บทความจตุคามรามเทพ / เรื่ององค์ท่านพ่อเล่าสู่กันฟัง

เพราะกระแส หรือ เศรษฐกิจ

ดูเหมือนว่า ช่วงเวลาวัดใจ ที่ผ่านมาเพียง 1 ปี มันช่างยาวนานเสียเหลือเกินสำหรับลูกองค์พ่อ จนหลายคน หวั่นวิตกว่า ผู้คนจะไม่หันมาสนใจเล่นหาวัตถุมงคลจตุคามรามเทพอีกแล้ว

คำว่า วัดใจ เป็นที่เข้าใจกันภายในแวดวงลูกองค์พ่อว่า หมายถึงความมั่นคงในความศรัทธา และ ความเชื่อมั่นที่มีต่อท่านพ่อ ในยามที่กระแสความนิยมเงียบเชียบลง หลายคนมักจะพูดว่า ท่านพ่อวัดใจลูก ๆ ว่าจะคงความศรัทธา และไม่ถอดใจ เลิกเก็บวัตถุมงคลของท่าน ได้ยาวนานแค่ไหน

สำหรับผม คิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่ท่านพ่อจะมาวัดใจลูก ๆ หรอกครับ ท่านพ่อเป็นพระโพธิสัตว์ มีบารมีธรรม รอบรู้ทุกอย่าง ท่านย่อมรู้ว่า ลูกคนใด เคารพศรัทธาท่านมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้น คำว่า วัดใจ จึงเป็นการพูดในหมู่ลูกพ่อ ด้วยกันเอง ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกแวดวงมักจะมองภาวะการณ์แบบนี้ไปในแง่ลบ ตลอดเวลา

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับวัตถุมงคลของท่านพ่อ มีลักษณะเช่นนี้ มาหลายครั้งหลายหน คือ ราคาขึ้นพรวดพราด แล้วหยุดนิ่ง และอ่อนตัวลงเล็กน้อยอยู่ระยะหนึ่ง ก็จะขยับขึ้นอีก แต่ละครั้งราคาจะขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด จึงไม่น่าแปลกใจว่า จากราคาหลักพัน ในปี 2543 จนถึงปี 2550 เวลาเพียงแค่เจ็ดปี ขึ้นมาถึงหลักล้านได้

สำหรับวิกฤต ครั้งนี้ สื่อมวลชน และ คนทั่วไป ถึงกับพากันเรียกว่า จตุคามขาลง ส่วนตัวผมไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่เกิดภาวะเช่นนี้ ผู้คนรู้จักวัตถุมงคลของท่านพ่อมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพระผงสุริยัน จันทรา ปี 30 แล้วจะเรียกว่า ขาลง ได้อย่างไร

ถ้าเราพิจารณาตามเหตุตามผล ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า ถ้าไม่แน่จริง คงไม่สามารถยืนหยัดมาได้ขนาดนี้ และราคาก็คงไม่ขึ้นสูงถึงระดับนี้แน่นอน เป็นการสร้างสถิติที่ไม่เคยมีวัตถุมงคลใด ทำได้มาก่อนและราคาที่ขึ้นมาถึงระดับนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่า ของเขาดีจริง ถ้าไม่ดีจริง ใครจะกล้าจ่ายเงินเป็นล้าน ลองไปสอบถามดูได้ว่า คนที่มีพระผงสุริยั จันทรา ปี 30 ได้ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่

เราจึงต้องแบ่งคนที่เก็บสะสมวัตถุมงคลท่านพ่อ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตามกระแส กับ กลุ่มความศักดิ์สิทธิ์ โดยขอยกเอาวัตถุมงคลสุริยัน จันทรา เป็นวัตถุมงคลหลักในการพิจารณา

กลุ่มตามกระแส กลุ่มนี้ ไม่ได้ศึกษาถึงที่มาที่ไป เขาบอกว่าดี ก็หามาใช้บ้าง ยิ่งราคาขึ้นก็ยิ่งดีใจ คนที่ไม่มี ก็รีบและพยายามเสาะหา ทำให้ราคาขยับขึ้นไปเกินความจริง ในพระบางเนื้อ บางสี

ต้องเรียนทำความเข้าใจก่อนว่า พระผงสุริยัน จันทรา มีหลายเนื้อ หลายสี ต่างเนื้อ ต่างสี ราคาก็แตกต่างกันตามความหายาก และในแต่ละเนื้อ แต่ละสี จะมีความสวยงาม สมบูรณ์แตกต่างกันไป ซึ่งก็มีผลทำให้ราคาแตกต่างกันไปด้วย

จากกระแสที่ผ่านมาในปี 2550 คนทั่วไปที่เข้ามาหาวัตถุมงคลของท่านพ่อ จะตั้งเป้ากันว่า ขอให้ได้มี ปี 30 กับเขาบ้าง โดยไม่สนใจ สี เนื้อ สภาพ ขอราคาที่ถูกที่สุด ทำให้พระที่ราคาอยู่ในระดับล่าง ๆ มีราคาพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนพระราคาระดับบน ๆ มีราคาขยับขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำกว่า ซึ่งผมอยากจะเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้

ในช่วงแรก ๆ ที่ผมเข้ามาบูชา และ เสาะหาพระผงสุริยัน จันทรา ปีแรก พระผงสุริยันเนื้อดำ สภาพสมบูรณ์ มีหน้ามีตา ราคา 30,000 บาท พระผงสุริยันสีขาว สภาพทั่วไป ราคา 3,000 บาท 2 – 3 ปี ต่อมา สีดำสภาพสวย ผมซื้อ 110,000 บาท ขณะนั้น สีขาว สภาพทั่วไป ราคาอยู่ที่ 8,000 – 10,000 บาท ต้นปี 2548 สีดำราคา 300,000 บาท สีขาว 45,000 บาท ในปี 2550 ช่วงกระแสนิยมพุ่งสูงสุดขีด ประมาณเดือน มิถุนายน สีดำ ราคา 1.2 - 1.5 ล้านบาท สีขาวราคา 4 – 6 แสนบาท

เมื่อคำนวนดูแล้ว ช่วงแรก ๆ ถ้า บูชาสีดำ สภาพสวย 1 องค์ จะบูชาสีขาว ได้ 10 องค์ สุดท้าย ถ้า บูชาสีดำ 1 องค์ จะ บูชาสีขาวได้ 2 - 3 องค์เท่านั้น

เพราะฉนั้น ราคา ณ ขณะนี้ของสีขาว ที่ขยับลดลงมาจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมา ราคากระโดดขึ้นไปผิดสัดส่วน และ ถึงแม้ว่าสีขาวราคาจะลดลงแล้ว สัดส่วนก็ยังสูงกว่าสีดำอยู่ดี ราคาของสีดำ ที่มีสภาพสวย มีหน้า มีตา จึงควรที่จะต้องขยับขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนซื้อในสถานการณ์ปัจจุบันก็ตาม

กลุ่มความศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มนี้คือผู้ที่ใช้วัตถุมงคลของท่านพ่อมาแต่เดิม และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากผู้ที่เข้ามาใหม่ ทั้งที่เข้ามาเพราะแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์ และที่เข้ามาเพราะเกิดกระแสนิยมขึ้นในแต่ละช่วง เมื่อเข้ามาแล้ว พบความศักดิ์สิทธิ์ จึงปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่ใช้วัตถุมงคลอื่นอีก

ย้อนกลับมาพิจารณาถึงเรื่องของราคาที่พุ่งขึ้นมาสูงมาก ในระยะเวลาไม่นาน นับแต่วัตถุมงคลชุดนี้ กำเนิดขึ้นมา คงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก ความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนประจักษ์กับตัวเอง ถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่สามารถกระโดดขึ้นได้หลายรอบอย่างนี้ แค่รอบแรก ราคาขึ้นหลักหมื่นก็จบแล้ว

เมื่อสรุปว่า เป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย ก็คงจะขาดรสชาติ เพราะมีคำถามจากคนจำนวนไม่น้อย ถึงสิ่งที่หลายคนได้ประสบมาจากการใช้วัตถุมงคลปี 30 บางคนบอก แขวนแล้ว เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร บางคนบอก พอได้มาหรือแขวนแล้ว เกิดเรื่องไม่ดีทันที แล้วจะบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร
 

ผมจะไม่พูดถึงคนที่แขวนแล้ว ขอได้ทันที มีประสบการณ์และชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนั่นแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แต่จะขออธิบายสำหรับคนที่บอกว่า บูชาแล้ว เฉย ๆ กับคนที่บอกว่าบูชาหรือได้มาแล้ว เกิดเรื่องไม่ดีทันที เพราะส่วนใหญ่ คนที่เจอแบบนี้ จะถอดออก เลิกแขวน เลิกบูชาทันที และมีความรู้สึกไม่ประทับใจ ถึงกับเลิกสนใจไปเลยก็มีไม่น้อย

อยากเรียนว่า พระผงสุริยัน จันทรา เป็นพระที่เกี่ยวข้องกับดวงชะตา เป็นพระที่คุ้มครอง และส่งเสริมดวงชะตา ของผู้ใช้ พระนี้จึงมีความเกี่ยวพันกับดวงดาว และ โหราศาสตร์ เปรียบเสมือนเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะเชื่อม ดวงชะตาของคน กับระบบ ดวงดาว ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีการปรับคลื่นเข้าหากัน การใช้เริ่มแรก จึงต้องมีการปรับความถี่ให้เข้ากันได้ เช่น เมื่อเราซื้อ ทีวี มาเครื่องหนึ่ง ก็ต้องมีการปรับคลื่นให้เข้ากับความถี่ของคลื่นในแต่ละช่อง ระหว่างการปรับ ก็จะเกิดอาการซ่า พร่ามัว เมื่อได้ที่ ภาพก็จะคมชัด

อีกสักตัวอย่างหนึ่ง เหมือนกับการถีบจักรยาน เมื่อขึ้นขี่แล้วเริ่มต้นถีบ รถจะส่ายไปมา ล้อหน้าจะปัดเป๋ ก่อนที่จะตั้งตรง แล้ววิ่งได้อย่างราบรื่น

แต่บางราย มีอาการมาก เหมือนกับการปีนเกลียว ของฝาขวดเลยทีเดียว ต้องขยับแล้ว ขยับอีก กว่าจะเข้าร่องเข้ารอย

เมื่อประมาณปลายปี 2544 เพื่อนของน้องสาวผม เป็นเจ้าของกิจการโรงพิมพ์ ได้รับการบอกเล่าจากคนรู้จักถึงอภินิหารแห่งวัตถุมงคลขององค์จตุคามรามเทพ มีความสนใจ จึงติดต่อผ่านน้องสาวผม ขอบูชาพระผงสุริยัน ไป 2 องค์ พร้อมผ้ายันต์พังพระกาฬอีก 3 ผืน พอถึงวันดี ตามความคิดของเขา ก็นำพระมาแขวน และติดผ้ายันต์ ในเวลา 9 โมงเช้า พอเวลา 10 โมงเช้าเริ่มเดินเครื่องพิมพ์ อยู่ดี ๆ เครื่องพิมพ์ก็พังไป 1 เครื่อง เวลาบ่าย 2 โมง เครื่องตัดกระดาษไฟช๊อตพังไปอีก พอเวลาบ่าย 5 โมงเย็น ปั๊มน้ำระเบิดพังไปอีก 1 เครื่อง วันรุ่งขึ้น เขาโทรศัพท์หาผม เล่าให้ฟังแล้วถามว่า พี่ ผมทำอะไรผิด

ผมได้อธิบายไปเท่าที่จะคิดได้ ปรากฎว่า อีก 2 - 3 วัน เขาก็เอาพระผงสุริยัน ทั้ง 2 องค์นั้นมาคืน เป็นพระเนื้อว่าน ( เปลือกมังคุด กับ ไม้เทาเขียวปัดทอง ) สภาพสวนทั้งคู่ ผมรับคืนในราคาเต็ม คือ องค์ละ 20,000 บาท

บางรายใช้วัตถุมงคลท่านพ่อ 2 – 3 วัน บางราย 2 - 3 เดือน บอกกับผมว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย แขวนแล้วเฉย ๆ บางคนหนักกว่านั้น ถ้าแขวนวันแรกไม่รู้สึกอะไร ไม่มีประสบการณ์อะไรให้ตื่นเต้น เขาจะนำมาคืน องค์ไหนแขวนวันแรก มี ORDER มีประสบการณ์เกิดขึ้นบ้าง ก็จะเก็บไว้

ส่วนใหญ่คนเรานี้ จะเคยใช้วัตถุมงคลอื่น ๆ มาก่อน บางครั้งผมขี้เกียจอธิบาย ก็จะถามเขาว่า พระที่คุณเคยใช้มานั้นแขวนมากี่ปีแล้ว เกือบทุกคนจะบอกว่าหลายปีแล้ว 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง ผมก็จะถามกลับไปว่า แล้วรู้สึกอะไรบ้างไหม เจอคำถามนี้เข้าอึ้งไปทุกคน
 

ผมคิดว่าบุคคลเหล่านี้ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับวัตถุมงคลของท่านพ่อ ตัดสินโดยไม่ได้พิจารณาข้อมูลให้ถ่องแท้ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างของผู้ที่ใช้วัตถุมงคลท่านพ่อ ในการอธิษฐานให้ได้งานที่เข้าร่วมประมูล แต่ประมูลไม่ได้ ในตอนแรกก็รู้สึกว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ได้รู้ว่างานที่ประมูลไม่ได้นั้น เป็นงานที่ทำแล้วขาดทุน ความรู้สึกที่ดีก็กลับมา ถ้าเป็นพวกแรกที่กล่าวมาแล้ว ก็คงจะถอดและเลิกใช้ไปเลย

เรื่องนี้จึงต้องหนักแน่นและพินิจพิจารณาให้ดี ผมขอยกตัวอย่างกรณีของผมเอง เมื่อได้รับพระผงสุริยัน จันทราครั้งแรก

ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2538 ผมได้นัดอาจารย์ทรงวิทย์ แก้วศรี ท่านเป็นราชบัณฑิต และเป็นนักเขียนเรื่องพระเครื่อง ไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารสระแก้ว ริมคลองประปาสามเสน คุณอุ๊ กรุงสยาม ทราบข่าวจึงไปร่วมด้วย พร้อมกับพาคุณบุญส่ง ธาดาประดิษฐ์ไปด้วย ระหว่างที่กินกันไปคุยกันไป ช่วงหนึ่งได้มีการพูดถึงเรื่องที่จะเกิดสุริยคราสเต็มดวง ทำให้คนตื่นตัวในการบูชาราหู คุณบุญส่งจึงเดินไปที่รถแล้วหยิบพระมา 1 ถุง ส่งให้ผมพร้อมกับบอกว่า ราหูมาต้องใช้พระนี้ ในถุงมี 50 องค์ เอาไปแจกกัน คุณอุ๊ จึงหยิบไปประมาณ 10 กว่าองค์

เมื่อผมเปิดถุงและหยิบพระขึ้นมาพินิจพิจารณาดูแล้ว รู้สึกตกใจเพราะไม่เคยเห็นพระที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน นึกในใจว่าเป็นวัตถุที่เกิดจากไสยดำหรือเปล่า มองดูนาน ๆ เหมือนมีพลังดูด ขณะนั้นเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ ๆ คุยกันไปอีกพักหนึ่งประมาณ 3 ทุ่มกว่า ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายจึงขอตัวแยกย้ายกันกลับ พอถึง 4 ทุ่มผมก็ทนไม่ไหวต้องเข้าโรงพยาบาล แพทย์ให้น้ำเกลือและสั่งให้นอนโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจเพราะตั้งแต่อายุ 4 ขวบจนถึงขณะนั้น อายุ 42 ผมยังไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว

หลังจากวันนั้น ผมก็คิดเหมือนกันว่า พอได้พระนี้มาแล้ว ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้ง ๆ ที่ก่อนได้รับพระก็ยังสบายดีอยู่ แต่ก็บอกตัวเองว่า ปกติแล้ว พระก็เป็นของดี เราจะไปโทษได้อย่างไร ทุกท่านครับ ถ้าวันนั้น จิตใจผมไม่มั่นคง ป่านนี้คงไม่มีชื่อสุวัฒน์ อยู่ในบรรดาลูกพ่ออย่างทุกวันนี้แล้วละ เรื่องนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับคนอื่น คงต้องเอาพระผงสุริยัน ไปทิ้งทั้งถุงเป็นแน่

อยากจะเรียนทุกท่านว่า วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ไม่ได้อยู่ในช่วงขาลง เศรษฐกิจต่างหาก ที่อยู่ในช่วงขาลง จึงทำให้คนที่ศรัทธาอยากได้ไม่มีกำลังพอจะเช่าบูชามาครอบครอง

วัตถุมงคลท่านพ่อ ที่ยืนหยัดมาได้ทุกวันนี้ เพราะความศักดิ์สิทธิ์ กระแสความนิยมที่เกิดขึ้นมา เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อแต่อย่างใด เพราะฉนั้น อย่าหวั่นไหว

สุวัฒน์

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

Top