหลาย เพราะว่าหลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร ถูกต้องตามคัมภีร์พุทธศาสนามหายานและศาสตร์ของชาวชวากะ ได้สืบทอดวิทยาการมาหลายพันปี จังหวัดนครศรีธรรมราช นับได้ว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง บรรพบุรุษชาวชวากะ ซึ่งอาศัยอยู่บนคาบสมุทรทองคำ มาก่อนสมัยประวัติศาสตร์แห่งชาติ จดหมายเหตุของนักบวชชาวจีนบันทึกถึง ชื่อชาวฟูนันหรือ พนม จักวรรดิศรีวิชัย ล้วนเป็นเผ่าพันธ์ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ได้ร่วมกันสร้างสมอารยธรรม ความเชื่อทางศาสนาที่เจริญสุดยอดในชมพูทวีป ไหลบ่าเข้ามาผสมกับลัทธิพื้นเมือง แจกลูกแจกหลานกระจายไปทั่วเอเซียอาคเนย์ มีค่าแก่การศึกษาค้นคว้า โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามหลังประวัติศาสตร์จักรวรรดินิยม ทั้งคัดค้านว่าชาวศรีวิชัย ไม่ได้อพยพมาจากภูเขาอัลไต ปฐมกษัตริย์ชาวชวากะ อุดหนุนพระพุทธศาสนา จนได้รับฉายาว่าพระเจ้าศิริธรรมราชา มานานนัก
เรียน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ บ้านเมือง
ด้วยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2530 เสนอข่าวปัญหายุ่งยากซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช มาเป็นเวลานาน จนกระทั่งลุกลามบานปลาย เผยให้เห็นความอัปยศในการกระทำของตำรวจที่ปฎิบัติต่อผู้พิพากษา สื่อมวลชนต่างตั้งข้อสังเกตุว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกือบทุกครั้งได้มีชื่อนักการเมืองเข้าไปพัวพันด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การเสนอข่าวและบทวิจารณ์ต่างพยายามสรุปวิเคราะห์ว่า น่าจะมีมูลเหตุมาจากการสร้างหลักเมืองใหม่ เช่น กล่าวอ้างว่า พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราเดช พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ล้างอาถรรพ์หลักเมืองเก่า ด้วยวิธีการทางไสยศาสตร์ กระทืบเท้าเข้าไปเขกศรีษะยักษ์จตุโลกบาลบ้าง คุณวิทยุต แสงโสภิต เสนอบทความ “ ดวงเมืองนคร - ดวงอาถรรพ์ ” คุณตาหมอหลอ เขียนความยุ่งยากเมืองคอน ดังความละเอียดแจ้งอยู่แล้วนั้น
 
เรื่องราวของพระศรีมหาราชจตุคามรามเทพ ตามตำนานพื้นบ้านเล่าขานต่อกันมา เรียกว่า ท้าวดำ ราชันดำพังพระกาฬ ส่วนในพงศาวดารเหนือกล่าวถึงพญาขอมดำ สืบลงมาจนถึงนิทานขอมดำเรื่องขอมดำดินถูกพระร่วงสาปกลายเป็นหิน นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเชื่อกันว่า ปฐมกษัตริย์ศรีวิชัยได้บำเพ็ญเพียรสร้างบารมีจนตรัสรู้ธรรม บรรลุความเป็นพระโพธิสัตว์ สำเร็จญาณ “ จักรวาลพรหม ” จึงมีรูปรอยตราจักรวาล ประดิษฐ์สัญลักษณ์พญาราหูอมจันทร์ และวัฎจักร 12 นักษัตร อันถือเป็นตราแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ของชาวทะเลใต้ รากฐานแห่งวิชาโลกธาตุ โลกธรรม โลกุตรธรรม จักรวรรดิศรีวิชัย แผ่ไพศาลยั่งยืนอยู่เป็นเวลานานถึงพันปีเศษ จักรวรรดิศรีวิชัยเสื่อมสลายลงไปตามกฎวัฎจักร ราชวงศ์ปทุมได้บูรณาการราชธานี ขึ้นใหม่พุทธศาสนาเสื่อมโทรมไป กษัตริย์ราชวงศ์ปทุม จึงจัดส่งคณะทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศศรีลังกา ซึ่งนับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน นครศรีธรรมราชจึงได้รับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาแทนที่นิกายมหายาน ซ่อมแปลงองค์พระบรมธาตุตาม แบบลัทธิลังกาวงศ์ ส่วนดินแดนทางตอนเหนือของประเทศไทยในยุคนั้น อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรลานนาไทย อาณาจักรพะเยา และอาณาจักรอโยธยา รุ่งเรื่องขึ้นตามลำดับ ต่างรับรูปแบบทางพุทธศาสนาไปจากนครศรีธรรมราช ในขณะเดียวกันอาณาจักรนครศรีธรรมราชเริ่มเสื่อมทรามลง ด้วยพ่ายแพ้ มหายุทธนาวี กองทัพลังกา และโรคระบาดร้ายแรง ทำให้อ่อนกำลังลง ในที่สุดรวมตัวเข้ากับอาณาจักรอโยธยาตามสนธิสัญญาอธิษฐานเป็นญาติต่อกัน สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เริ่มคุกคามรุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือ ก็ได้กำลังอุดหนุนจากกองทัพนครศรีธรรมราช การจัดตั้งสยามประเทศจึงเริ่มขึ้น พร้อมกับการปฎิรูปการปกครอง ป้องกันเจ้านครรัฐก่อกบฎ นครศรีธรรมราชลดฐานะลงเป็นหัวเมืองประเทศราช เมืองเจ้าพระยามหานคร มณฑล จังหวัด ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ การสร้างหลักเมืองย่อมจะต้องอาศัยประวัติศาตสร์ท้องถิ่น และประวัติศาสตร์แห่งชาติประกอบด้วย ความรับผิดชอบประเพณี พิธีกรรม คติธรรมของชาว 12นักษัตร การประกอบพิธีกรรมของ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ต่อหน้าจตุโลกเทพ จตุโลกบาล และองค์พรบรมธาตุ ก็เพื่อกล่าวคำขมาลาโทษ บอกกล่าววิญญาณของบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง แจ้งสัตยาธิษฐาน กระทำการด้วยความสุจริต พากเพียร เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน และประชาชนเป็นที่ตั้ง สิ่งใดที่ชั่วร้าย ให้ผุดขึ้นมารับโทษทันฑ์ไปตามสมควร มิได้กระทำการหยาบช้าป่าเถื่อน ไร้เหตุผลด้วยวิธีการเขกศรีษะจตุโลกบาลแต่อย่างใดไม่ กรรมวิธีปลุกยักษ์ให้ช่วยรักษาความถูกต้องของบ้านเมือง ได้บันทึกภาพและวิดิโอไว้ทุกขั้นตอน นอกจากนั้นยังได้จัดพิธีกรรมสร้างสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง อาราธนาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช สวดชัยมงคลคาถา ณ วิหารหลวง พระมหาธาตุวรวิหารผู้เฒ่าผู้แก่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ต่างนุ่งขาวห่มขาวไปร่วมพิธีเป็นสักขีพยานจนแน่นขนัด แม้แต่การเริ่มปฎิมากรรมหลักเมือง พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ก็ต้องทำพิธีบวงสรวงบอกกล่าวเทพยดาฟ้าดิน ให้รับรู้ คณะช่างเครื่องมือทั้งหลายได้เจิมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ทั้งสิ้น
 


2-2007~1.JPG

3-2007~1.JPG

4-2007~1.JPG

5-2007~1.JPG

6-2007~1.JPG

1-2007~2.JPG
 
การที่สื่อมวลชนเสนอข่าวคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง อาจเกิดจากแรงโน้มน้าวจากพรรคการเมืองที่ผิดหวังพ่ายแพ้ ต่อการเลือกตั้งอย่างยับเยิน จนต้องอาศัยภูมิรู้ของคนเมืองไกล สอดแทรกความรู้ของกรรมการวัดที่ประชาชนขาดศรัทธาเป็นข้ออ้าง ให้เกิดความเข้าใจผิดเพราะแรงริษยา ที่เห็นนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเหลือการสร้างหลักเมือง อ้างถึงความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้กำกับการ ขัดแย้งจนถูกสั่งให้ไปช่วยราชการในกรุงเทพ ฯ สถานการณ์กลับเลวร้ายบานปลาย เป็นเหตุวุ่นวายนานัปการ ยุ่งเหยิง ร้ายแรงขึ้นตามลำดับ จนถึงกับ คุณวิทยุต แสงโสภิต เรียกร้องให้กรรมการสร้างหลักเมืองทบทวนใจตนเองว่า หลักเมืองสร้างขึ้นด้วยอารมณ์ หรือตามกระบวนการแห่งวิชัยยุทธ ทั้งตั้งข้อสังเกตุว่าอาจมีสิ่งผิดพลาดบางอย่าง จึงเกิดอาเพศขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งพยายามเชื่อมโยงไปถึง นายสัมพันธ์ ทองสมัคร นักการเมืองว่ามีส่วนร่วมในการสร้างหลักเมืองกจนเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งต่อสู้กันในทางการเมือง ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดวงเมืองเก่าดวงเมืองใหม่ อาจไม่สมพงษ์กัน ข้อสงสัยอันเกิดจากทัศนะคติในทางลบ และการชี้นำด้วยวิธีการคาดหมาย โดยขาดข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง หรือรับข่าวสารที่ถูกบิดเบือน มีอคติไปจากแหล่งข่าวที่ไม่ได้มีใจเป็นธรรม ข่าวสารและข้อเขียน จึงนำความสลดใจไปสู่บุคคลที่เสียสละ สร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง นำความเสื่อมเสีย มาสู่ชาวนครศรีธรรมราชทั้งมวล คล้ายกับว่าดินแดนที่เคยรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมมา แต่โบราณ ถูกครอบงำโดยกลุ่มคนป่าเถื่อนอวิชชา นอกศาสนา แต่หากท่านติดตามข่าวการจัดพิธีกรรมฝังหัวใจเมืองก็ดี การเบิกเนตรหลักเมืองก็ดี การแห่ยอดชัยหลักเมืองก็ดี ประชาชนทุกชั้นนับหมื่นนับแสน ได้ร่วมมือร่วมใจกันแห่แหนแน่นขนัดไปทั้งเมือง ไม่ว่าผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มคนสาว เด็ก พระสงฆ์องค์เจ้า ต่างปิติยินดีกันทั่วหน้า ขบวนช้าง ขบวนม้า ฝูงวัวควายล้วนครบถ้วนตามประเพณีความเชื่อของชาว 12 นักษัตร ซึ่งไม่เคยมีเคยพบเห็นมาชั่วหลายอายุคน ต่างก็ปลื้มอกปลื้มใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ทุกครั้งที่คณะสร้างหลักเมืองประกอบพิธีกรรมสำคัญ เช่นการแห่หลักเมืองในวันที่ 3 มีนาคม 2530 บังเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เหลือเชื่อ คือ พระอาทิตย์ทรงกลดเมือได้ฤกษ์ลั่นฆ้องชัย เกิดฝนตกบนยอดภูเขาหลวง จนน้ำท่วมล้นฝั่งคลอง ยิ่งกว่าในฤดูน้ำหลาก ทะเลคลื่นใหญ่จัดพัดเข้าสู่ฝั่ง เป็นที่อัศจรรย์แก่คนทั้งหลาย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2530 คณะกรรมการได้อัญเชิญพระเสื้อเมือง ไปแห่แหนในเวลาเดียวกับคณะนำยอดชัยหลักเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมและปิดทองกลับขึ้นเครื่องบิน เดินทางไปสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช พระอาทิตย์ก็ทรงกลดแดดที่เคยแผดจ้า ก็สลัวลงเป็นครื้มฟ้าครื้มฝน ไม่ร้อน คลื่นมหาชนทั้งหลายต่างก็เห็นประจักษ์แก่ตาตนเองฟ้าดินล้วนเป็นพยานรับรู้การกระทำตลอดมา แม้ว่าการนำพระ ผ้ายันต์หลักเมือง ออกไปประกอบพิธีปลุกเสกกลางทะเล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2530 พระอาทิตย์ทรงกลดตลอดเวลาการประกอบพิธีกรรม ล้วนแต่ทำตามศาสตร์คติธรรมของชาวศรีวิชัยโบราณทั้งสิ้น มิได้ปกปิดแอบแฝงซ่อนเร้นการกระทำแต่อย่างใดเลย เสาหลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร ที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชภาคภูมิใจว่างดงามที่สุดในโลก สร้างขึ้นถูกต้องตามศิลปศาสตร์ของชาวทะเลใต้ ประดับด้วยเพชร พลอย ยอดทองคำ ล้วนแต่เกิดจากศรัทธาของประชาชน ที่อุทิศให้ด้วยความเต็มใจ คณะกรรมการไม่เคยเรี่ยไร ร้องขอความช่วยเหลือจากที่ใด ไม่เคยรับทุนจากนักการเมืองคนไหนฝ่ายใด จะเข้าร่วมเพราะเห็นด้วยก็ไม่มีใครขัดขวาง จะคัดค้านต่อต้านก็ไม่ว่า ทางคณะกรรมการพยายามชี้แจงทำความเข้าใจอย่างเปิดเผยตลอดมา ล้วนดำเนินการไปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยตามหลักที่ว่า “ ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่ประชาชน ”
 
1-2007~2-(1).JPG
 
2-2007~1-(1).JPG
 
โดยเหตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาไปภายใต้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งทับถมกันมาเป็นเวลานาน แตกแยกเป็นกลุ่มเป็นพวก แย่งยิงผลประโยชน์และอำนาจ กันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองอันมี พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคกิจสังคม ต่างทำสงครามขับเคี่ยวกันมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำก็ซ้ำเติม เพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ผุดได้เกิด แต่การสร้างหลักเมืองมิได้เกี่ยวกับการเมือง สุดแต่ฝ่ายใดจะช่วงชิงให้เกิดประโยชน์กับตน ในการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ใช้ความชาญฉลาดในฐานะเป็นคณะกรรมการสร้างสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์ ให้การสนับสนุนช่วงชิงการได้เปรียบ พรรคกิจสังคมกลับหันไปบูรณะหินหลัก ครั้นเห็นว่าตนเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ได้ยืมมือสื่อมวลชนกลางบางฉบับที่หนุนหลังพรรคตนอยู่ อาศัยบุคคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมือง เขียนบทความโจมตีหลักเมืองด้วยประการต่างๆ หนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นก็เขียนโจมตีให้ร้าย เยาะเย้ยถากถาง อย่างหยาบคาย นานาประการบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ไม่อาจขัดขวางศรัทธามหาชนได้ ไม่มีใครเชื่อถือไม่มีใครซื้อหนังสือพิมพ์ แม้แต่แจกให้เปล่าก็ไม่รับ คณะกรรมการสร้างหลักเมือง ไม่ตอบโต้ แต่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น หลักเมืองไม่ได้ไปต่อสู้กับผู้ใดฝ่ายไหน ตราบใดที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา ยิ่งต่อต้านเท่าไร ผลสะท้อนย้อนกลับทวีคูณขึ้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจอิทธิพลใด จะขัดขวางได้


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 27
 

 
ขอเชิญท่านผู้อ่านติดตามจดหมายของท่านสรรเพชญ ต่อจากตอนที่แล้ว ดังนี้ ในที่สุดการดำเนินการอย่างสุจริตใจ ใช้ความอุตสาหะวิริยะ อดกลั้น และเสียสละโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน นอกจากได้รับความเห็นใจสงสาร และเห็นด้วยจากมวลชนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับสั่งให้นำยอดชัยหลักเมือง ไปน้อมเกล้า ฯ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2530 เท่ากับเป็นการชี้ว่า หลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร คณะกรรมการดำเนินการมาอย่างถูกต้องครบถ้วน ตามคติธรรมศาสตร์พิธีกรรมทุกประการแล้ว ไม่สมควรที่จะนำมาเป็นข้อสงสัย วิพากษ์วิจารณ์นอกลู่นอกทางอีก การตำหนิวิจารณ์ในลักษณะเช่นนี้ควรจะกระทำก่อนหน้านั้น ทางคณะกรรมการจะได้ขอบคุณ น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์มาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดได้ ใคร่ขอเรียนให้ทราบว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระนามาภิไธย ย่อ ภปร.เพื่อนำมาประดิษฐานบนเพดานนภดลเหนือยอดชัยหลักเมืองแล้ว ข้อความในหนังสือกราบบังคมทูล ก็ได้ปิดประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเปิดเผย หลักเมืองนครศรีธรรมราชไม่ได้สร้างขึ้นตามกระบวนการแห่งตำราพิชัยยุทธ แต่ดำเนินการตามศาสตร์ว่าด้วย โลกธาตุ โลกธรรม คัมภีร์มหายานของชาวทะเลใต้ ที่เชื่อว่าถูกต้องครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดยิ่งกว่าหลักเมืองใด แน่นอนการสร้างย่อมมีปัญหา เพราะคนในบ้านเมืองมีปัญหา แต่ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่มติของประชาชนส่วนใหญ่ กลุ่มบุคคลผลประโยชน์ที่ก่อปฎิกิริยาองุ่นเปรี้ยว จึงไม่อาจรับฟังว่า เป็นการต่อต้านของมหาชน ซึ่งนับได้ว่าเป็นสภาวะปกติของบ้านเมืองนี้
 
1-2007~3.JPG


2-2007~2.JPG
 
ส่วนเหตุการณ์วุ่นวายบานปลายที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราาชนั้น จะไปกล่าวโทษการสร้างหลักเมืองและดวงเมืองว่า มีอาถรรพ์ได้อย่างไร เพราะหลักเมืองเป็นปูชนียวัตถุที่ประชาชนเลื่อมใสกราบไหว้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามในฐานะรูปเคารพเปรียบประดุจหลักชัยของบ้านเมือง เสมอด้วยเสาเอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระสุหร่ายทรงเจิม ตามโบราณราชประเพณีในวันอันเป็นมหามงคลอุดมราชาแห่งฤกษ์ ซึ่งโหราจารย์ชาว 12 นักษัตร กำหนดขึ้นเป็นที่ยอมรับของคณะโหรหลวงหลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร จึงทรงฤทธานุภาพตามหลักแห่งโลกธรรม กำหนดความถูกความผิด เปรียบประดุจกฎมณเฑียรบาล คนชั่วช้า อสัตย์ จะต้องถูกกำจัดออกไป เหล่าขี้ฉ้อทรยศ ประพฤติเลวทรามต่ำช้าจะต้องเผชิญหน้ากับความวิบัติ การขจัดกวาดล้างบ้านเมืองของเหล่าจตุโลกเทพ และจตุโลกบาล เริ่มปรากฎผลสมจริงตามสัตยาธิษฐาน ประชาชนจึงเลื่อมใสศรัทธา พากันหลั่งไหลมากราบไหว้บูชาหลักเมืองไม่ขาดสาย กลิ่นธูป ควันเทียน ดอกไม้สด หอมตลอบอวลไม่เคยขาด จนมีคำกล่าวว่า จะแช่งชักหักกระดูกคนชั่ว ขี้ฉ้อ ให้ไปฟ้องเจ้าพ่อหลักเมือง ได้ผลทันตาเห็น
 
การสร้างหลักเมือง ศรีวิชัย 12 นักษัตร พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ทำขึ้นโดยอาศัยขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมความเชื่อ คติธรรมเก่าแก่ของชาว 12 นักษัตร ว่าด้วยสัจธรรมตามกฎธรรมชาติของชาวพื้นเมือง ผสมผสานกับหลักธรรมะของพุทธศาสนา ไม่มีลัทธิพราหมณ์เข้าเจือปน แต่ส่วนใหญ่ยึดถือพิธีกรรมของฝ่ายมหายาน จึงอาจทำให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นวิธีการทางไสยศาสตร์ของพราหมณ์ ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่มีความเลื่อมในศรัทธาทุกสารทิศ นับหมื่นนับแสน ต่างประหลาดใจว่าขบวนช้างศึกติดธงรบ 32 เชือก ม้าศึก 120 ตัว วัวควาย สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นเคยอยู่แต่ในทุ่งนาป่าเขา ไม่เคยเข้าเมืองเหตุไฉน จึงเชื่องอ่อนโยน เข้าปะปนอยู่กับมหาชนเรือนแสน ท่ามกลางเสียงอึกทึกของมโหรีปี่กลอง เสียงประทัดสนั่นหวั่นไหวปานธรณีจะถล่ม โดยไม่สะทกสะท้าน ตกมัน บ้าอาละวาด ก่อเหตุวุ่นวาย สัตว์ร้ายยังรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง นอบน้อมถ่อมตัว สำนึกว่ามนุษย์ที่อยู่ร่วมแผ่นดินกับตน กำลังประกอบพิธีอันดีงาม จึงยินยอมพร้อมใจร่วมสร้างสรรค์ก่อความมหัศจรรย์หลายครั้งหลายหน พิธีกรรมนี้จะถูกหรือผิดควรพิจารณาจากอาการของสัตว์เดียรัจฉาน ย่อมเป็นคำตอบอยู่ภายในตัวของมันเอง ส่วนมนุษย์ ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมอันเป็นพิษ มลภาวะปกคลุมนิสสัยสันดาน ยากต่อการขูดขัดกล่อมเกลา หนาแน่นไปด้วยตัณหา แห่งประโยชน์ ต้องการเอารัดเอาเปรียบ ถืออภิสิทธิ์ ไม่เคยเคารพกฎเกณฑ์ใด ถือเอาความต้องการตามใจตนเป็นที่ตั้ง ต่างขลาดกลัวภาพของมหาชนที่เห็นพ้องในความถูกต้อง ปลดแอกจากการครอบงำของสิ่งชั่วร้าย พยายามป้ายสีสบประมาท ชี้นำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นว่าการสร้างหลักเมือง เป็นเรื่องโง่เขลางมงายไร้เหตุผล ไม่เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เมื่อไม่บังเกิดผล ก็พากเพียรใส่ร้ายอธิบายเรื่องผีบ้าง เทวดาเก่า เทวดาใหม่ ที่ประจำหลักเมืองทะเลาะกันบ้าง พระธาตุเป็นหลักเมืองบ้างหินหลักเป็นหลักเมืองบ้าง สุดแท้แต่จะหาเหตุผลมาขัดขวางชาวนครศรีธรรมราช จึงไม่เข้าใจว่าชนชั้นที่มีการศึกษาสูง แยกไม่ออกบอกไม่ถูก หรือว่าวิทยาศาสตร์ทางจิตนิยม แตกต่างกับวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมอย่างไร รูปธรรม นามธรรมเป็นอย่างไร เรื่องของบ้านใครบ้านมัน มารยาทสังคมที่ดีต่อเจ้าของบ้านมีอย่างไร วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามกระแสความขัดแย้งทางการเมือง จนลืมคิดไปว่า พลตำรวจตรี ขุรพันธรักษราชเดช นั้น เคยสังกัดทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกิจสังคม นักการเมืองที่มีจรรยาจะต้องรู้จักแพ้รู้จักชนะ เคารพต่อมติมหาชน มิใช่ประพฤติตนเป็นพาล ระรานหาเรื่องจนเลยเถิด อนึ่ง กรณี พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุกล ผู้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการสร้างหลักเมืองจนสำเร็จ แม้ว่าจะต้องปะทะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ถูกเยาะเย้ยถากถางว่า ถูกเขี่ยกระเด็นกระดอนไปจากนครศรีธรรมราชนั้น ตามวิสัยชายชาตินักสู้ ที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในยุทธจักร หากใฝ่หาความถูกต้องชอบธรรมเพื่อบ้านเมืองจำเป็นด้วยหรือที่ยอมจำนน สยบต่อสิ่งเลวร้าย ลองนึกทบทวนดูเถิดว่า วิวัฒนาการแห่งความชอบธรรม มนุษย์เราเคยรับมาจากการกราบกราน ร้องขอของผู้แพ้ หรือ พระเยซูคริสต์ ยอมถูกตรึงบนกางเขน การที่จะได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ เสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย ต้องสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ เอาโครงกระดูกแลกมาเท่าไหร่ นครวัด นครธม บรมพุทโธ บรรพบุรุษเชื้อสายศรีวิชัย ต้องทุ่มเทความพากเพียรแค่ไหน การสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชไม่อาจนำไปเปรียบเทียบได้ แต่หากสิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดความถูกต้อง มิได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อนไม่มีสิ่งชั่วร้ายเจือปนวัตถุธรรม แห่งความเชื่อศรัทธา ว่าจะนำไปสู่ความเป็นมงคล มิ่งขวัญ ความร่มเย็นเป็นสุขในอนาคต ประชาชนเคารพนพไหว้ ซึ่งสร้างขึ้นต้องตรงตามอุดมคติศิลปศาสตร์ขอชาวทะเลใต้ ฝากฝีมือชื่อเสียงไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้เหล่าคนพาล วิญญาณของเหล่าชายชาตินักสู้ของภาคใต้ได้ ด้วยสัญชาตญาณของตำรวจผู้พิทักษ์แผ่นดิน ย่อมสำนึกอยู่ในใจของตนเองอยู่แล้วว่า ตนเกิดมาเป็นชายชาติเสือคอยปกป้องชีวิต และทรัพย์สินขอประชาชน สร้างความสงบสุขขึ้นในบ้านเมืองพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายได้ทุกเวลา อาจต้องพลีชีพให้กับโจรกระจอก หรือคนบ้า เพื่อแลกกับเกียรติศักดิ ์ของนักสู้ จึงตระหนักดีหากการสู้รบเกิดขึ้น ความทุกข์ความเจ็บปวด เลือดอาจไหลนอง หรืออาจต้องเดินไปสู่เชิงตะกอนก็ตามที จะหวาดหวั่นพรั่นพรึงวิ่งหนีอย่างขี้ขลาดไม่ได้ ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อธรรมจะต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด แม้ว่าในขณะโรมรันพันตู จะไม่มีใครเห็น หรือระลึกถึง แต่เทวดาฟ้าดินย่อมเป็นพยาน ด้วยเหตุที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถือได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ฉบับหนึ่ง ทั้งผู้สื่อข่าว นักเขียนหลายท่าน เคยมีสัมพันธภาพและไมตรีจิตที่ดีต่อกันมาเป็นเวลานาน จึงมีความกังวลห่วงใยการเสนอข่าวในลักษณะที่สวนทางขัดแย้งต่อความรู้สึกของชาวนครศรีธรรมราช ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์เกิดปฎิกิริยาในทางลบ อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา ตอบโต้ด้วยวิธีการไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ เหมือนดังหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นบางฉบับเคยประสบมา จึงเรียนมายังท่านเพื่อโปรดแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องหลักเมืองเสียใหม่ให้ถูกต้อง ประเมินความรู้สึกของประชาชนให้ถ่องแท้ก่อนเสนอข่าวสาร ตรวจสอบภูมิหลังของผู้สื่อข่าวตลอดจนโปรดกรุณาแก้ข่าวดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ตกต่ำไปยิ่งกว่านี้ จักขอบพระคุณยิ่ง
 
เหตุการณ์สับสนวุ่นวาย ที่นำความอับอายมาสู่ชาวนครศรีธรรมราชนั้น สมควรแก่การยกย่องแทนที่จะกล่าวหาหลักเมือง ด้วยเหตุที่ช่วยขับกากเดนของเสีย เลือกเฟ้นแต่สิ่งทีดีมีประโยชน์เฉพาะ ทรงคุณค่าแก่บ้านเมือง ปฎิกูลบูดเน่าให้ค่อยหมดไปหากการสร้างหลักเมืองขึ้นใหม่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีปรากฎการณ์วิปริตผิดปกติเกิดขึ้น แสดงว่าหลักเมืองใหม่ไร้ความหมาย จะกราบไหว้ให้เสียมือทำไม จะจำแนก เปรียบเทียบได้อย่างไรว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด อะไรดี อะไรเลว เช่นเดียวกับคนเรารู้จักคุณค่าของ โลหะธาตุ ทองคำ เงิน นาค หรือ ตะกั่ว ที่มีราคา และคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่กรรมวิธีแยกสารบริสุทธิ์ ย่อมจะต้องใช้ความร้อนถลุงหลอมละลายไล่กากเดนทิ้งไป ในสังคมเมืองที่ยังมีปัญหายังหนาแน่น ไปด้วยความไม่ถูกต้อง ซึ่งถูกปลอมปนแฝงกาย เพื่อตบตา ด้วยเลห์อุบายของความเป็นปุถุชน ต่างอำพรางเบื้องหลังน่ารังเกียจไว้อย่างมิดชิด ดินแดนแห่งอาชญากรรม ที่น่าสะพึงกลัว สิ้นหวัง จึงถูกหลักเมืองแบ่งแยก ขีดเส้นให้เห็นความถูกผิด ชัดเจนขึ้นตามลำดับจะด้วยแรงอาถรรพ์ แรงอธิฐานหรือไม่ก็ตามที แต่ความไม่ถูกไม่ควร เพิ่มปริมาณผุดขึ้นให้เห็นประจักษ์ผีชักทั้งสิ้น หากขุดคุ้ยพิเคราะห์ ถึงภูมิหลังโดปราศจากอคติแล้ว ย่อมจะเกิดดวงปัญญา แสวงหาวิธีการแก้ไขได้ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเริ่มตระหนักถึงความหวังใหม่ ในบ้านเมืองของตน เลื่อมใสศรัทธาหลักเมืองโดยปราศจากข้อสงสัยว่าตำนานการสร้างหลักเมืองผิดหรือถูก อาจมีคนกลุ่มน้อยอยู่บ้าง เช่น พวกที่ทำมาหากินอยู่กับวัดพระธาตุ กลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์ ที่ผิดหวังหรือสูญเสียอำนาจทางการเมือง
 
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุลผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วยราชการกรมตำรวจ

หมายเหตุ จากฝ่ายข่าวต่างจังหวัด นสพ.เดลินิวส์จำเป็นต้องตัดข้อความบางตอนออกไป เพราะรู้สึกว่าท่านรอง ฯ อ้างถึงของสูงมากเกินไปครับ…..ส่วนการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์เดลินิวส เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้โปรดพิจารณาข่าวทุกข่าวตั้งแต่ที่เกี่ยวพันกับเรื่องเท่านั้น…..ขอบคุณครับสุคนธ์ ชัยอารีย์ หัวหน้าข่าวต่างจังหวัด


องค์ราชันดำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทะเลใต้
ตอนที่ 28
 

 
ขอย้อนกลับมากล่าวถึงรายละเอียดที่ติดค้าง ท่านผู้อ่านไว้ 2 – 3 ตอนแล้ว นั่นคือการเตรียมการของคณะเข้าเฝ้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสอัญเชิญยอดชัยหลักเมือง เพื่อทรงเจิม และทรงพระสุหร่าย การจัดเตรียมการทั้งหลายนั้นได้ช่วยกันจัดหาของดีที่เป็นเอกลักษณ์ ของเมืองนครศรีธรรมราช นำเข้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ซึ่งประกอบไปด้วยของหลายอย่างเช่น เครื่องถม ทั้งถมเงิน ถมทอง เครื่องสานต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงรายละเอียดโดยเฉพาะคือ การเตรียมและจัดวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งท่านสรรเพชญ รับภาระ และเล่าให้ฟังถึงรายละเอียดว่า มีการจัดทำผ้ายันต์ผืนใหญ่หลายขนาด บางผืนใหญ่เกือบเท่าใบเรือ เขียนยันต์หลายแบบ วัตถุมงคลสำคัญอีกแบบหนึ่งที่ลืมไม่ได้ และจำเป็นต้องกล่าวถึงก็คือ พระผงสุริยัน จันทรา ยิ่งท่านสรรเพชญคัดเลือกองค์ที่เรียบร้อยสมบูรณ์ มาปิดทอง นาค เงิน เสียใหม่เพื่อให้สวยงามและมีครบ 3 กษัตริย์ ซึ่งแบ่งเป็นการปิดบางส่วน และที่พิเศษคือปิดทองเต็มองค์ โดยเมื่อปิดแล้วได้ทำพิธีปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นคัดเลือกองค์สวย ๆ บรรจุหีบห่อที่จัดทำขึ่นอย่างสวยงาม นำเข้าขบวนเข้าเฝ้าพร้อมสิ่งของอื่น ๆ เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละครับ แต่เรื่องในภายหลังเกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชไม่จบแต่เพียงแค่นั้น เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่สิบกว่าปี วัตถุมงคลชุดนี้ก็โด่งดังเป็นพลุจากที่แรกๆ ไม่มีใครสนใจ เชื่อหรือไม่ ให้ฟรี บางคนยังปฎิเสธ ย้อนหลังไปเมือช่วงปี 2538 คุณบุญส่ง ธาดาประดิษฐ์ ได้ยื่นให้ผู้ 1 ถุง มีพระผงสุริยันประมาณ 50 องค์ บอกให้ผู้เขียนนำไปแจก เพราะกำลังจะเกิดสุริยคราสในเดือนตุลาคมในปีนั้นผู้เขียนก็นำไปแจกจนหมด ถ้าเก็บไว้ตอนนี้ถุงนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพราะมีพระสีดำ และสีน้ำตาลมากกว่าสีขาว
 
มีผู้อ่านท่านหนึ่งชื่อ คุณเกรียงศักดิ์ ได้ติดตามผู้เขียนมาตั้งแต่สมัยที่เขียนเรื่องเกจิอาจารย์ต่าง ๆ เคยทำงานอยู่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ปัจจุบันลาออกแล้ว ในสมัยที่ทำงานอยู่เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว วันหนึ่งผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นคนใต้ ต้องย้ายหน่วยงานเมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อย ก่อนออกไป บอกกับคุณเกรียงศักดิ์ว่า ในโต๊ะพี่มีพระอยู่ 2 - 3 องค์ไปหยิบเอา พี่ยกให้ คุณเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นคนชอบเก็บสะสมพระอยู่แล้ว จึงรีบไปเปิดลิ้นชักดังกล่าวพบพระทั่งหมด 3 องค์ เป็นพระผงสุริยันสีดำ 1 องค์ พระพุทธศรีวิชัยอันนำโชค 2 องค์ แต่ในขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นพระอะไร เห็นพระผงสุริยันเป็นวงกลมใหญ่มีราหูเต็มไปหมด ตรงกลางก็ไม่ใช่พระพุทธมองดูแล้วลึกลับน่ากลัว เพราะไม่เคยชินกับวัตถุมงคลแบบนี้มาก่อน จึงให้แม่บ้านเอากระดาษทิชชูมาห่อแล้วนำไปทิ้งถังขยะ ส่วนพระพุทธศรีวิชัยอันนำโชคนำไปเก็บไว้ ถึงตอนนี้คุณเกรียงศักดิ์ บอกว่าทำใจไม่ได้ ถ้าต้องไปเช่าพระผงสุริยันองค์ละเป็นหมื่นเป็นแสน
 
อีกรายหนึ่งคือ คุณชินเกียรติ ถามผู้เขียนในช่วงแรก ๆ ของการเขียนเรื่องวัตถุมงคลหลักเมืองว่าพระดวงตราพญาราหู ดีจริงหรือเปล่า ผู้เขียนตอบไปว่า แน่นอนผมเป็นคนเขียน ถ้าถามผมผมก็ต้องบอกว่าดีจริงอยู่แล้ว คุณชินเกียรติ จึงเล่าให้ฟังว่า เขาได้เช่าพระแบบนี้มา 3 - 4 องค์ เพื่อนำมาให้ภรรยาและลูกสาวแขวนปรากฎว่า ภรรยาและลูกสาวต่อว่าเขายกใหญ่ว่าเอาอะไรมาให้แขวน พระอะไรไม่เคยเห็นแถมยังบอกให้เอาไปทิ้ง แต่คุณชินเกียรตินำไปแอบเก็บไว้ ปัจจุบันนี้บอกว่าโชคดีนะที่ผมไม่กล้าทิ้ง ไม่งั้นเสียดายแย่
 
ผู้เขียนกล่าวมาทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ที่อยากจะเรียนว่า แต่ก่อนนี้คนคิดอย่างไร กับวัตถุมงคล หลักเมืองนครศรีธรรมราช แล้วเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เนื่องจากความโด่งดังและราคานั้นแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก และในระยะเวลาอันรวดเร็ว เร็วมากจริง ๆ ปัจจุบันคนที่เคยเช่าและไม่เคยเช่ารวมถึงบุคคลในวงการ ที่ไม่สนใจวัตถุมงคลชุดนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อพูดถึงวัตถุมงคลของหลักเมือง จะมีความรู้สึกและความเห็นแยกออกเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มที่ทำใจไม่ได้ อย่างที่เรียนมาตามตัวอย่างข้างต้น เพราะว่าราคาขึ้นสูงมากในระยะเลาอันรวดเร็วแต่ก่อนไม่สนใจ ราคาถูกๆ ก็คิดว่ามีเยอะ หาง่าย บางคนเคยเช่ากันถูกๆ หรือแจกกันฟรีๆ พอราคาขึ้นสูงก็ทำใจไม่ได้ ไม่กล้าเช่าอีกแล้ว ผู้เขียนอยากจะบอกว่าคนที่น่าจะทำใจไม่ได้มากที่สุดคือ คุณบุญส่ง ธาดาระดิษฐ์เพราะแจกพระผงสุริยันไปทั้งหมด 400-500 องค์ แต่ปัจจุบันคุณบุญส่งก็ยังเช่าพระผงสุริยัน จันทรา ในราคาองค์ละ 2 - 3 แสนบาทอย่างหน้าตาเฉย 2. กลุ่มที่มั่นคงต่อวัตถุมงคลของหลักเมือง กลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่ได้ฟรี เช่าตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น จนถึงหลักแสนคือเช่ากันด้วยราคาตามสถานการณ์และความพอใจ ที่ว่ากลุ่มนี้มีความมั่นคงในองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ เกิดจากความมั่นใจ เพราะทุกคนมีประสบการณ์อันเนื่องมาจากความศักดิ์สิทธิ์จนไม่เก็บสะสมพระอื่น ๆ ใช้แต่พระหลักเมืองอย่างเดียว เรียกว่านับถือเป็นชีวิตจิตใจ 3. กลุ่มที่มองว่าเป็นการปั่น กลุ่มนี้เลยไม่สนใจวัตถุมงคลของหลักเมือง แถมยังบอกคนที่สนใจอื่น ๆ อีกว่าอย่าไปสนใจเลยพระใหม่ เขาปั่นกัน ผู้เขียนอยากจะกล่าวถึงกรณีที่ 1 และ 3 ซึ่งเคยพูดมาบ้างแล้วว่า ทำไมเราเช่าพระอื่นๆ ราคาเป็นล้านๆ บาท แขวนแล้ว มีประสบการณ์ก็ดีไป ถ้าไม่มีประสบการณ์ก็เปล่าประโยชน์ และส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์บ่อยๆ เห็นชัดเจนมีน้อยมาก เพราะฉนั้นพระที่มีประสบการณ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ ราคา 3 – 4 แสน จะแพงได้อย่างไร โดยส่วนตัวผู้เขียน และอีกหลายคนพบกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระชุดนี้ ถ้าพบองค์พิเศษจริงราคาครึ่งล้านก็ยังยินดีเช่า อันนี้ไม่ได้ว่าใครหรืออวดอะไร เป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัว ส่วนท่านที่คิดว่าแพงทำใจไม่ได้ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องในดุลยพินิจของแต่ละท่านอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเรียนก็คือ การที่เราเช่าพระเครื่องหรือวัตถุมงคลขนาดเล็กมานั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อนำมาติดตัวไม่ใช่ไว้ตั้งบูชาที่บ้าน และสิ่งที่เราหวังจากการพกพาวัตถุมงคลติดตัวคือ ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ และการสัมผัสได้ด้วยตนเอง ถ้ารู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่รู้สึกอะไรเลย สัมผัสไม่ได้ว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าที่จะถอดออก เพราะไม่รู้จะแขวนให้หนักคอทำไม วัตถุมงคลของหลักเมืองก็เช่นเดียวกันทีนี้มองในทางกลับกัน ถ้าวัตถุมงคลที่เราได้มาใช้แล้วพบว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ราคาไม่แพงไปกว่าพระอื่นๆ ในวงการพระเครื่องที่เล่นหากันอยู่ ก็ไม่น่าจะคิดว่าราคาแพง เรื่องระยะเวลาในการสร้างใหม่หรือเก่าไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นเรื่องทำใจไม่ได้น่าจะตัดทิ้งไปได้เลย สำหรับเรื่องการปั่น ก็คงจะเป็นเรื่องที่พูดกันไม่รู้จบ เนื่องจากคนพูดไปติดอยู่กับประสบการณ์ในอดีตที่มีพระหลายอย่างถูกจุดกระแสให้ราคาขึ้นไป ในระยะเวลาอันรวดเร็ว สุดท้ายราคาก็ตกลงไม่สามารถจะยืนอยู่ได้ เราลองพิจารณาดูสิครับว่า แล้วถ้าพระนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ละ ราคาจะตกหรือไม่ ถ้าความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ต้องการของทุกคน ราคาจะตกหรือไม่ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดู
 
ในความเห็นของผู้เขียนเชื่อว่า พระที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ปั่นอย่างไรก็ไม่ขึ้น อยากให้ผู้อ่านลองพิจารณาว่าความเห็นของผู้เขียนเป็นจริงหรือไม่ ถ้าใครคิดว่า ไม่ใช่ ช่วยลองปั่นพระที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จักมาก่อนอย่างพระผงสุริยัน จันทรา ให้ผู้เขียนดูหน่อยสิว่า ราคาจะขึ้นอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าพระนั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง มีคนมาบอกกับผู้เขียนหลายคนแล้วว่า เฮียอั๊ง เมืองชล แขวนเหรียญพังพระกาฬ ผู้เขียนได้แต่ฟัง แต่ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะเฮียอั๊งเป็นเซียนใหญ่ เล่นแต่พระเบญจภาคี และพระหลั ก ๆ ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ถาม เฮียอั๊งซักที ทั้งที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันดี ถ้าพูดถึงเฮียอั๊งในวงการพระเครื่องไม่มีใครไม่รู้จัก โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนยกย่องเฮียอั๊งและซาบซึ้งในน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ดุจแม่น้ำ สำหรับความเป็นเพื่อนฝูงถ้าจะพูดให้เห็นภาพต้องบอกว่านี่คือ ลูกผู้ชายตัวจริง ใจเกินร้อย
 
เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ไปเจอกับเฮียเซ้ง น้องชายเฮียอั๊ง ที่งานศพแห่งหนึ่ง เฮียเซ้งยืนยันกับผู้เขียนว่าเฮียอั๊งแขวนเหรียญพังพระกาฬ เพียงองค์เดียว รวมทั้งตัวเฮียเซ้งด้วย เฮียอั๊งกับเฮียเซ้ง ไม่เล่นพระชุดหลักเมือง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร อยากให้ท่านผู้อ่านพิจารณาว่าทำไมทั้งสองคนถึงใช้วัตถุมงคลของศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่เพียงแต่เซียนใหญ่ทั้งสองท่านเท่านั้น แต่ยังมีเซียนใหญ่อีกหลายคนที่ใช้วัตถุมงคลของหลักเมือง แต่ผู้เขียนไม่สนิทสนม จึงไม่กล้าเอ่ยนาม
 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top