บทความจตุคามรามเทพ / เรื่ององค์ท่านพ่อเล่าสู่กันฟัง

ใครจะอึดกว่ากัน

ไม่มีใครคาดคิดว่า ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกจะพากันดิ่งลงเหวได้ถึงขนาดนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในโลกนี้บ่อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครั้งนี้ หนักหนาสาหัส กว่าครั้งก่อน ๆ มาก งานนี้ทำเอานักเศรษฐศาสตร์ทุกค่าย ทุกสำนัก อึ้ง ไม่มีใครกล้าออกมาแสดงภูมิปัญญา และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ทุกคนต่างรู้ดีว่า ปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก การแก้ไข จะทำที่ใดที่หนึ่ง ไม่สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ จะทำพร้อมกันทั้งโลก ก็คงจะเป็นไปได้ยาก

ต้นเหตุที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของโลก ซึ่งง่อนแง่นอยู่แล้ว ล้มครืนลงมา ก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก เป็นลูกหนี้รายใหญ่ของหลายประเทศในโลก ขาดดุลการค้าเกือบทุกประเทศในโลก เพราะอเมริกา บำรุงบำเรอประชาชนของตนให้อยู่สุขสบายกว่าประชากรอื่น ๆ ในโลกนี้ คนอเมริกันเอง มีค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาในเรื่องของความร่ำรวย ความสุข ความสะดวกสบาย มีบ้านก็ต้องหลังใหญ่ ๆ เนื้อที่หลาย ๆ เอเคอร์ ในบ้านมีเครื่องอำนวยความสุข พรั่งพร้อมด้วยสระว่ายน้ำ เครื่องทำความร้อน ความเย็น รถยนต์คันใหญ่ ๆ กินน้ำมันมาก ประมาณกันว่า คนอเมริกัน ต่อหัว บริโภคพลังงานมากกว่า ประชากรอื่น ๆ ในโลกถึง 20 เท่า

ความจริง ผู้คนทั้งโลก ก็ล้วนมีส่วนในการก่อปัญหาขึ้นทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นไปตามวัฎจักร เพราะระบบและกิเลสตัณหา บังคับให้เป็นไป สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากปัจจัยหลายประการ ผู้เขียนจะขอพูดถึงต้นตอของปัญหา ตามมุมมองของผู้เขียน 2 ประการ

ประการแรก ต้องขอนำเอาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ของอดัม สมิทธ์ ซึ่งสร้างขึ้นมาเมื่อ 200 ปีที่แล้ว แต่ยังคงใช้ได้จนทุกวันนี้ ในเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน มาเป็นหลักในการพิจารณา ในช่วงทศวรรตที่ผ่านมา ความเจริญก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี พุ่งขึ้นถึงขีดสุด การผลิตทั้งทางด้านอุตสาหกรรม และการเกษตร เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ทำให้อุปทานมากกว่า อุปสงค์ที่มีกำลังซื้อ

คำว่าอุปสงค์ที่มีกำลังซื้อ หมายถึงกลุ่มคน ที่มีศักยภาพเพียงพอ สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้ ในความเป็นจริง อุปสงค์ทั้งโลกนั้นมีมากกว่าอุปทานอยู่แล้ว แต่มีกลุ่มคนที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้ เพราะไม่มีกำลังซื้อ และพวกนี้เป็นคนส่วนมากของประชากรโลก จึงทำให้อุปทานมีมากกว่าอุปสงค์ และในอุปสงค์กลุ่มที่มีกำลังซื้อนี้ ยังแบ่งแยกเป็นพวกที่ซื้อได้ด้วยตัวเอง และพวกกู้หนี้ยืมสิน มาตอบสนองความต้องการของตัวเอง ถ้าเป็นหนี้ตามกำลังความสามารถ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีจำนวนไม่น้อย ที่กู้เกินตัว ซึ่งอันนี้เป็นการก่อตัวของปัญหาส่วนหนึ่ง และจะเป็นตัวซ้ำเติมในภาวะที่เกิดสะดุด

 

การที่อุปทาน มากกว่า อุปสงค์ ย่อมเกิดปัญหากับผู้ผลิต เพราะผลิตออกมาแล้วขายไม่หมด มีการแข่งขันอย่างดุเดือด ทำให้ต้นทุนสูง ราคาลดลง ส่วนต่างเหลือน้อย ถึงเวลาหนึ่ง ทุกแห่งก็จะเกิดปัญหา

ประการที่สอง เป็นปัจจัยสำคัญอันเป็นตัวการหนึ่งที่เร่งให้เกิดปัญหาเร็วขึ้น คือ การบริหารที่ไม่โปร่งใส มีการทุจริต คดโกง เกิดขึ้นทุกภาคส่วนของโลก แม้ในพื้นที่ที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า ธรรมาภิบาล อย่างในอเมริกา และ ยุโรป จึงเกิดปัญหากับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเหล่านั้น และเกิดขึ้นในเวลาไล่เรี่ยกัน ยิ่งทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องเหมือนกับใยแมลงมุมทั่วโลก กระทบกระเทือนเป็นลูกโซ่ไปหมด

แค่บริษัทใหญ่ ๆ มีปัญหา ก็ย่ำแย่ไปทั่วแล้ว แต่นี่ ผู้ซื้อรายใหญ่ และเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของโลก บ้อจี๊ แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ เดือดร้อนกันไปทั้งโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและทรุดลงอย่างน่ากลัว คนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แน่นอน……ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หลายปีมานี้ เราต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่จากภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกประเทศพากันลดการซื้อ ต่างคนต่างซื้อกันน้อยลง ความชงักงันจึงทวีเพิ่มขึ้น ทำให้กำลังซื้อของคนไทยลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นเพียงการให้ออกซิเจนยืดลมหายใจเท่านั้น ไม่สามารถพลิกฟื้นภาวะเศรษฐกิจให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ ทางที่ปัญหาเศรษฐกิจทั้งโลก แบบนี้จะหมดไห หรือดีขึ้น ก็คือ ต้องอาศัยเวลา ให้ระบบปรับตัวเองย้อนกลับมาเริ่มนับใหม่ อาจจะไม่ใช่เริ่มต้น นับที่ 1 อาจจะเริ่มนับที่ 5 หรือ 6 หรือ 7 และต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร ก็ไม่มีใครรู้

วกเข้ามาดูสถานการณ์ ในวงการพระเครื่องและพระบูชา แน่นอนครับ อยู่ในอันดับต้น ๆ ที่จะได้รับผลกระทบก่อนใคร ทั้งปริมาณ และ ความถี่ในการเปลี่ยนมือ ลดลงอย่างฮวบฮาบ เสียงบ่นดังกระหึ่มไปทั่ว ก็อย่างที่รู้กันอยู่ พระเครื่อง ไม่ใช่ปัจจัย 4 ขนาดปัจจัย 4 ยังมีปัญหาโดยทั่วไป

ตัดภาพเข้ามาในแวดวงวัตถุมงคลของจตุคามรามเทพ ดูบ้าง ย้อนหลังไปถึงช่วงที่วัตถุมงคลในนามขององค์จตุคามรามเทพ พุ่งสูงสุดขีด ทั้งของเก่า ของใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2550 ถึง กลางปี 2550 วัตถุมงคลขององค์จตุคามรามเทพ โดยเฉพาะที่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง คือ วัตถุมงคลรุ่นเก่า มีราคาปรับขึ้นไปถึง 2 เท่าตัว ในระยะเวลาแค่ 6 – 7 เดือน ราคานี้ทรงอยู่จนถึงกลางเดือนสิงหาคม กระแสจตุคามยุคเก่า ก็สะดุดหยุดลงอย่างฉับพลัน เหมือนหนังขาด ขณะกำลังนั่งดูอยู่อย่างสนุกสนาน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เล่นเอาตั้งรับกันแทบไม่ทัน คนที่ซื้อมือสุดท้าย ก็มีปัญหาทันที แต่ส่วนใหญ่ พระสวย พระหายาก ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มนักสะสมแล้ว แต่ก็มีพวกสะสมตามกระแส ที่อยากจะขายออก เพราะกระแสหมดไป

แล้ว สะสมต่อไปก็ไม่รู้สึกตื่นเต้น สำหรับผู้ที่ศรัทธา เชื่อมั่น จะรุ้สึกเฉยๆ ไม่ตกใจกับกระแส

คนรู้จักและญาติพี่น้องหลายคน บอกเสียดายแทนผู้เขียนว่า น่าจะจำหน่ายพระผงปี 30 ออกไปบ้าง ในช่วงราคาแพงมาก ๆ แล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่ตอนที่ราคาถูกลงในขณะนี้ เป็นเรื่องที่มองในแง่การตลาด สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่ได้รู้สึกเสียดาย ถ้าจะรู้สึกเสียดาย ก็เสียดายของมากกว่าเพราะว่าพระที่ราคาลงมาในขณะนี้ ไม่มีพระสวย พระหายาก เหมือนกับที่เก็บไว้ ถ้าปล่อยไปตอนนั้น มาถึงตอนนี้ คงเสียดายมากกว่า

ขอเข้าเรื่องตามที่ผู้เขีบนจั่วหัวไว้ ว่า ใครจะอึดกว่ากัน …… เรื่องนี้ขอแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ที่อยากจะนำมาพิจารณากัน

ประเด็นแรก คือ ความอึด ระหว่างผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปไล่เรียงกันตั้งแต่กระแสจตุคาม ได้สะดุดหยุดลง ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม นับจากนั้นมาตลาดก็เงียบ นิ่งสนิทจนถึงสิ้นปี พอเริ่มศักราชใหม่ จึงเริ่มมีการขยับ ราคาวัตถุมงคลรุ่นเก่า เริ่มลดลง มีผู้ที่อยากได้ในช่วงราคาแพง และเช่าหาไม่ไหว เริ่มเข้ามาบูชากันบ้างประปราย แต่คนบางกลุ่ม ยังไม่ยอมซื้อ เพราะเห็นว่า ราคาควรลดลงมากว่านี้ และคิดว่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ

ด้านผู้ขาย ก็พยายามดึง ไม่อยากขายราคาต่ำ เพราะซื้อมาในราคาสูง ทำให้ขาดทุนมาก บางองค์อาจจะไม่ขาดทุน แต่ตอนแรง มีคนให้ราคาสูงแล้วไม่ยอมขาย พอถึงสถานการณ์ราคาลง รู้สึกทำใจไม่ได้ จึงไม่อยากขาย อีกประการหนึ่ง นักเล่น นักเก็บสะสม และพ่อค้าสายตรงวัตถุมงคลขององค์จตุคามรามเทพ ต่างพากันวิเคราะห์สถานการณ์ในลักษณะพูดปลอบใจว่า อีกไม่นาน พ่อก็กลับมา ปลายปีนี้บ้าง ต้นปีหน้าบ้าง ทำให้ผู้ขายลังเล ไม่ยอมลดราคาลงมาก และดึงไว้ไม่ค่อยอยากขาย

ด้านผู้ซื้อ ก็พยายามลุ้นให้ราคาลงมาอีก สถานการณ์ จึงอยู่ในภาวะดึงกันไป ดึงกันมา เข้าลักษณะชักคะเย่อกัน รอว่าใครจะอ่อนแรงก่อน และดูว่า ใครจะอึดกว่ากัน

ท่านผู้อ่านก็คงบอกตรงกันว่า แบบนี้ ผู้ซื้อเป็นฝ่ายอึดกว่าแน่นอน คงไม่ผิดหรอกครับ แต่มีบางกรณี ที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องตัดสินใจซื้อแบบรอไม่ได้ เพราะถ้ารอให้ราคาลงมาอีก อาจพลาดถูกคนอื่นตัดหน้าไปเสียก่อน เพราะบางแบบเป็นของมีน้อย หายาก ถ้าพูดโดยทั่วไป ผู้ขายเสียเปรียบอยู่แล้ว บางคนมีความจำเป็น ถ้าขายไม่ได้จะเกิดปัญหาเรื่องการเงิน เพราะตอนที่กระแสองค์พ่อมาแรงนั้น ซื้อง่าย ขายคล่อง หาเงินง่าย จึงสร้างภาระไว้มาก ทั้งบ้าน ทั้งรถ บางคนที่เป็นนักสะสมประสบปัญหาเศรษฐกิจ จึงต้องนำออกมา ได้ราคาไม่สูงก็ยอม

ในระหว่างที่ดึงกันไปดึงกันมา ก็จะมีแต่ละฝ่ายที่อึดน้อยกว่า ยอมซื้อ และ ยอมขาย ก็คงจะยื้อกันไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ถ้าภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น คนขายก็

คงเสียเปรียบไปเรื่อย ๆ แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่อยากได้ มีเวลาในการเพิ่มกำลังซื้อ แต่ถ้าภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ก็จะช่วยให้สภาวะการณ์ของผู้ขายดีขึ้น

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองด้าน คือความโด่งดังอย่างเปรี้ยงปร้าง แล้วลงมาสู่ภาวะเงียบสงบ หลายคนทั้งที่อยู่ในวงการ และไม่อยุ่ ชอบถามผู้เขียนด้วยอาการสะใจเล็ก ๆ ว่า ขายไม่ได้ละซิ เงียบใช่ไหม ผู้เขียนได้แต่ยิ้มไม่ตอบอะไร

อีกคำถามหนึ่งที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยคือ เมื่อไหร่พ่อจะกลับมา และ พี่ว่าพ่อจะกลับมาไหม หรือ คำพูดลอย ๆ ว่า อยากให้พ่อกลับมาเร็ว ๆ จังเลย คำถามพวกนี้ ผู้เขียนก็ไม่เคยตอบ แต่ในใจคิดแปลความหมายไปอีกอย่างว่า สำหรับผู้เขียนแล้ว พ่อไม่ได้ไปไหน ท่านพ่ออยู่ในใจ ในความรู้สึก ในบ้าน ของผู้เขียน ตลอดเวลา จึงไม่เคยถามใครว่า เมื่อไหร่พ่อจะกลับมา หรือ พ่อจะกลัยมาไหม

ประเด็นที่สอง จะขอพูดถึงความอึด ระหว่างคนทั่ว ๆ ไปทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงครั้งนี้ ว่า ใครจะอึดได้บาวนานกว่ากัน และอยู่รอดปลอดภัย จนเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะทำนายว่า สภาพเช่นนี้ จะคงอยู่ยาวนานแค่ไหน ใครมีตัวช่วยมากกว่า ก็ถือว่าโชคดี

สำหรับผู้เขียน ขอฟันธงว่า ผู้ที่เชื่อมั่นศรัทธา ในความศักดิ์สิทธิ์ ขององค์พ่อจตุคามรามเทพ อย่างแน่นแฟ้น ไม่หวั่นไหว และคิดดี ทำดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่หลอกลวงทำร้ายใคร

อึดกว่า แน่นอนครับ

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top