นอกจากนี้ยังมีพระเนื้อเงินที่เทขึ้นมาเพื่อทำเป็นองค์ต้นแบบทั้ง 3 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ 3 องค์
พิมพ์กลาง องค์และ พิมพ์เล็ก องค์ แต่นำมาแต่งอย่างละ 1 องค์เพื่อถอดพิมพ์ ส่วนที่เหลือไม่ได้
แต่ง พระทั้งหมดจะมีขนาดใหญ่กว่าพระที่เทมาเล็กน้อยทุกพิมพ์ โดยตอกโค้ดที่ฝ่าเท้าเป็นโค้ด
กงจักร โค้ดเดียวกับพระโพธิสัตว์พังพระกาฬบูชา 9 เศียรใหญ่
พระชุดนี้ทำพิธีเททองในวันที่ 22 มิถุนายน 2544 โดยองค์ท่านพ่อเป็นประธานประทับทรง
ในร่างทรงคนเก่าหลังจากนั้นประมาณเดือนกันยายน 2544 ท่านสรรเพชญได้ยกเลิกการ
ประทับทรง พระที่สร้างทั้งหมด พวกเราจึงขอให้ ท่านสรรเพชญทำพิธีอัญเชิญท่านพ่อจตุคามราม
เทพแผ่บารมีสร้างความศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านสรรเพชญได้รับการถ่ายทอดวิชาโหราศาสตร์จากท่าน
พ่อ และที่ผ่านมาเป็นผู้กำหนดฤกษ์ยามร่วมกับท่านพ่อในการทำพิธีของวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ มาอยู่
แล้ว ประกอบกับท่านมีสิ่งมงคลที่ท่านพ่อมอบให้ไว้สำหรับพิธีเกี่ยวกับวัตถุมงคล ท่านสรรเพชญจึง
นำไปทำพิธีให้รวม 5 ครั้งด้วยกัน เหตุที่ทำพิธี 5 ครั้งเพราะในช่วงเวลานั้นมีฤกษ์ดีที่จะสร้างความ
ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างหลากหลายพอดี
จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่า พระปิดตาพังพระกาฬพิมพ์ลอยองค์รุ่นคันฉ่อง 2 จักรพรรดิ
จะมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธ์ยิ่งนัก เรื่องนี้ไม่ได้พูดลอย ๆ แต่พูดขึ้นจากคำบอกเล่าของผู้ที่นำไปใช้
ต่างบอกว่าสุดยอดทุกคนทั้ง ๆ ที่มี ออกไปไม่มาก แต่ทุกคนที่ใช้มีประสบการณ์ทุกคน เพียงแต่ผม
ไม่อยากนำมาเล่าในที่นี้ อยากรู้ว่าศักดิ์สิทธ์อย่างไรนั้น ลองโทรไปถามคุณพรชัยที่ 01 3083009
และคุณโชคชัย วงศ์พิจิตร ที่ 01 8025362 และคุณชยุต อุตสาหะชัย ที่ 01 0481959
|
|
|

พิมพ์ใหญ่
|
| |
|
|
|

พิมพ์กลาง
|
| |
|

พิมพ์เล็ก
|
ส่วนที่เป็นเนื้อเงิน เนื้อทองคำ และ เนื้อเมฆสิทธิ์ ได้ผสมเนื้อชนวนคันฉ่องที่หลอมในพิธีลงไป
ด้วยประมาณ10%
สำหรับเนื้อทองคำทั้ง 3 ขนาด ได้เจาะก้นและอุดผงที่ท่านสรรเพชญได้มอบให้ผมมาดำเนินการ คือ
1. พระผงสุริยัน - จันทรา ปี 30 จำนวน 3 องค์
2. พระผงพระพุทธสิหิงค์ ปี 30 จำนวน 6 องค์
ทั้ง 2 รายการท่านมอบให้มาเป็นองค์ และอนุญาตให้ผมตำให้ละเอียด
3. ผงไม้ตะเคียนเสาหลักเมือง ที่ทำขึ้นและปลุกเสกโดยองค์จตุคามรามเทพ เมื่อปี 2530
( สำหรับใช้อุดตะกรุดโทน และ ตะกรุดสาริกา ในสมัยนั้น )

คันฉ่องเนื้อเมฆสิทธิ์พิมพ์ใหญ่
คุณพรชัยเล่าให้ผมฟังว่า ได้มีการนำพระปิดตารุ่นคันฉ่อง และพระผงสุริยัน - จันทรา
ปี 2530 ใส่ลงในถาดรวมกับพระอื่น ๆ จำนวนมาก เพื่อให้พระเกจิอาจารย์ที่มีพลังจิตสูง องค์หนึ่ง
แถวภาคอีสาน ปลุกเสก (พระสงฆ์องค์นี้ สายตามองไม่เห็น ) ปรากฎว่าท่านเอามือทั้งสอง ควาน
ลงไปในถาด มือหนึ่งหยิบพระปิดตาคันฉ่อง ขึ้นมา อีกมือหนึ่งหยิบพระผงสุริยัน - จันทรา ปี 30
ขึ้นมา และพูดว่าพระทั้ง 2 องค์นี้ มีพลังสูงเท่ากัน เป็นพลังของเทพ
เหตุการณ์ทำนองนี้ ได้เกิดขึ้นกับฆราวาส ที่ประทับทรงคนหนึ่ง โดยการเล่าของคุณพรชัย
เช่นเดียวกันว่า พ่อปู่ที่มาประทับทรง หยิบพระปิดตาคันฉ่อง กับพระผงสุริยัน - จันทรา ขึ้นมาอยู่
ในมือ องค์ละข้าง แล้วพูดว่า พระทั้ง 2 มีพลังแรงเท่ากัน ใช้แทนกันได้ เป็นพลังของเทพ
และในการใช้พระปิดตาคันฉ่อง คุณพรชัยถึงกับบอกว่า ในคอขาดรุ่นไหนก็ได้ ยกเว้นรุ่น
ปิดตาคันฉ่อง
จากการบอกเล่าของคุณพรชัย ในระยะแรก ๆ ผมเองก็ยังเฉย ๆ แต่พอผมได้มาอ่านเรื่อง
สุริยัน - จันทรา วีซ่าของจีน ซึ่งเขียนโดยท่านสรรเพชญ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงคิดถึงเรื่องที่คุณ
พรชัยเล่าให้ฟัง ในส่วนที่ว่า พระปิดตารุ่นคันฉ่อง ใช้แทนพระผงสุริยัน - จันทรา ได้ เพราะพระ
ปิดตารุ่นคันฉ่อง ได้ใส่คันฉ่องสำริดจีน ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ และท่านสรรเพชญ เปรียบเป็น
สุริยัน - จันทรา วีซ่าของจีน เหมือนกับที่ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดนครศรีธรรมราช และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า
พระผงสุริยัน - จันทรา ปี 30 เปรียบเหมือนวีซ่า ที่ไปไหนก็ผ่านตลอด
ประมวลภาพ ชนวน มวลสาร และพิธีปลุกเสก พระปิดตาพังพระกาฬ รุ่นคันฉ่องสองจักรพรรดิ






เพิ่มเติมประสบการณ์ที่ได้เล่าให้เพื่อนสมาชิกฟัง ในกระทู้ " สมาชิกคุยกันเอง "
สวัสดีครับ เพื่อนสมาขิก
พระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิ สุดยอดอิทธิฤทธิ์ ครอบคลุมในทุกด้าน มีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย เรื่องค้าขายเป็นที่เลื่องลือ เรื่องอำนาจบารมี เป็นที่ยอมรับ
มีอีกด้านหนึ่งที่ผมยังไม่ได้นำมาเปิดเผย เห็นเพื่อนสมาชิกนำมาโชว์กันมาก เลยอยากเล่าให้ฟัง
เรื่องแรก เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอาการเหมือนถูกผีเข้า จะถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ววิ่งไปนอกบ้าน แม่ต้องจับล่ามไว้ และพยายามพาไปรักษาตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามวัดที่ได้ข่าวว่ามีอาจารย์เก่ง ๆ แต่ก็ไม่หาย น้องสาวซึ่งทำงานอยู่กับคุณสมชาติ ศรีรัตนรุ่งเรือง กลุ้มใจในอาการของพี่สาว จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณสมชาติ คุณสมชาติ จึงได้มอบพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิพิมพ์กลาง เนื้อคันฉ่อง ให้กับน้องสาวเพื่อนำไปคล้องคอให้พี่สาว น้องสาวดีใจมาก จึงลงไปนครศรีธรรมราช เมื่อไปถึงบ้านปรากฎว่าไม่มีใครอยู่ ทราบจากข้างบ้านว่า แม่พาพี่สาวไปวัดวัดหนึ่ง จึงได้ตามไป เมื่อไปถึงเห็นพี่สาวนอนอยู่ข้าง ๆ แม่ จึงได้นำเอาสร้อยพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิองค์ดังกล่าวคล้องคอให้ ปรากฎว่า ทันทีที่คล้อง พี่สาวก็ลุกขึ้นนั่งแล้วถามว่า เขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร จากนั้นอาการก็หาย
เรื่องที่สอง เรื่องนี้ ตำรวจซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านตรีทศ เป็นผู้เล่าให้ฟัง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า ตำรวจท่านนี้ มีพี่ชายเป็นนายทหารประจำอยู่ค่ายทางภาคเหนือ อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งอายุมากแล้ว ที่จังหวัดพะเยา ในช่วงปี พ.ศ.2546 ไดเกิดมีอาการเลอะเลือน จำอะไรไม่ได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ร่างกายผอมลง กินเท่าไรก็ยังผอมอยู่ เหมือนมีคนมาแย่งกินด้วย ทุกคนลงความเห็นว่าต้องโดนผีเข้า จึงพากันตระเวนไปหาพระให้รดน้ำมนต์หลายแห่ง แต่ไม่ดีขึ้น น้องชายก็กลุ้มอกกลุ้มใจเพราะพี่ชายเป็นหลักในการเลี้ยงดูแม่ จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณมานพ เกิดอุ่ม ร่างทรง ว่าจะทำอย่างไรดี คุณมานพ ซึ่งทราบประสบการณ์เรื่องแรกดี จึงมอบพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิ พิมพ์กลาง เนื้อคันฉ่อง ซึ่งผมได้ให้ไว้ ให้กับตำรวจท่านนั้นยืมไปคล้องคอพี่ชาย
หลังจากคล้องคอให้พี่ชายแล้ว อาการก็ดีขึ้นในทันที พี่ชายเล่าให้ฟังว่า ขณะที่น้องชายเอาสร้อยคอคล้องให้นั้น ผีที่อยู่รอบ ๆ ตัวเอง จำนวน 5 - 6 ตัว พากันร้องโอดโอย แล้วพูดเป็นภาษาชาวเขา ซึ่งเขาฟังออก ว่าของเขาแรง เผ่นกันดีกว่า แล้วเขาก็มองเห็นว่า ผี 5 - 6 ตัวนั้นวิ่งกันล้มลุกคลุกคลาน หนีไปหมด
ทั้งสองเรื่อง เป็นประสบการณ์ ที่ไม่ค่อยได้ยินกันนัก ในยุคปัจจุบันนี้ จึงนำมาเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก
สุวัฒน์
สวัสดีครับ เพื่อนสมาชิก
มีประสบการณ์ ของปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิ มาเล่าให้ฟังอีก 2 เรื่อง
เรื่องแรก เรื่องมีอยู่ว่า คุณโชคชัย วงษ์ขจิตร ( จิ๊บ ) แฟนพันธ์แท้ของจตุคามรามเทพ คนหนึ่ง งานด้านหนึ่งคือค้าขายเสื้อผ้าในสวนจตุจักร งานอีกด้านหนึ่งคือเถ้าแก่ขายส่งสินค้าประดับยนต์ รายใหญ่ ได้มาขอแบ่งพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิเนื้อทองคำพิมพ์เล็ก ไปองค์หนึ่ง เมื่อประมาณปลายปี 48 เมื่อเลี่ยมเสร็จในวันศุกร์ รุ่งขึ้นวันเสาร์ก็นำไปสวนจตุจักรด้วย และได้นำไปอวดกับคุณเม้ง เจ้าของร้านขายตลับพระในสวนจตุจักร คุณเม้งเห็นแล้วรีบขอเอาไปยกมือไหว้ พร้อมกับพูดว่า ไหนขอเอามาจบเป็นศิริมงคลหน่อย ได้ข่าวว่าศักดิ์สิทธิ์นัก
ต่อมาตอนบ่าย คุณจิ๊บก็โทรมาหาผม บอกว่า " พี่ ... ยังมีอีกหรือเปล่า เนื้อทองคำน่ะ .... มีเพื่อนชื่อเม้งเขาอยากได้ เขาบอกเขาเจอประสบการณ์ แต่ยังไม่ได้เล่าให้ผมฟัง เพราะเขาเรียกให้ผมไปที่ร้านเขา แต่ผมยังไม่ว่าง "
ผมจึงบอกคุณจิ๊บไปว่า ไม่มีแล้ว ต้องรอให้ผมไปหามาใหม่
เวลาผ่านไปจนกระทั่ง 5 โมงเย็น คุณจิ๊บจึงโทรมาเล่าให้ผมฟังถึงประสบการณ์ของคุณเม้ง เพราะเพิ่งได้ฟังมา ว่า ในขณะที่คุณเม้งได้นำพระขึ้นไปจบนั้น ได้อธิษฐานขอว่า ...ได้ข่าวว่าพระท่านศักดิ์สิทธิ์ ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ขอให้ลูกค้าผม ( คุณเม้งไม่ได้บอกชื่อ ) ซึ่งหายไปหลายสัปดาห์แล้วไม่ได้มาอุดหนุนที่ร้านเขาเลย ให้มาร้านเขาภายใน 20 นาที จากนั้นจึงได้คืนพระให้คุณจิ๊บ
ปรากฎว่า หลังจากคุณจิ๊บกลับไปไม่ถึงอึดใจ ลูกค้ารายนั้นก็ปรากฎตัวขึ้นมาที่ร้านเขาอย่างเหลือเชื่อ ที่สำคัญคือ ช่วงเวลาที่เขาอธิษฐานนั้น เป็นเวลาประมาณ 11 โมงกว่า ๆ ที่ผ่านมา ลูกค้ารายนี้จะมาร้านของเขาในช่วงเวลาบ่าย 2 โมงไปแล้ว ไม่เคยมาก่อนเที่ยงเลย
เหลือเชื่อนะครับ หลายคนอาจจะคิดว่าบังเอิญ แต่ทำไม๊ มันถึงได้ บังเอิ๊ญ บังเอิญ ขนาดนี้ แต่ก็จะบังเอิญให้เรากล่าวอ้างได้ทุกเรื่อง
ไม่ทราบว่าเราจะนับเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ด้านค้าขายได้หรือเปล่าครับ
เพื่อนสมาชิก ไม่ควรไปขอท่านพ่อในลักษณะแบบนี้นะครับ
เรื่องที่สอง หลังจากการสร้างพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิเสร็จสิ้นลงไม่นาน เพื่อนของผมคนหนึ่ง อยากทดลองว่า พระปิดตารุ่นนี้ จะมีพลังอำนาจขนาดไหน จึงได้ถอดพระเครื่องแบบอื่น ๆ ออกทั้งหมด แล้วแขวนพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิเนื้อทองคำองค์เดียว แล้วไปหาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีหน้าห้องเป็นนายทหานยศสูง ปกตินายทหารหน้าห้องคนนี้ จะไม่พูดไม่จา ไม่ทักทายใคร มีหน้าที่ให้คนเซ็นสมุดเข้าพบเจ้านาย แต่วันที่เพื่อนผมแขวนพระปิดตาคันฉ่องสองจักรพรรดิ ไปนี้ นายทหารคนนี้เห็นหน้าเพื่อนผมปั๊บ ก็ยกมือไหว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยปฎิบัติมาก่อน แถมยังยกสมุดมาให้เซ็น โดยไม่ต้องเดินไปเซ็นเอง ที่แปลกยิ่งกว่านั้น เมื่อเพื่อนผมเข้าไปพบเจ้านายของนายทหารคนนี้ ขณะกำลังนั่งคุยกัน นายทหารคนนี้ ได้ชงกาแฟไปให้เพื่อนผมด้วย ( แบบนี้ก็ไม่เคยทำมาก่อน ) แม้กระทั่ง เจ้านายเขาเองยังแปลกใจ จึงถามเพื่อนผมว่า วันนี้คุณ..... แขวนพระอะไรมา หมอนี่มันถึงเอาใจขนาดนี้ มันไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อนกับใครทั้งนั้น
อย่างนี่เรียกว่าประสบการณ์ในเรื่องของอำนาจ บารมี น่าจะไม่ผิดนะครับ ( เป็นวีซ่าของเอกอัครราชทูต จริง ๆ )
เพราะฉนั้น ใครมีจงเก็บรักษาไว้ให้ดี
สุวัฒน์